โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์เฉลยเอง “มีเพศสัมพันธ์บ่อย” ทำให้ไตเสื่อมจริงไหม? ชี้ 6 พฤติกรรมเสี่ยง

Khaosod

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไขข้อสงสัย แพทย์เฉลยเอง “มีเพศสัมพันธ์บ่อย” ทำให้ไตเสื่อมจริงไหม? ชี้ 6 พฤติกรรมเสี่ยง ทำลายไตหนักมาก หลายคนทำทุกวันโดยไม่รู้ตัว

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ชายวัย 55 ปีรายหนึ่งในประเทศจีน ได้เข้าพบแพทย์ด้วยความกังวลหลังมีอาการปวดหลังช่วงเอว อ่อนเพลีย และปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืนโดยเขาสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศในวัยหนุ่มที่ค่อนข้างถี่ถึงเดือนละมากกว่า 10 ครั้ง จึงตั้งคำถามว่า การมีเพศสัมพันธ์บ่อยเป็นสาเหตุให้ไตเสื่อมหรือไม่

ความกังวลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่พบได้ในผู้ชายจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่าความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์สมัยใหม่

นพ.กัว ค่าย รองหัวหน้าภาควิชาระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจูเจียง (มหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้ ประเทศจีน) อธิบายว่า หน้าที่ของไตในทางการแพทย์คือการกรองของเสียออกจากเลือด ขับยูเรียและครีเอตินิน รวมถึงควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ขณะที่กิจกรรมทางเพศเกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท และฮอร์โมน ซึ่งไม่ได้ดึงพลังงานจาก “ไต” โดยตรงตามความเชื่อดั้งเดิม

อาการอ่อนเพลีย ปวดหลัง หรือหมดแรงหลังมีเพศสัมพันธ์บ่อย มักเกิดจากภาวะร่างกายอ่อนล้าโดยรวม ไม่ใช่ผลโดยตรงต่อไต โดยเฉพาะในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ถี่ในระยะเวลาสั้น ร่วมกับการนอนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มน้ำน้อย อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะดังต่อไปนี้

  • อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • สูญเสียน้ำจากเหงื่อ แต่ไม่ได้รับการชดเชยเพียงพอ
  • ระยะเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ

หากพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังไตลดลงชั่วคราวจากภาวะขาดน้ำและความอ่อนล้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง การมีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสมไม่ก่อให้เกิดภาวะไตเสื่อมโดยปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมมากกว่า

6 พฤติกรรมทำลายไตที่ควรหลีกเลี่ยง

แพทย์เตือนว่า ไตไม่ได้เสื่อมลงจากกิจกรรมเพียงชั่วข้ามคืน แต่จะค่อย ๆ เสื่อมจากพฤติกรรมสะสมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ 6 ข้อต่อไปนี้

1.กลั้นปัสสาวะเป็นประจำ

การกลั้นปัสสาวะทำให้กระเพาะปัสสาวะตึงตัวเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อแบคทีเรียจะไหลย้อนขึ้นสู่ไต ก่อให้เกิดการติดเชื้อและกรวยไตอักเสบ ซึ่งหากเกิดซ้ำอาจทำให้ไตเสียหายถาวร

2.รับประทานอาหารเค็มจัด และโปรตีนสูงเกินไป

อาหารเค็มเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูง ส่งผลต่อการทำงานของหน่วยไต ขณะที่การบริโภคโปรตีนมากเกินไปเพิ่มภาระในการขับของเสีย ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น

3.ดื่มน้ำน้อย หรือดื่มเฉพาะเมื่อกระหาย

น้ำมีบทบาทสำคัญต่อการขับของเสีย หากร่างกายขาดน้ำ จะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น เพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 1,500–2,000 มิลลิลิตรต่อวัน

4.นอนดึกเป็นประจำ

ไตและระบบฮอร์โมนมีวงจรการฟื้นฟูในเวลากลางคืน การนอนดึกต่อเนื่องทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กในไต

5.ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำ

แอลกอฮอล์เพิ่มระดับกรดยูริก ส่วนสารพิษในบุหรี่ทำลายหลอดเลือด ส่งผลให้การทำงานของไตแย่ลงและเสื่อมเร็วขึ้น

6.ใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่จำเป็น

การใช้ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำแพทย์ อาจทำให้ไตทำงานหนักเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

แพทย์ย้ำว่าการดูแลสุขภาพไตไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์อย่างสุดโต่ง แต่ควรเน้นการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนอย่างเหมาะสม และควบคุมอาหาร

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตัวบวม ปัสสาวะมีฟอง ปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลง หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทย์เฉลยเอง “มีเพศสัมพันธ์บ่อย” ทำให้ไตเสื่อมจริงไหม? ชี้ 6 พฤติกรรมเสี่ยง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...