โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวบ้านเฮ! ‘คนละครึ่งพลัส’ จ่อคิวช่วยปากท้อง วอนรัฐเพิ่มเงิน-ขยายเวลา

เดลินิวส์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เตรียมมือถือให้พร้อม! รัฐบาลเคาะแล้วโครงการ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นภายหลังจากที่รัฐบาลได้ออกกำหนดโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งจะเริ่มให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค. และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเดือน มิ.ย. โดยมีเงื่อนไขรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ผ่านระบบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นระยะเวลา 4 เดือน

นางศิริพร สุริยมาตย์ อายุ 44 ปี พนักงานโรงแรม กล่าวว่า รอบก่อนตนสมัครไม่ทัน เนื่องจากแอปพลิเคชันมีปัญหา พอระบบแก้ไขได้ก็ไม่ทันเวลาแล้ว รอบนี้จึงตั้งใจว่าจะลงทะเบียนให้ได้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะมองว่าขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม หากสามารถลงทะเบียนและได้รับสิทธิ ก็เชื่อว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ปัจจุบันต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย เนื่องจากสินค้าราคาแพงขึ้น ทำให้ไม่กล้าใช้เงิน ต้องคิดอย่างรอบคอบมากขึ้น ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินสนับสนุน และขยายระยะเวลาโครงการออกไป เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ นางไกรสุวรรณ จันเส อายุ 60 ปี กล่าวว่า รอบก่อนตนได้รับสิทธิ และถือว่าช่วยได้ดี ใช้สิทธิจนครบ โดยมองว่าไม่ว่ารัฐจะสนับสนุนเท่าใดก็ถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี หากได้รับสิทธิอีกครั้ง ก็คงนำไปซื้อกับข้าวและวัตถุดิบในตลาดเพื่อใช้ในครัวเรือน

ส่วนเรื่องวงเงินและระยะเวลาโครงการ มองว่ายังไม่มากนัก แต่ก็ยังถือว่าดี ดีกว่าไม่มีโครงการช่วยเหลือ และช่วงที่มีโครงการกับช่วงที่ไม่มีโครงการ บรรยากาศการจับจ่ายแตกต่างกันเล็กน้อย โดยช่วงที่มีโครงการ ประชาชนออกมาซื้อของมากขึ้น เพราะจ่ายเพียงครึ่งเดียว แต่หากไม่มีโครงการ ก็จะต้องประหยัดและเลือกซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เคยมีการหาเสียงไว้ โดยระบุว่ายังไม่ทราบว่าจะเริ่มเมื่อใด แต่ก็อยากให้มีการเพิ่มวงเงิน แม้ไม่มากเท่าที่เคยหาเสียง แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็ยังดี

ด้าน นางลักษิณา บุญมี อายุ 41 ปี เจ้าของร้านอาหารทะเล “ร้าน ก.กุ้งทอง” จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า โครงการดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงที่มีโครงการ ลูกค้าจะเต็มร้าน ทำให้ยอดขายคึกคัก ทางร้านเตรียมระบบสแกนจ่ายรองรับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อโครงการสิ้นสุดลง บรรยากาศก็จะกลับมาเงียบลงทันที ดังนั้นจึงคาดหวังว่าโครงการที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

“ตอนนี้รอให้โครงการเริ่ม เพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มลูกค้าได้อย่างแน่นอน เนื่องจากร้านเข้าร่วมโครงการมาต่อเนื่องตั้งแต่สวัสดิการแห่งรัฐ และคนละครึ่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายมาโดยตลอด ลูกค้าส่วนใหญ่ชื่นชอบโครงการ เพราะเหมือนได้ส่วนลด 50%”

นางลักษิณา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ และประชาชนได้ซื้อสินค้าในราคาที่เหมาะสม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคัก โดยเชื่อว่าการช่วยกันจ่ายระหว่างรัฐและประชาชน จะดีกว่าการให้เปล่า เพราะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...