การเอาตัวรอดจาก Survivor Guilt เมื่อความสุขทำให้เรารู้สึกผิด ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความสูญเสีย
ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การก้าวเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวที่ควรจะเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน กลับกลายเป็นความรู้สึกย้อนแย้งในใจ ที่ใครหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้ามีความสุขหรือสนุกสนาน เพราะลึกๆ กลับรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเห็นใจต่อผู้ที่สูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตไป
ทำให้หลายคนอาจเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจว่า ‘เราไม่ควรมีความสุขในขณะที่คนอื่นกำลังทุกข์’ คือภาพสะท้อนของ Survivor Guilt หรือ ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่ผ่านเหตุการณ์วิกฤต หรือรับรู้ถึงความสูญเสียและบาดแผลของผู้อื่น
แม้ในอดีตอาการนี้จะเคยถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรคสภาวะจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงหรือ PTSD แต่ในระยะหลังนักวิชาการเริ่มให้ความสำคัญในฐานะสภาวะเฉพาะตัวที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น
Thairath Plus อยากชวนมาสำรวจเบื้องลึกของจิตใจว่า ความรู้สึกผิดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการทางความคิดที่ตีความว่า การที่ตัวเองยังปลอดภัยหรือมีโอกาสได้พักผ่อนเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง แล้วทำไมความรู้สึกผิดนี้จึงยังคงติดค้างอยู่ในใจและเราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจนี้อย่างไรได้บ้าง?
สำรวจและทำความรู้จักกับต้นตอของความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น
หัวใจสำคัญของปัญหานี้ถูกแบ่งออกเป็นสองลักษณะหลักๆ คือความรู้สึกผิดเชิงเนื้อหา หรือ ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นจริงจากการกระทำที่ผิดพลาด การพลาดพลั้ง หรือพลาดทำในสิ่งที่ส่งผลเสียต่อผู้อื่น และความรู้สึกผิดเชิงอัตถิภาวะ หรือความรู้สึกผิดลึกๆ ที่เกิดจากการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของตัวเอง ว่าเราใช้ชีวิตได้คุ้มค่าพอไหม หรือเราควรเป็นคนที่ได้รับโอกาสนี้จริงๆ หรือเปล่า
ในกรณีแรก เรามักฝังใจและเชื่อว่าความผิดที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากตัวเอง แต่ในกรณีหลังซึ่งเป็นส่วนที่เยียวยาได้ยากกว่า คือการที่เรารู้สึกผิดเพียงเพราะเรา ‘ยังมีชีวิตอยู่’ ทั้งที่รู้ดีว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ความรู้สึกเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับความเชื่อลึกๆ ในใจ เช่น การมองว่าตัวเองมีค่าน้อยกว่าผู้ที่จากไป หรือคาดหวังว่าโลกนี้ควรมีความสมดุลและยุติธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่
เมื่อความจริงที่ปรากฏออกมาไม่ตรงกับภาพความยุติธรรมที่อยากให้เป็น จึงเกิดเป็นความทุกข์ทรมานใจและนำไปสู่การตั้งคำถามถึงคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง
ทำไมความรู้สึกผิดนี้จึงไม่จางหายไปสักที
เหตุผลที่ความรู้สึกผิดยังคงติดอยู่ในใจ ส่วนหนึ่งเกิดจากการครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องลบๆ เรามักจะพยายามหาคำตอบซ้ำๆ ว่าทำไมถึงเป็นเราที่รอดชีวิต หรือเราควรทำอะไรได้มากกว่าที่ทำไปหรือไม่ ซึ่งการพยายามหาเหตุผลในเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ จะยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการที่ตัวเองรอดมาได้นั้นเป็นเรื่องที่ผิด
นอกจากนี้ บางคนอาจจงใจไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข เพราะเชื่อว่าความสุขคือการทรยศต่อผู้อื่นที่กำลังเดือดร้อน หรือการลงโทษตัวเองเพื่อหวังจะลดทอนความรู้สึกผิดในใจ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นการชดใช้ที่ไม่มีวันจบสิ้น
