จากห้างฯ แรกสู่มิกซ์ยูสหมื่นล้าน เดอะมอลล์รื้ออาณาจักรรามคำแหง ปั้น ‘Pre-owned Luxury’ ดักกำลังซื้อรถไฟฟ้าสายสีส้ม
เดอะมอลล์รามคำแหงทิ้งตำนาน 43 ปี ทุ่มงบ 1,300 ล้านบาท รีโพสิชันนิ่งจากค้าปลีกดั้งเดิมสู่โมเดล “Cultural Retail” ตอบโจทย์เศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม ชูไฮไลต์ 8 โซนแฟชั่น-วินเทจ-ของสะสม บนพื้นที่ 1 แสน ตร.ม. พร้อมดึงพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญร่วมคัดสรรสินค้า Pre-owned ระดับ Luxury ปักธงเปิดให้บริการปี 2569 มุ่งสร้างระบบนิเวศรีเทลรูปแบบใหม่ที่เน้น Storytelling และ Uniqueness เจาะกลุ่มคอมมูนิตี้คนรุ่นใหม่
27 มีนาคม 2569 - ท่ามกลางภาพรวมธุรกิจรีเทลไทยที่ต้องปรับตัวอย่างหนักภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ตัดสินใจเดินหมากครั้งสำคัญในการปฏิรูปทรัพย์สิน (Strategic Asset Repositioning) สาขารามคำแหง ซึ่งถือเป็น "ต้นกำเนิด" ของอาณาจักรเดอะมอลล์ที่มีอายุกว่า 43 ปี ให้กลายเป็นโครงการมิกซ์ยูสภายใต้ชื่อใหม่ “1981 Soul & Sold”
การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรีโนเวทอาคารแบบเดิม แต่เป็นการรื้อโครงสร้างทางธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ Cultural Hub แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ โดยเดอะมอลล์มองเห็นโอกาสจากการขยายตัวของ Cultural Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวและตัวตน ซึ่งกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มให้คุณค่ากับความยูนีค (Uniqueness) และสินค้าที่มีเรื่องราว (Storytelling) มากกว่าสินค้าที่ผลิตในปริมาณมาก (Mass Production)
“การพัฒนาโครงการครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มมองหาประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ เรื่องราวและความหมายทางวัฒนธรรม มากกว่าสินค้าที่ผลิตในรูปแบบเดียวกันจำนวนมาก” นางอัจฉรา อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้
โมเดล Collaboration : ปฏิวัติโครงสร้างรีเทลด้วยพันธมิตรกลุ่ม Specialist
ความน่าสนใจของ“1981 Soul & Sold” คือการเลือกใช้โมเดลธุรกิจแบบ Project-based Collaboration โดยเดอะมอลล์ยังคงสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สินและบริหารโครงสร้างพื้นฐาน แต่เปิดกว้างให้พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialists) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวคิดและคัดสรรผู้เช่า (Tenant Curation) เพื่อสร้างระบบนิเวศรีเทลที่เข้มแข็ง
พื้นที่โครงการกว่า 100,000 ตารางเมตร ถูกจัดสรรออกเป็น 8 หมวดวัฒนธรรมหลัก อาทิ NICHE GALLERIA แหล่งรวมสินค้า Pre-owned ระดับ High-end ในรูปแบบ Consignment, PRONTO & Co. พื้นที่สำหรับกลุ่ม Heritage และ Workwear รวมถึงโซน Used Shop & Cafe ที่ผสานแฟชั่นวินเทจเข้ากับไลฟ์สไตล์คาเฟ่ เพื่อรองรับตลาด Collectibles ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
Strategic Differentiation: สร้างจุดต่างเพื่อหนีสงครามราคาและการค้าแบบ Transaction
ในเชิงธุรกิจ นี่คือการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ที่ชัดเจนจากห้างสรรพสินค้าทั่วไปในย่านรามคำแหง การวางตำแหน่งเป็น "มาร์เก็ตเพลสเชิงวัฒนธรรม" ช่วยให้เดอะมอลล์หลีกเลี่ยงสงครามราคากับโมเดิร์นเทรดเจ้าอื่น และมุ่งไปที่การสร้าง Community-driven Engagement ซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยว (Sticky) สูงกว่าการค้าขายเชิงธุรกรรม (Transaction-based) เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การจัดสรรพื้นที่ชั้น 4-5 ให้เป็นพื้นที่ออฟฟิศ ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่ (Occupancy Rate) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากทรัพย์สินในระยะยาว
“เรามุ่งเชื่อมโยง Retail, Experience และ Community เข้าไว้ในโครงสร้างเดียวกัน เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจที่มีความชัดเจน สามารถต่อยอดศักยภาพของทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืน”
Market Outlook 2569 : เมื่อรถไฟฟ้าสายสีส้มปลุกกำลังซื้อย่านรามคำแหง
โครงการ “1981 Soul & Sold” มีกำหนดการเปิดให้บริการในปี 2569 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพอดี การเดิมพันครั้งนี้ของเดอะมอลล์จึงไม่ใช่แค่การรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่เป็นการ "Re-vitalize" ย่านรามคำแหงให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของกลุ่มผู้ประกอบการยุคใหม่ นักสะสม และคอมมูนิตี้เฉพาะกลุ่ม (Niche Community) ที่พร้อมจะจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น
แม้สภาวะเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือน แต่ความเคลื่อนไหวของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ครั้งนี้ ยืนยันให้เห็นว่า "ความหมายและคุณค่า" ของสินค้านั้น ยังคงเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ทรงพลังเสมอในยุคที่ตลาดแมสเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว