โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาของแพงหลังสงกรานต์ สินค้า-บริการอะไรขึ้นบ้างหลังน้ำมันมีแววสูงยาว

Amarin TV

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
จับตาของแพงหลังสงกรานต์ สินค้า-บริการอะไรจ่อขึ้นบ้าง หลังราคาน้ำมันมีแววสูงค้างยาว?

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 กำลังจะปิดฉากลงท่ามกลางบรรยากาศคึกคักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณถนนสีลมที่มีผู้เข้าร่วมงานหนาแน่น ทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยตลอดช่วง 3 วัน ระหว่างวันที่ 12–14 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมรวมกว่า 652,974 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของเทศกาลจะผ่านพ้นไปด้วยบรรยากาศคึกคัก และดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนหน้า แต่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้อยู่ที่แรงกดดันด้านค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นภายหลังช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะในจังหวะที่มาตรการดูแลราคาสินค้าและพลังงานของภาครัฐ รวมถึงการตรึงราคาของภาคธุรกิจในช่วงเทศกาล เริ่มทยอยสิ้นสุดลง

รายงานจากหลายสำนักข่าวก่อนหน้านี้ให้ภาพสอดคล้องกันว่า ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักจากวิกฤตพลังงานโลกที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งเริ่มปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

แม้มีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะคลี่คลายผ่านการเจรจา แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไปอีกระยะ จากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู รวมถึงค่าความเสี่ยงด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่ยังอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

สงครามจบ แต่ราคาน้ำมันขึ้นไม่จบ ทำไมราคาน้ำมันยังอาจสูงต่อเนื่องหลังมีดีลสงบศึก

แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มผ่อนคลายลงในระยะถัดไป จากความพยายามเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ทั้งหน่วยงานภาครัฐและนักวิเคราะห์ประเมินสอดคล้องกันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจไม่ปรับลดลงกลับสู่ระดับเดิมได้ในระยะสั้น

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคน้ำมันแพง” ที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างน้อย 1-2 ปี โดยมีปัจจัยหลักจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค

แม้การยุติความขัดแย้งจะช่วยคลี่คลายแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ และเอื้อให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญในตะวันออกกลางกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่ในเชิงโครงสร้าง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ขณะที่ตลาดน้ำมันยังคงสะท้อน “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม” ไว้ในราคา เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทานและความไม่แน่นอนในระยะยาวที่ยังคงกดดันตลาดอยู่

ข้อจำกัดแรกคือการฟื้นตัวของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิด แต่ปริมาณการเดินเรือมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังคงอยู่ ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าเบี้ยประกันภัยสงครามและต้นทุนการเดินเรือที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งผ่านไปยังราคาพลังงาน ทำให้ราคาปลายทางลดลงได้จำกัด

ข้อจำกัดที่สองคือการฟื้นตัวของกำลังการผลิตที่ใช้เวลา ความเสียหายต่อแหล่งผลิต ท่อส่งน้ำมัน และโรงกลั่นในตะวันออกกลาง รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวในบางประเทศผู้ผลิต ทำให้การนำกำลังการผลิตกลับเข้าสู่ระบบไม่สามารถทำได้ทันที โดยผู้บริหารอุตสาหกรรมพลังงานยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าทรัพย์สินด้านพลังงานได้รับความเสียหายมากเพียงใด และต้องใช้เวลานานเท่าใดในการฟื้นตัวเต็มที่

ข้อจำกัดที่สามคือภาวะสต็อกน้ำมันที่ตึงตัวอยู่แล้วก่อนเกิดสงคราม เมื่อเกิด Energy Shock ตลาดจึงขาด buffer ในการรองรับ ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นแรง และแม้สถานการณ์จะคลี่คลาย การเติมสต็อกกลับเข้าสู่ระบบก็ต้องใช้เวลา ขณะที่อุปสงค์พลังงานโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ทำให้ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานยังคงดำรงอยู่

ข้อจำกัดที่สี่คือความแตกต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แม้น้ำมันดิบอาจปรับลดลงหลังสงคราม แต่ราคาดีเซล น้ำมันเบนซิน และเชื้อเพลิงเครื่องบินยังมีแนวโน้มทรงตัวสูงนานกว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานโลก โดยเฉพาะเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่งและการบินที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ประเมินว่า แม้สงครามจะยุติในระยะสั้น ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ในการฟื้นฟูระบบการผลิตและการขนส่ง และราคาน้ำมันอาจปรับลงมาอยู่ในระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังสูงกว่าช่วงก่อนสงคราม ขณะที่ราคาหน้าปั๊มจะทยอยปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การลดลงทันทีตามที่ฝ่ายการเมืองบางส่วนคาดการณ์

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงมีลักษณะเป็นลูกโซ่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านค่าขนส่งและต้นทุนการผลิต ขณะที่ภาคการบินมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาตั๋ว โดยผู้ประกอบการบางรายประเมินว่าอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 20% หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าหลายประเทศ สะท้อนจากโครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางเฉลี่ย 1,230 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็น 27% ของแหล่งก๊าซทั้งหมด ขณะที่การผลิตในประเทศยังมีสัดส่วนหลักอยู่ที่ 64% และอีก 1% มาจากเมียนมา

