โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัฒนธรรมฆ่าคนเก่ง เมื่อระบบอุปถัมภ์คือตัวขัดขวางการพัฒนาชาติ

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม 

ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้บริหารองค์กรในปัจจุบัน ไม่ใช่การขาดทุนในงบกำไรขาดทุน แต่คือการปล่อยให้คนเก่งที่มีศักยภาพทำงานเกิน 100% ต้องเผชิญกับวัฒนธรรมการเตะตัดขา จนสุดท้ายคนเหล่านี้เลือกที่จะถอนตัวออกไปใช้ชีวิตสันโดษ ทิ้งให้องค์กรเหลือเพียงกลุ่มคนที่เก่งแต่การประจบประแจงและรักษาอำนาจไปวันๆ

อาชญากรรมทางวัฒนธรรม: การมองความมุ่งมั่นเป็นภัยคุกคาม

ในองค์กรที่ไร้ระบบคุณธรรม (Meritocracy) ความตั้งใจทำงานระดับเกิน 100% มักถูกตีความผิดพลาด การมีพนักงานที่ทำงานเร็ว ตรงไปตรงมา และมุ่งมั่นในผลลัพธ์ กลับถูกมองว่าเป็นคนเข้ากับพวกพ้องไม่ได้ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อบารมีของผู้บริหารที่ไร้ความสามารถ เมื่อใดก็ตามที่คนเก่งก้าวล้ำหน้า ระบบที่เน้นการประนีประนอมแบบเทาๆ จะเริ่มทำงานทันทีผ่านการลอบกัดและการกีดกันทางการเมือง

กำแพงที่ขวางกั้นการพัฒนา: เมื่อความเก่งถูกแช่แข็ง

การเตะตัดขาคือกลไกที่ขัดขวางการพัฒนาในทุกมิติอย่างรุนแรง เพราะ:

1. การสูญเสียต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost): ในขณะที่โลกภายนอกหมุนไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่คนในองค์กรกลับต้องเอาพลังงานและเวลาที่ควรจะใช้ทำงานเกิน 100% มาใช้ในการระวังหลังและเล่นเกมการเมือง แทนที่จะเอาศักยภาพนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

2. วงจรความถดถอยของมาตรฐาน: เมื่อคนเก่งที่ต้องการยกระดับมาตรฐานถูกกำจัดออกไป มาตรฐานขององค์กรจะถูกดึงลงมาให้ต่ำเท่ากับความสามารถของคนในระบบอุปถัมภ์ ผลที่ตามมาคือการพัฒนาที่หยุดนิ่ง องค์กรจะทำได้เพียงแค่ย่ำอยู่กับที่และไม่มีวันขึ้นเป็นผู้นำในระดับสากลได้

3. การทำลายแรงบันดาลใจเชิงระบบ: วัฒนธรรมนี้ส่งสัญญาณที่ผิดพลาดไปยังบุคลากรว่าความเก่งไม่มีค่าเท่าความเป็นพวกพ้อง ทำให้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพเลือกที่จะไม่ออกแรง หรือเลือกที่จะย้ายที่ทำงาน ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างที่อ่อนแอที่รอวันล่มสลาย

ตรรกะวิบัติของระบบอุปถัมภ์

ผู้นำองค์กรจำนวนมากมักเลือกเก็บลูกน้องที่ว่าง่ายแต่ไร้ฝีมือไว้รอบตัว เพราะรู้สึกปลอดภัยและควบคุมได้ โดยหารู้ไม่ว่ากำลังสร้างโครงสร้างที่ล้มเหลวในระยะยาว การที่คนเก่งถูกเตะตัดขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตของระบบที่เน้นเส้นสายมากกว่าเนื้องาน

ทางออกของยอดฝีมือ: จากการต่อสู้สู่การสันโดษอย่างมีคุณภาพ

เมื่อระบบไม่เอื้ออำนวย การถอนตัวของคนเก่งไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการปฏิวัติเงียบ หลายคนเลือกเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นฟันเฟืองในระบบใหญ่ ไปสู่การสร้างระบบของตัวเองในรูปแบบคนทำงานอิสระหรือที่ปรึกษา ซึ่งเป็นความสูญเสียที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้ขององค์กรเดิม เพราะนั่นคือการเสียคลังสมองไปให้คู่แข่งหรือตลาดเสรีโดยถาวร

