โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเอาตัวรอดจาก Survivor Guilt เมื่อความสุขทำให้เรารู้สึกผิด ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความสูญเสีย

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การก้าวเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวที่ควรจะเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน กลับกลายเป็นความรู้สึกย้อนแย้งในใจ ที่ใครหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้ามีความสุขหรือสนุกสนาน เพราะลึกๆ กลับรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเห็นใจต่อผู้ที่สูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตไป

ทำให้หลายคนอาจเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจว่า ‘เราไม่ควรมีความสุขในขณะที่คนอื่นกำลังทุกข์’ คือภาพสะท้อนของ Survivor Guilt หรือ ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่ผ่านเหตุการณ์วิกฤต หรือรับรู้ถึงความสูญเสียและบาดแผลของผู้อื่น

แม้ในอดีตอาการนี้จะเคยถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรคสภาวะจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงหรือ PTSD แต่ในระยะหลังนักวิชาการเริ่มให้ความสำคัญในฐานะสภาวะเฉพาะตัวที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น

Thairath Plus อยากชวนมาสำรวจเบื้องลึกของจิตใจว่า ความรู้สึกผิดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการทางความคิดที่ตีความว่า การที่ตัวเองยังปลอดภัยหรือมีโอกาสได้พักผ่อนเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง แล้วทำไมความรู้สึกผิดนี้จึงยังคงติดค้างอยู่ในใจและเราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจนี้อย่างไรได้บ้าง?

สำรวจและทำความรู้จักกับต้นตอของความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น

หัวใจสำคัญของปัญหานี้ถูกแบ่งออกเป็นสองลักษณะหลักๆ คือความรู้สึกผิดเชิงเนื้อหา หรือ ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นจริงจากการกระทำที่ผิดพลาด การพลาดพลั้ง หรือพลาดทำในสิ่งที่ส่งผลเสียต่อผู้อื่น และความรู้สึกผิดเชิงอัตถิภาวะ หรือความรู้สึกผิดลึกๆ ที่เกิดจากการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของตัวเอง ว่าเราใช้ชีวิตได้คุ้มค่าพอไหม หรือเราควรเป็นคนที่ได้รับโอกาสนี้จริงๆ หรือเปล่า

ในกรณีแรก เรามักฝังใจและเชื่อว่าความผิดที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากตัวเอง แต่ในกรณีหลังซึ่งเป็นส่วนที่เยียวยาได้ยากกว่า คือการที่เรารู้สึกผิดเพียงเพราะเรา ‘ยังมีชีวิตอยู่’ ทั้งที่รู้ดีว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ความรู้สึกเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับความเชื่อลึกๆ ในใจ เช่น การมองว่าตัวเองมีค่าน้อยกว่าผู้ที่จากไป หรือคาดหวังว่าโลกนี้ควรมีความสมดุลและยุติธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อความจริงที่ปรากฏออกมาไม่ตรงกับภาพความยุติธรรมที่อยากให้เป็น จึงเกิดเป็นความทุกข์ทรมานใจและนำไปสู่การตั้งคำถามถึงคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง

ทำไมความรู้สึกผิดนี้จึงไม่จางหายไปสักที

เหตุผลที่ความรู้สึกผิดยังคงติดอยู่ในใจ ส่วนหนึ่งเกิดจากการครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องลบๆ เรามักจะพยายามหาคำตอบซ้ำๆ ว่าทำไมถึงเป็นเราที่รอดชีวิต หรือเราควรทำอะไรได้มากกว่าที่ทำไปหรือไม่ ซึ่งการพยายามหาเหตุผลในเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ จะยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการที่ตัวเองรอดมาได้นั้นเป็นเรื่องที่ผิด

นอกจากนี้ บางคนอาจจงใจไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข เพราะเชื่อว่าความสุขคือการทรยศต่อผู้อื่นที่กำลังเดือดร้อน หรือการลงโทษตัวเองเพื่อหวังจะลดทอนความรู้สึกผิดในใจ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นการชดใช้ที่ไม่มีวันจบสิ้น