ในส่วนของน้ำมัน การพึ่งพานำเข้ายิ่งอยู่ในระดับสูง โดยไทยนำเข้าน้ำมันถึง 92% ของการใช้ทั้งหมด หรือราว 970,000 บาร์เรลต่อวัน และมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 53% มาจากตะวันออกกลาง

ด้วยบทบาทของน้ำมันและก๊าซในฐานะเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น ปุ๋ยเคมี ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงส่งผ่านเป็นลูกโซ่ไปยังค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ภาครัฐจะใช้มาตรการระยะสั้น เช่น การอุดหนุนหรือปรับลดราคาน้ำมันชั่วคราวเพื่อลดแรงกดดันในบางช่วงเวลา แต่ระดับราคาพลังงานโดยรวมยังคงสูงกว่าช่วงก่อนสงครามอย่างมาก สะท้อนว่าการปรับตัวของตลาดครั้งนี้เป็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” มากกว่าความผันผวนระยะสั้น

ในภาพรวม แม้สงครามจะยุติลง ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และต้นทุนในระบบพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น จะยังคงกดดันให้ราคาน้ำมัน “ลดลงช้าและไม่กลับสู่ระดับเดิม” ในระยะเวลาอันใกล้ และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และกำลังซื้อของครัวเรือนต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

สินค้าและบริการที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นหลังสงกรานต์

  • ค่าไฟฟ้า

ในวันที่ 1 เมษายน 2569 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย จาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หลังปรับค่าเอฟทีขึ้นมาอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

การพิจารณาครั้งนี้ยังคงใช้กลไกบรรเทาภาระ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม 35,928 ล้านบาท และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ราว 9,472 ล้านบาท หรือ 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

กกพ. ระบุว่า การกำหนดค่าเอฟทีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ต้องสะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่า 49% เห็นด้วยกับอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งใช้กลไก Claw back เข้ามาช่วยลดภาระ

ทั้งนี้ หากภาครัฐต้องการตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย จะต้องใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาทในระยะเวลา 4 เดือน จากฐานผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย โดยทุก 1 สตางค์ที่ตรึงไว้ต้องใช้เงินราว 706 ล้านบาท

นอกจากนี้ กกพ. ยังเตือนว่าช่วงฤดูร้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น อาจทำให้ค่าไฟรายเดือนเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอัตราก้าวหน้า พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการ กกพ. เตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในงวดค่าไฟเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ซึ่งมีโอกาสปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวของซีกโลกเหนือที่ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะเร่งตัวสูงขึ้น

ปัจจัยกดดันเพิ่มเติมมาจากข้อจำกัดด้านเครื่องมือของไทยในการพยุงราคา ประกอบกับความเสียหายของแหล่งผลิต LNG ในกาตาร์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปีจึงจะกลับมาผลิตได้ตามปกติ ขณะที่ไทยยังมีภาระตามสัญญานำเข้า LNG ระยะยาวจากกาตาร์ราว 2 ล้านตันต่อปี ทำให้ต้นทุนพลังงานในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง

  • ค่ารถโดยสารระหว่างเมือง รถตู้ และค่าขนส่งสินค้า

ในวันที่ 1 เมษายน นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 9-19 เมษายน 2569 บขส. จะยังคงตรึงราคาค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถทัวร์) ทั้งรถของบริษัทและรถร่วมบริการรวมประมาณ 6,000 คัน ไว้ในอัตราเดิม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นสุดช่วงดังกล่าว บขส. เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณ 10-12% ต่อเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง

สำหรับรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก ได้แก่ รถตู้โดยสารและรถมินิบัส รวมประมาณ 3,000 คัน ได้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 โดยหากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ในช่วง 45-50 บาทต่อลิตร อาจมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารเพิ่มเติมอีกประมาณ 5–6 สตางค์ต่อกิโลเมตร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ด้านนายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ในการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบก.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมีมติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ หลังจากไม่ได้มีการปรับมาเป็นเวลานาน ประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยรถโดยสารระหว่างเมือง (รถบัส) จะปรับขึ้น 5 บาทต่อที่นั่งต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ขณะที่รถตู้โดยสารปรับขึ้น 2 บาทต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ซึ่งเดิมกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับเทศกาล สงกรานต์ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา ภาครัฐจึงกำหนดมาตรการชั่วคราวให้คงอัตราค่าโดยสารเดิมในช่วงวันที่ 6-19 เม.ย. เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยจะเริ่มใช้โครงสร้างค่าโดยสารใหม่ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. เป็นต้นไป

ในส่วนของค่าขนส่งสินค้า โฆษกกรมการขนส่งทางบกระบุว่า จะใช้กลไกการเจรจาระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการ โดยอ้างอิงจากดัชนีต้นทุนการขนส่งสินค้าเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมัน ณ วันที่ 25 มี.ค. อยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 7.80 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ดัชนีต้นทุนเพิ่มจาก 100 เป็น 111 และทำให้ค่าขนส่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 11% ตามต้นทุนที่สูงขึ้นดังกล่าว