ต้นทุนแฝงของความเงียบ: ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าการขาดทุน

ในองค์กรที่คนเก่งถูกกำจัด สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือภาวะความเงียบในองค์กร (Organizational Silence) พนักงานที่เหลืออยู่จะเลือกไม่นำเสนอไอเดียใหม่ ไม่ทักท้วงความผิดพลาด เพราะรู้ว่าการพูดความจริงคือความเสี่ยง เมื่อนั้นองค์กรจะสูญเสียภูมิคุ้มกัน และค่อยๆ ผุพังจากภายในจนไม่อาจต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วได้

บทสรุป: ชัยชนะที่ว่างเปล่าบนกองซากปรักหักพัง

ผู้บริหารที่ภูมิใจกับการรักษาอำนาจด้วยการเตะตัดขาคนเก่ง อาจรู้สึกว่าตนเองชนะในเกมการเมืองระยะสั้น แต่ชัยชนะนั้นคือชัยชนะบนองค์กรที่ไร้จิตวิญญาณและศักยภาพ สุดท้ายแล้วท่านจะเหลือเพียงอาณาจักรที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่พร้อมจะทอดทิ้งท่านทันทีเมื่อเรือลำนี้เริ่มจมลง เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยรักองค์กร พวกเขารักเพียงผลประโยชน์ที่ระบบอุปถัมภ์หยิบยื่นให้เท่านั้น

บทเรียนถึงผู้บริหาร: ถ้าไม่อยากได้คนเก่ง ก็เตรียมตัวรับความล้มเหลว

ถึงเวลาที่ผู้บริหารและเจ้าของกิจการต้องเลิกหลอกตัวเอง การรักษาคนเก่งที่ทุ่มเทเกิน 100% ไม่ใช่การให้แค่ค่าตอบแทนที่สูง แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ให้พวกเขาได้ใช้ความสามารถรบกับคู่แข่งในสนามการค้า ไม่ใช่ต้องมาคอยระแวงหลังเพื่อรบกับคนในองค์กรเดียวกัน หากองค์กรไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนวิธีคิดจากการเน้นบารมีมาเป็นการเน้นประสิทธิภาพ ประเทศนี้ก็จะยังคงเป็นได้แค่สถานีพักพิงของระบบโบราณ ที่ทำหน้าที่ขับไล่ยอดฝีมือให้กลายเป็นคนนอกที่มองกลับเข้ามาด้วยความเวทนา

ความพ่ายแพ้ของคนทำงานเกิน 100% ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ส่วนตัวของเขา แต่มันคือหลักฐานยืนยันความล้มเหลวของผู้บริหารและระบบที่ขัดขวางความเจริญของชาติอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้เองคือคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมการพัฒนาของประเทศไทยจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะเรามัวแต่ใช้พลังงานมหาศาลไปกับการกำจัดคนเก่ง แทนที่จะใช้พวกเขาเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ข้างหน้า

กลไกที่จับต้องได้สำหรับผู้บริหารที่ยังพอฟังได้

หากองค์กรใดต้องการทดสอบว่าตัวเองอยู่ในกับดักนี้หรือไม่ ให้ลองตอบคำถามง่ายๆ สามข้อ:

หนึ่ง ในรอบสองปีที่ผ่านมา ใครลาออกบ้าง? ถ้าคนที่ไปคือคนที่ทำงานหนักที่สุด และคนที่อยู่คือคนที่เงียบที่สุด นั่นคือคำตอบแล้ว

สอง การเลื่อนตำแหน่งครั้งล่าสุดในองค์กร ตัดสินจากผลงานหรือจากความสนิทสนม? ถ้าตอบไม่ได้อย่างมั่นใจ นั่นก็คือคำตอบเช่นกัน

สาม มีช่องทางไหนในองค์กรที่พนักงานสามารถรายงานปัญหาโดยไม่ต้องกลัวผลกระทบย้อนกลับได้จริงๆ? ถ้าคำตอบคือมีนโยบายแต่ทุกคนรู้ว่าใช้ไม่ได้จริง นั่นคือองค์กรที่กำลังฆ่าคนเก่งอยู่ทุกวัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...