จากงานวิจัยของ National Library of Medicine โดย Hannah Murray และคณะ ระบุว่า พื้นฐานตัวตนของแต่ละคนมีผลเป็นอย่างมาก ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำหรือมักมองโลกในแง่ร้ายอยู่แล้ว มักจะตีความเหตุการณ์ที่ตัวเองรอดชีวิตไปในทางลบได้ง่ายกว่า

ยกตัวอย่างเช่น หากใครที่เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน เมื่อผ่านพ้นวิกฤตมาได้เขากลับมองว่าคนที่มีคุณค่าไม่ควรต้องจากไป ในขณะที่คนไม่เอาไหนอย่างเขากลับรอดชีวิต ซึ่งกลายเป็นการยืนยันความเชื่อลบๆ เกี่ยวกับตัวเองให้ฝังรากลึกขึ้นไปอีก

กลไกการเยียวยาความรู้สึกผิด

จากงานวิจัยได้เสนอแนวทางการรักษาผ่านการบำบัดความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT เพื่อปรับเปลี่ยนวงจรความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้

นักบำบัดจะใช้เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อให้เราลองมองสถานการณ์ในมุมมองที่กว้างขึ้น รวมถึงการใช้พลังจินตนาการเพื่อช่วยเยียวยาความทรงจำที่เจ็บปวด เช่น การสร้างบทสนทนาสมมติในใจกับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อปลดล็อกความรู้สึกผิดและเปลี่ยนผ่านความเศร้าให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์แทน

สิ่งที่นักบำบัดมักพบคือ ผู้ป่วยอาจเข้าใจด้วยเหตุผลว่าตัวเองไม่ผิดและแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ลึกๆ ในใจกลับยังคงรู้สึกผิดอย่างรุนแรง แนวทางการรักษาจึงต้องใช้ประสบการณ์ทางอารมณ์เข้าช่วย

อย่างเช่น การทำแบบสำรวจความคิดเห็นจากคนรอบข้าง เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพสะท้อนจากโลกภายนอกว่าไม่มีใครตำหนิเราเลย หรือการใช้เทคนิค ‘เก้าอี้ว่าง’ เพื่อระบายความในใจกับผู้ที่จากไป ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างเหตุผลและความรู้สึกได้ดีกว่าการพูดคุยเพียงอย่างเดียว

ในบางกรณี ความรู้สึกผิดของเราอาจคาบเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางศีลธรรม หรือภาวะบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักจริยธรรมของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มทหารหรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเหตุการณ์นั้นอาจส่งผลต่อความเชื่อลึกๆ เกี่ยวกับศีลธรรมในใจ การรักษาจึงไม่ใช่แค่การลดความวิตกกังวลเหมือนโรค PTSD ทั่วไป แต่เป็นการช่วยให้เราได้สร้างระบบคุณค่าใหม่และยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ที่ไม่อาจควบคุมโชคชะตาหรือความตายได้ทั้งหมด

ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้ามความรู้สึกผิดของเราไม่ใช่การพยายามลืมเลือนความสูญเสียที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตมากมาย แต่คือการยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด

การเปลี่ยนความทุกข์ทรมานจากความรู้สึกผิดให้เป็นการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า คือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ว่าการรอดชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องผิดพลาด การก้าวข้ามผ่านกรงขังทางความคิด คือการให้เกียรติต่อผู้ที่สูญเสียไปได้อย่างแท้จริง

เพื่ออนุญาตให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีความหมายและกล้าพอที่จะมีความสุขอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง

อ้างอิง

Survivor Guilt: A Cognitive Approach

บทความต้นฉบับได้ที่ : การเอาตัวรอดจาก Survivor Guilt เมื่อความสุขทำให้เรารู้สึกผิด ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความสูญเสีย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...