จากงานวิจัยของ National Library of Medicine โดย Hannah Murray และคณะ ระบุว่า พื้นฐานตัวตนของแต่ละคนมีผลเป็นอย่างมาก ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำหรือมักมองโลกในแง่ร้ายอยู่แล้ว มักจะตีความเหตุการณ์ที่ตัวเองรอดชีวิตไปในทางลบได้ง่ายกว่า
ยกตัวอย่างเช่น หากใครที่เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน เมื่อผ่านพ้นวิกฤตมาได้เขากลับมองว่าคนที่มีคุณค่าไม่ควรต้องจากไป ในขณะที่คนไม่เอาไหนอย่างเขากลับรอดชีวิต ซึ่งกลายเป็นการยืนยันความเชื่อลบๆ เกี่ยวกับตัวเองให้ฝังรากลึกขึ้นไปอีก
กลไกการเยียวยาความรู้สึกผิด
จากงานวิจัยได้เสนอแนวทางการรักษาผ่านการบำบัดความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT เพื่อปรับเปลี่ยนวงจรความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้
นักบำบัดจะใช้เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อให้เราลองมองสถานการณ์ในมุมมองที่กว้างขึ้น รวมถึงการใช้พลังจินตนาการเพื่อช่วยเยียวยาความทรงจำที่เจ็บปวด เช่น การสร้างบทสนทนาสมมติในใจกับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อปลดล็อกความรู้สึกผิดและเปลี่ยนผ่านความเศร้าให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์แทน
สิ่งที่นักบำบัดมักพบคือ ผู้ป่วยอาจเข้าใจด้วยเหตุผลว่าตัวเองไม่ผิดและแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ลึกๆ ในใจกลับยังคงรู้สึกผิดอย่างรุนแรง แนวทางการรักษาจึงต้องใช้ประสบการณ์ทางอารมณ์เข้าช่วย
อย่างเช่น การทำแบบสำรวจความคิดเห็นจากคนรอบข้าง เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพสะท้อนจากโลกภายนอกว่าไม่มีใครตำหนิเราเลย หรือการใช้เทคนิค ‘เก้าอี้ว่าง’ เพื่อระบายความในใจกับผู้ที่จากไป ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างเหตุผลและความรู้สึกได้ดีกว่าการพูดคุยเพียงอย่างเดียว
ในบางกรณี ความรู้สึกผิดของเราอาจคาบเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางศีลธรรม หรือภาวะบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักจริยธรรมของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มทหารหรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเหตุการณ์นั้นอาจส่งผลต่อความเชื่อลึกๆ เกี่ยวกับศีลธรรมในใจ การรักษาจึงไม่ใช่แค่การลดความวิตกกังวลเหมือนโรค PTSD ทั่วไป แต่เป็นการช่วยให้เราได้สร้างระบบคุณค่าใหม่และยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ที่ไม่อาจควบคุมโชคชะตาหรือความตายได้ทั้งหมด
ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้ามความรู้สึกผิดของเราไม่ใช่การพยายามลืมเลือนความสูญเสียที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตมากมาย แต่คือการยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
การเปลี่ยนความทุกข์ทรมานจากความรู้สึกผิดให้เป็นการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า คือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ว่าการรอดชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องผิดพลาด การก้าวข้ามผ่านกรงขังทางความคิด คือการให้เกียรติต่อผู้ที่สูญเสียไปได้อย่างแท้จริง
เพื่ออนุญาตให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีความหมายและกล้าพอที่จะมีความสุขอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง
อ้างอิง
Survivor Guilt: A Cognitive Approach
บทความต้นฉบับได้ที่ : การเอาตัวรอดจาก Survivor Guilt เมื่อความสุขทำให้เรารู้สึกผิด ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความสูญเสีย
บทความที่เกี่ยวข้อง
- การเอาตัวรอดจาก Survivor Guilt เมื่อความสุขทำให้เรารู้สึกผิด ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความสูญเสีย
- 5 วิธีเอาตัวรอดจากวิกฤตพลังงาน ในวันที่รัฐผลักภาระและชวนให้ใช้ขนส่งสาธารณะในราคาแสนแพง
- เราอาจเป็น ‘ชนชั้นเสี่ยง’ ที่ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่สร้างขึ้น เมื่อการมีใบปริญญาไม่ได้แปลว่าเราจะมั่นคง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath