ทรัมป์-ทาคาอิจิ เตรียมเปิดตัวโปรเจกต์นิวเคลียร์ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในสหรัฐ
สหรัฐ-ญี่ปุ่นเดินหน้าลงทุนพลังงานครั้งใหญ่ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในภาคใต้ หวังพยุงค่าไฟ หนุนศึกเทคโนโลยีโลก
เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมประกาศโครงการพลังงานนิวเคลียร์ในภาคใต้ของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือสำคัญจากกองทุนการลงทุนร่วมภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศ
โครงการดังกล่าวจะให้ GE Vernova Inc.และ Hitachi Ltd. ร่วมกันก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) รุ่น BWRX-300 ในรัฐ Tennessee และ Alabama ด้วยมูลค่าสูงสุดถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาค่าไฟฟ้า และเสริมความเป็นผู้นำของสหรัฐในการแข่งขันเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะในยุคที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ( AI)
เตาปฏิกรณ์ SMR ถูกมองว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามความต้องการ แม้กำลังการผลิตจะน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม (ราว 1 กิกะวัตต์) แต่ข้อได้เปรียบคือสามารถพัฒนาได้รวดเร็วกว่าที่ปกติอาจใช้เวลานานถึง 10 ปี
อย่างไรก็ตาม โครงการ SMR ในสหรัฐยังอยู่ในขั้นตอนต้องขออนุมัติด้านกฎระเบียบ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนำมาใช้งานจริงในโครงข่ายไฟฟ้า
ดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐและญี่ปุ่นตกลงร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศโครงการลงทุน 3 รายการ มูลค่ารวม 36,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้งท่าเรือน้ำมัน โรงไฟฟ้าก๊าซ และโรงงานเพชรสังเคราะห์
ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการประกาศการลงทุนเพิ่มเติมระหว่างการเยือนครั้งนี้หรือไม่ แต่สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ยังมีตัวเลือกความร่วมมือด้านพลังงาน แร่สำคัญ และกลาโหมอยู่ระหว่างการพิจารณา
สำหรับญี่ปุ่น ข้อตกลงนี้ช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์กับสหรัฐ พร้อมล็อกอัตราภาษีส่งออกรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่ได้เปรียบมากขึ้น และเปิดทางให้การลงทุนโดยตรงทำได้รวดเร็วขึ้น
ขณะที่ฝั่งสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมใช้ดีลขนาดใหญ่นี้เป็นหลักฐานชูภาพ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอเมริกัน และยืนยันแนวนโยบายขึ้นภาษีของเขา ซึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ดี รายละเอียดการจัดสรรเงินกองทุนมหาศาลนี้ยังไม่ชัดเจน และก็มีความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่น หากโครงการขนาดใหญ่เผชิญอุปสรรคในอนาคต
อ้างอิง : www.bloomberg.com