ครม.เคาะช่วย ภาคขนส่ง-เกษตร-คนจน ซอฟต์โลนหนุน ปชช.ปรับตัวใช้พลังงานสะอาด
ครม.ไฟเขียวมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชน เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม 100 บาท อุดหนุนต้นทุนภาคขนส่ง ช่วยจ่ายค่าปุ๋ยเกษตรกร ออกซอฟต์โลนรายละไม่เกิน 2 ล้านบาท วงเงิน 5,000 ล้าน หนุนประชาชนปรับตัวหันมาใช้พลังงานสะอาด หวังรับมือวิกฤตพลังงานทั้งระยะสั้น และระยะยาว
วันนี้ (11 เม.ย.2569) หลังการประชุม ครม.นัดพิเศษเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมกันแถลงมติ ครม.นัดพิเศษที่เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานและการสู้รบในตะวันออกกลาง
เอกนิติ ระบุว่า เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงออก 2 มาตรการทั้งบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และการปรับตัวในระยะยาว
1.มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
2.มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น
โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้
1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน
1.1 กลุ่มเปราะบาง : รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
1.2 กลุ่มประชาชนทั่วไป : เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน โดย
-ธนาคารออมสินจะดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
-ธนาคารอาคารสงเคราะห์สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน (1)โครงการสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 (2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และ (3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี
3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ
3.1 คู่สัญญาภาครัฐ : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง การยกเลิกสัญญา และราคากลางที่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ
3.2 มาตรการสำหรับ SMEs : กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว
4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง
คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569)
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ระบุว่า มาตรการดูแลผลกระทบราคาน้ำมัน-พลังงานในสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลเตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนเยียวยา ตั้งแต่วันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 นี้ โดยผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุนโดยตรงผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส
“ระยะเวลาในการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์สำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ คือวันที่ 16 ถึงวันที่ 19 เม.ย.2569 และผู้ประกอบการทุกท่านจะได้รับเงินสนับสนุนเยียวยาครั้งนี้โดยตรงผ่านระบบพร้อมเพย์” รมช.คมนาคม กล่าว
โดยที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติกรอบวงเงินงบกลางจำนวน 1,353 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้า โดยมีการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 287,175 ราย จากเดิมที่เคยอนุมัติไว้ 100,000 กว่ารายเมื่อเดือนมีนาคม เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพประชาชน
มาตรการนี้จะมีผลครอบคลุมไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และจะมีการประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความช่วยเหลือในอนาคตต่อไป
นอกจากส่วนของรถขนส่งสินค้าแล้ว ครม. ยังเห็นชอบให้ใช้เงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กองทุนเลขสวย) เข้ามาสนับสนุนเพื่อตรึงราคาค่าโดยสารไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชน โดยมีรายละเอียดสำคัญ
1. รถ บขส. (สายเหนือ, สายใต้, หมอชิต) ประชาชนยังสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ในราคาเดิมจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 ก่อนที่จะมีการพิจารณาปรับราคา
2. กลุ่มรถสาธารณะอื่นๆ ครอบคลุมทั้งรถตู้โดยสาร, รถมินิบัสระหว่างเมือง (Intercity), รถสองแถวใน กทม., รถโดยสารไม่ประจำทาง, แท็กซี่ที่ใช้น้ำมัน รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งแบบวินและผ่านแอปพลิเคชัน
มาตรการครั้งนี้จะให้ความช่วยเหลือครอบคลุมรถทั้งหมด 460,477 คัน แบ่งเป็นรถบรรทุก 287,175 คัน และกลุ่มรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทอีก 183,302 คัน
เอกนิติ ยังได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