โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อเมริกันรวมพลัง 'ไม่เอากษัตริย์' (No Kings) เมื่อทรัมป์ทำตัวเป็นทรราชย์เหนือรัฐธรรมนูญ

The Better

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 06.34 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 05.00 น. • THE BETTER

การประท้วง No Kings แห่งปี 2026 (เรียกอีกอย่างว่า No Kings 3 และ No Kings Day 3.0) เป็นการประสานงานของการประท้วงหลายพื้นที่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงหลายครั้งในสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสงครามอิหร่านปี 2026 และปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่ให้อำนาจปฏิบัติหน้าที่โดยโดนัลด์ ทรัมป์และแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อคนอเมริกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการจัดกิจกรรมมากกว่า 3,300 รายการทั่วประเทศ รวมถึงในวอชิงตัน ดี.ซี.

การประท้วง No Kings ครั้งล่าสุดและก่อนหน้านี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประท้วงนโยบายและการกระทำของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงแนวโน้มเที่เขาทำตัวเป็นเผด็จการ และการถดถอยทางประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ชื่อและธีมของกิจกรรมการประท้วงสะท้อนถึงคำกล่าวอ้างของทรัมป์เองที่ว่าเขาเป็น "ราชา" และโพสต์หลายรายการของรัฐบาลของเขาที่แสดงภาพเขาในฐานะกษัตริย์

เช่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของทรัมป์ ส่งจดหมายถึงแคธี่ ฮอคัล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เพื่อยุติข้อตกลงระหว่างกระทรวงคมนาคมกับนิวยอร์กเกี่ยวกับโครงการเก็บค่าธรรมเนียมการจราจรติดขัดแบบใหม่สำหรับแมนฮัตตัน ทรัมป์ได้เขียนข้อความบน Truth Social ว่า:

“การเก็บค่าธรรมเนียมการจราจรติดขัดจบสิ้นแล้ว แมนฮัตตันและนิวยอร์กทั้งหมดปลอดภัยแล้ว ขอให้พระราชาทรงพระเจริญ!”

จากนั้นทำเนียบขาวก็ได้แชร์คำพูดของทรัมป์บนโซเชียลมีเดีย พร้อมกับภาพที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นภาพทรัมป์ยิ้มแย้มบนปกนิตยสารไทม์ปลอม สวมมงกุฎสีทอง โดยมีเส้นขอบฟ้าของนครนิวยอร์กอยู่ด้านหลัง

แต่ฮอคัลได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “เราเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์”

ท่าทีขอบทรัมป์ที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหมือนกษัตริย์การใช้อำนาจที่หมิ่นเหม่หรือล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ ทำให้เขาถูกมองว่าทำตัวเหมือนกษัตริย์เข้าไปทุกที จนนำไปสู่การประท้วงต่อต้านการทำตัวเป็นกษัตริย์ของทรัมป์เมื่อปีที่แล้วจนในปีนี้ โดยในระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์คัดค้านการประท้วงอย่างเปิดเผย “ผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นราชา” แต่เขากลัยขู่คนที่ประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า “สำหรับคนเหล่านั้นที่ต้องการประท้วง พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับกำลังอันใหญ่หลวง”

การข่มขู่นี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทรัมป์เป็นพวกนิยมใช้อำนาจตามอำเภอใจและยิ่งตอกย้ำข้อกล่าวหาว่าเขาทำตัวเหมือนกษัตริย์

ทรัมป์มองตัวเองว่าเป็นกษัตริย์
ในบทความเรื่อง "ทรัมป์มองตัวเองเหมือนกษัตริย์มากกว่าประธานาธิบดี นี่คือเหตุผล" ของ ดาฟิดด์ ทาวน์ลีย์ อาจารย์ผู้ช่วยสอนด้านการเมืองสหรัฐฯ และความมั่นคงระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ชี้ว่า "รัฐบาลทรัมป์ชุดที่สองได้พยายามอย่างหนักที่จะเสริมสร้างอำนาจของประธานาธิบดีและลดการตรวจสอบดูแลฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี) การบรรลุเป้าหมายนี้อาจหมายความว่าประธานาธิบดีจะกระทำการตามอำเภอใจคล้ายกับกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจเบ็ดเสร็จในอดีต โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐสภาหรือศาล"

