โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 07.45 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 07.40 น. • The Bangkok Insight

โลกกำลังเปลี่ยนเกม คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมและความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย

ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า สงครามการค้า มักถูกอธิบายผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของการแข่งขัน ผ่านคลื่นมาตรการอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ภาษี เช่น เงินอุดหนุน ข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ และมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างการผลิตและการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวมากกว่าภาษีแบบเดิม

คลื่นมาตรการอุตสาหกรรม

หลักฐานเชิงประจักษ์สะท้อนว่า จำนวนมาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังปี 2562 จากเฉลี่ยประมาณ 1,100 มาตรการต่อปี เป็นเกือบ 1,900 มาตรการต่อปีในช่วง 2565-2567 โดยสหรัฐ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็นราว 60% ของมาตรการทั้งหมด

ไทยเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมากกว่าที่เห็น

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงกติกาโลก

งานศึกษาพบว่า มาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกครอบคลุมมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 67.5% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยานยนต์ แผงวงจรรวม อุปกรณ์สื่อสาร และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน

หากพิจารณาเชิงรายตลาด สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ มูลค่าประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อยู่ในกลุ่มสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนหรือคุ้มครองภายใต้มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศนั้น ขณะที่การส่งออกไปจีนอีกประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เผชิญความเสี่ยงลักษณะเดียวกัน

สงครามเงินอุดหนุน: การแข่งขันที่ยาวและลึกกว่าภาษี

ลักษณะสำคัญของมาตรการอุตสาหกรรมยุคใหม่ คือการใช้เงินอุดหนุนในระยะยาวมากกว่า 1 ปี และมีการใช้แบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดย 70-80% ของมาตรการอุดหนุนใหม่ถูกประกาศภายใน 12 เดือน หลังประเทศอื่นเริ่มอุดหนุนสินค้าเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายของมาตรการที่เปลี่ยนจากการรักษาสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขความล้มเหลวของตลาด ไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยในปี 2568 มาตรการที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของจีนและสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 44% และ 63% ตามลำดับ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: การแข่งขันที่ไม่สมมาตร

ความเสี่ยงต่อไทยสะท้อนผ่านตัวชี้วัดเชิงมหภาคหลายประการ อาทิ

  • ไทยขาดดุลการค้าสินค้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022
  • ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 27.7% ต่อปีตั้งแต่ปี 2563
  • ดัชนีราคาผู้บริโภคหดตัว –0.14% สะท้อนแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ
  • ดัชนีราคาผู้ผลิตในปี 2568 หดตัว –2.3% และอยู่ในแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แนวโน้มเหล่านี้ชี้ว่า มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจได้ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยอย่างมาก

ทางเลือกเชิงนโยบาย: จากการตั้งรับสู่การวางยุทธศาสตร์

ในโลกที่การแข่งขันเกิดขึ้นผ่านนโยบายรัฐ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ

ประการแรก การพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกด้านมาตรการทางการค้าจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและทันต่อสถานการณ์

ประการที่สอง การใช้เครื่องมือปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรอบ WTO ควรถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับการอุดหนุน

ประการที่สาม ไทยควรยกระดับความลึกของความตกลงการค้าเสรี เนื่องจากหลักฐานชี้ว่า ความตกลงเชิงลึกสามารถเพิ่มการค้าสินค้าได้ประมาณ 25% และบริการประมาณ 30% ในระยะยาว

ประการสุดท้าย ไทยควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกำหนดกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะในประเด็นใหม่ เช่น เงินอุดหนุน ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน และการค้าดิจิทัล

เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันเชิงนโยบายอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่ามาตรการภาษีแบบดั้งเดิม

สำหรับประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเชิงนโยบายไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความโดย : ดร. ณัฐ ธารพานิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดิดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...