OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันต่อเนื่องเดือนที่ 3 อีก 1.88 แสนบาร์เรล/วัน
OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันนต่อเนื่องเดือนที่ 3 นับตั้งแต่มีการปิดล้อมฮอร์มุซ ในเดือนมิถุนายนผลิตเพิ่ม 1.88 แสนบาร์เรล/วัน
วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.58 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) มีมติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เห็นชอบปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันอย่างจำกัดสำหรับเดือนมิถุนายน โดยเพิ่มขึ้น 188,000 บาร์เรลต่อวัน นับเป็นการเพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นเพียงในเชิงตัวเลข มากกว่าการส่งผลต่อปริมาณน้ำมันจริงในตลาด เนื่องจากสงครามอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
OPEC+ ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมออนไลน์ ว่า การเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายนมีขนาดใกล้เคียงกับเดือนพฤษภาคม แต่ปรับลดลงจากการไม่มีส่วนร่วมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งได้ถอนตัวออกจากOPEC+ ไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม
นักวิเคราะห์และแหล่งข่าวในกลุ่ม OPEC+ ชี้ว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณว่ากลุ่มยังคงพร้อมเพิ่มอุปทานน้ำมันทันทีเมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย และต้องการแสดงให้ตลาดเห็นว่ากลุ่มยังคงดำเนินนโยบายตามปกติ แม้ UAE จะถอนตัว
ฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy และอดีตเจ้าหน้าที่OPEC ระบุว่าOPEC+ กำลังส่งสัญญาณสองชั้นให้ตลาด คือ ความต่อเนื่องแม้ UAE ถอนตัว และการควบคุมตลาดแม้ผลกระทบจริงยังจำกัด พร้อมเสริมว่า แม้ตัวเลขการผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบต่ออุปทานจริงยังมีน้อยมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องของการส่งสัญญาณมากกว่าการเพิ่มน้ำมันเข้าสู่ตลาดจริง
ผลจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี เหนือ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์เริ่มเตือนถึงความเสี่ยงการขาดแคลนเชื้อเพลิงอากาศยาน (jet fuel) ภายใน 1–2 เดือนข้างหน้า และแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
รายงานของOPEC ระบุว่า การผลิตน้ำมันดิบของสมาชิกทั้งหมดเฉลี่ยอยู่ที่ 35.06 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ลดลงถึง 7.70 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเดือนกุมภาพันธ์ โดยซาอุดีอาระเบียและอิรักเป็นประเทศที่ปรับลดมากที่สุด เนื่องจากข้อจำกัดด้านการส่งออก
ภายใต้ข้อตกลงใหม่ โควตาการผลิตของซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มขึ้นเป็น 10.291 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน ซึ่งสูงกว่าระดับการผลิตจริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยซาอุฯ รายงานว่าผลิตจริงเพียง 7.76 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม
การประชุมครั้งนี้มี 7 ประเทศหลักเข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต แอลจีเรีย คาซัคสถาน รัสเซีย และโอมาน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีบทบาทหลักในการกำหนดนโยบายการผลิตรายเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้ปัจจุบันOPEC+ จะมีสมาชิกทั้งหมด 21 ประเทศ (รวมอิหร่าน) แต่การตัดสินใจด้านกำลังการผลิตยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศหลักดังกล่าวOPEC+ ระบุว่า จะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 7 มิถุนายน เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดน้ำมันและปรับนโยบายตามความเหมาะสม
อนึ่งสงครามอิหร่านที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศผู้ผลิตหลักในอ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต และ UAE ก่อนเกิดความขัดแย้ง ประเทศเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มเดียวในOPEC+ ที่มีศักยภาพเพิ่มกำลังการผลิตได้
ผู้บริหารบริษัทน้ำมันในภูมิภาคอ่าวอาหรับและนักค้าน้ำมันทั่วโลกเตือนว่า แม้เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ก็อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าที่การไหลของน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติ
อ้างอิง : www.reuters.com