นักวิเคราะห์ คาด SET ปี 69 แตะ 1,516 จุด ชู การเมืองนิ่ง-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 17.51 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 10.51 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 25 สำนัก ต่อทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยภาพรวมประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวไปในทิศทางบวก คาดว่า SET Index จะปิดไตรมาส 2/2569 ที่ระดับ 1,464 จุด และเดินหน้าไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1,516 จุด โดยมีกรอบการแกว่งตัวจุดต่ำสุดเฉลี่ยที่ 1,310 จุด และสูงสุดที่ 1,570 จุด
vสำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ คาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตเฉลี่ยที่ 1.72% ปรับเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนที่ 1.67% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 80.88 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ของตลาดประเมินไว้เฉลี่ยที่ 87.64 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่า EPS Growth จะเติบโตเฉลี่ย 4.76% ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย นักวิเคราะห์กว่า 70.83% เชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ไปจนถึงสิ้นปี
ปัจจัยหลักที่จะเข้ามาเป็นแรงหนุนขับเคลื่อนตลาด (ปัจจัยบวก) ได้แก่ ความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจถึง 92% เทคะแนนให้อย่างชัดเจน รองลงมาคือความคาดหวังต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flows) ที่จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (76%) อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดัน (ปัจจัยลบ) ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นำโดยสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล (92%) ตามมาด้วยความผันผวนของราคาน้ำมันโลก (84%) การลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญ (72%) และภาวะเศรษฐกิจของต่างประเทศทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย (60%)
ด้านนายธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้ให้มุมมองเจาะลึกเพิ่มเติมว่า แม้ทางเมย์แบงก์จะปรับคาดการณ์ GDP ลงเหลือ 1.5% เพื่อสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่เชื่อว่าระดับดังกล่าวน่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว (Bottom) นอกจากนี้ GDP อาจไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของตลาดหุ้น เพราะแม้เศรษฐกิจจะถูกกดดัน แต่กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ของตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้ดีถึง 8% เนื่องจากมีกำไรจากกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์เข้ามาช่วยชดเชยกลุ่มที่เสียประโยชน์
สำหรับประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง นายธีรเศรษฐ์ประเมินว่าจะไม่ยืดเยื้อและเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้น (Short-term Shock) เนื่องจากสหรัฐฯ มีแรงกดดันทางการเมืองในสภาและกระแสต่อต้านจากประชาชน ตลาดน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงที่ดัชนีลงไปทดสอบระดับ 1,330 จุด ซึ่งสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว และเตรียมฟื้นตัวแบบ V-Shape ในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะมาตรการ "Thailand Fast Pass" ที่จะเร่งรัดให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ BOI ต้องเข้ามาลงทุนจริงภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจที่สำคัญ บล.เมย์แบงก์ จึงแนะนำหุ้นที่ลงมาลึกและรอการฟื้นตัวหลังสงครามจบอย่าง AOT และ MINT รวมถึงกลุ่มสื่อสารและอสังหาฯ ที่พื้นฐานแข็งแกร่งและปันผลสูงอย่าง TRUE และ SPALI
ในส่วนของกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์ฯ แนะนำให้กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยแบ่งเป็น หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 27% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 26.8% กองทุนตราสารหนี้ 17.40% เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 14.82% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 9.08% กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT 3.7% และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ 1.2%
สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย แนะนำให้ "เพิ่มน้ำหนัก" ในหมวดค้าปลีก พลังงานและสาธารณูปโภค การแพทย์ รวมถึงเทคโนโลยีและการสื่อสาร และ "ลดน้ำหนัก" ในหมวดปิโตรเคมีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเตือนให้หลีกเลี่ยงกลุ่มก่อสร้าง โรงไฟฟ้า (จากต้นทุนก๊าซสูง) และสายการบินที่มีหนี้สูง (จากต้นทุนน้ำมันแพง) โดยมี 6 หุ้นเด่นขวัญใจนักวิเคราะห์ที่ได้รับการโหวตตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE ส่วนนักลงทุนที่สนใจหุ้นต่างประเทศ แนะนำลงทุนผ่าน DR ได้แก่ AAPL80, BABA80 และ NVDA80
ท้ายนี้ สมาคมฯ ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลในการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่คุ้มค่าต่องบประมาณ โดยส่วนใหญ่ 44% เสนอให้ช่วยเหลือภาคธุรกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุนเอกชน สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน (TISA) ดึงดูด FDI และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กลุ่มเทคโนโลยีและ AI รองลงมา 32% เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และอีก 24% เสนอให้มีนโยบายช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ลดค่าครองชีพ และเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