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ของทรัมป์ มีบทบัญญัติบางประการที่เสริมสร้างบทบาทของประธานาธิบดีและบั่นทอนระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจยิ่งทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากเกินกว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งจะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเผด็จการเหมือนทรราชย์มากเกินไป

โรเบิร์ต ไรช์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ เขียนไว้ว่า ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act นี้จะลิดรอนอำนาจของศาลในการลงโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารฐานละเมิดอำนาจศาล และบ่อนทำลายความพยายามใด ๆ ในการหยุดยั้งรัฐบาล คำตัดสินของศาลฎีกาอาจถูกฝ่ายบริหารเพิกเฉย และรัฐสภาจะไม่สามารถบังคับใช้หมายเรียกและกฎหมายของตนได้ “ทรัมป์จะสวมมงกุฎให้ตัวเองเป็นราชา” ไรช์สรุป

อีกท่าทีหนึ่งของทรัมป์ที่ทำตัวเป็นพระราชาก็คือ เมื่อศาลการค้าระหว่างประเทศตัดสินว่า การที่ทำเนียบขาวไม่มีอำนาจใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อขึ้นภาษีทั่วโลกนี้ และรัฐธรรมนูญระบุว่าอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภา ปรากฎว่ารัฐบาลทรัมป์ประกาศทันทีว่าจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว และ คุช เดไซ รองโฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของตุลาการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่จะตัดสินว่าควรจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติอย่างไร”และว่าทรัมป์จะใช้ “ทุกวิถีทางของอำนาจบริหาร” เพื่อ “ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” ส่วนทรัมป์ยังอ้างคำพูดผู้นำเผด็จการอีกคนหนึ่งคือ นโปเลียน บนโซเชียลมีเดีย ข้อความของเขาที่ว่า “ผู้ที่ปกป้องประเทศชาติของตนย่อมไม่ละเมิดกฎหมายใดๆ”

"แม้ว่าทรัมป์อาจไม่ได้ต้องการมงกุฎมาสวมศีรษะ แต่เขาก็กำลังโต้แย้งว่าเขามีสิทธิ์ที่จะควบคุมฝ่ายบริหารในแบบที่เขาเห็นสมควร โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐสภาหรือฝ่ายตุลาการ นี่ไม่ใช่การแบ่งแยกอำนาจตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดไว้ แต่เป็นเหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของกษัตริย์ในยุคกลางมากกว่า" ทาวน์ลีย์ กล่าว

กษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง?
ในบทความชื่อ "ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลายเป็นตำแหน่งกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วหรือ?" โดย แคธลีน บาร์โตโลนี-ทัวซอน นักวิจัยประจำโครงการ First Federal Congress Project ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ชี้ไว้ตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะรับตำแหน่งแล้วว่า "เมื่อสิบปีที่แล้ว ความกังวลว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะกลายร่างเป็นรูปแบบการปกครองแบบกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องในอดีตมากกว่าปัจจุบัน แต่ตอนนี้ ด้วยคำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกาที่ให้ความคุ้มครองอย่างสมบูรณ์แก่ "การกระทำอย่างเป็นทางการ" ทุกอย่างของประธานาธิบดี คำตัดสินนั้นกลับดูเหมือนเป็นการทำนายที่แม่นยำอย่างน่าตกใจ"

"แล้วเราควรคิดอย่างไรกับคำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกาที่ยกฐานะประธานาธิบดีอเมริกันให้สูงขึ้น จนบางการกระทำถือว่าอยู่เหนือกฎหมาย? การเลือกตั้งประธานาธิบดีกลายเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว คำตัดสินนี้เปลี่ยนทางเลือกของประชาชนให้กลายเป็นเหมือนการสมรู้ร่วมคิดกับอำนาจตามอำเภอใจ อเมริกาจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยได้อยู่หรือไม่ หากประธานาธิบดีของเราในตอนนี้ดูเหมือนกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง?" บาร์โตโลนี-ทัวซอน กล่าว

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - White House

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...