  • ค่าบริการไปรษณีย์ไทยบางรายการ

ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ไปรษณีย์ไทย ประกาศปรับขึ้นค่าบริการบางรายการเป็นการชั่วคราว เพื่อสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยบริการที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ บริการส่งด่วน EMS (เฉพาะบางช่วงน้ำหนัก) และบริการ e-CoPost ซึ่งเป็นบริการจัดส่งแบบประหยัดสำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ

ขณะที่บริการพื้นฐานของไปรษณีย์ เช่น จดหมาย ไปรษณีย์ภัณฑ์/ของตีพิมพ์ ลงทะเบียน และพัสดุทั่วไป จะยังคงอัตราค่าบริการเดิม โดยไม่มีการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่อื่นๆ ของไทย ได้แก่ KEX (Kerry), Flash Express และ J&T Express ได้ประกาศปรับขึ้นค่าบริการไปก่อนแล้ว โดยเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน” เพิ่มอีก 3 บาท มีผลตั้งแต่วันเดียวกันเป็นต้นไป

  • ก๊าซหุงต้ม

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติขยายระยะเวลาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ออกไปอีก 2 เดือน ที่ระดับ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ครอบคลุมถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 จากเดิมที่มาตรการจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะพยายามประคองราคาผ่านมาตรการตรึงราคาและการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุน แต่แนวโน้มราคาพลังงานในประเทศยังคงมีแรงกดดันขาขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งส่งผ่านมายังก๊าซหุงต้ม (LPG) ในฐานะผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะทยอยปรับสูงขึ้นในระยะถัดไป

แรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดในภาคครัวเรือนและธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งพึ่งพา LPG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการประกอบอาหาร โดยผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งระบุว่าต้นทุนก๊าซปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว แต่ยังคงชะลอการปรับขึ้นราคาอาหาร เนื่องจากกังวลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความเสี่ยงที่ลูกค้าจะลดลง

  • ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมีเป็นวิกฤตซ่อนเร้นที่จะส่งผลกระทบต่อราคาอาหารอย่างรุนแรงในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 6 ล้านตันต่อปี โดยราว 90% เป็นการนำเข้า และมากกว่า 40% ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่ามูลค่าการนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางในปี 2567-2568 รวมมากกว่า 1,862 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) รายงานว่าราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งแตะ 750 ดอลลาร์ต่อตัน ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 43 เดือน จากราคาก่อนสงครามที่ 400-490 ดอลลาร์ต่อตัน สถาบัน Alpine Macro ภายใต้ Oxford Economics ระบุว่าราคายูเรียพุ่งขึ้นราว 50% และแอมโมเนียเพิ่มขึ้น 20% นับจากสงครามเริ่มต้น ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลก (กว่า 26%) และราว 30% ของผลิตภัณฑ์ส่งออกเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จากการปิดกั้นช่องแคบ

ด้านราคาปุ๋ยในไทย นายวรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การที่ไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีผ่านเส้นทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมกระสอบละประมาณ 600 บาท พุ่งขึ้นเป็นกระสอบละ 2,000 บาท

สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะพืชผัก ข้าวสาร และน้ำมันปาล์ม ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมต้นทุนด้านพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยประเมินว่าอาจเห็นราคาอาหารต่อจานขยับขึ้นแตะระดับ 120 บาท

ทั้งนี้ ผลกระทบเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มปรากฏตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงจนเห็นผลชัดเจนก่อนเดือนกันยายน 2569

ด้าน KResearch คาดว่าวิกฤตปุ๋ยจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 โดยตรง เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มปลูกที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง อาจฉุดผลผลิตข้าวให้ลดลงถึง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2% ทำให้โดยรวมรายได้เกษตรกรอาจลดลงถึง 19% ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนภาคเกษตรที่มีอยู่แล้ว

  • อาหารสด อาหารปรุงสำเร็จ และวัตถุดิบในครัว

ราคาอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเร็วที่สุดและกระทบประชาชนชัดเจนที่สุด เนื่องจากค่าขนส่งเป็นต้นทุนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอาหาร จากการสำรวจพบว่าสินค้าหลายรายการเริ่มปรับขึ้นแล้ว ทั้งเนื้อหมู ไข่ไก่ และผักสด

ในวันที่ 10 เมษายน กรมการค้าภายในรายงานว่าราคาอาหารปรุงสำเร็จในสถานีขนส่ง ณ ช่วงสงกรานต์ยังทรงตัวใกล้เคียงช่วงปีใหม่ 2569 โดยข้าวราดแกง 1 อย่างอยู่ที่ 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่างที่ 50-70 บาท ข้าวมันไก่ที่ 50-70 บาท และก๋วยเตี๋ยวหมูที่ 40-65 บาท แต่นักวิชาการเตือนว่าราคาเหล่านี้อาจไม่สามารถคงอยู่ได้อีกนาน

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์สาขาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนว่าอาจได้เห็นอาหารจานละ 120 บาทภายในปีนี้ โดยผลกระทบจะเริ่มเห็นชัดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และเต็มรูปแบบก่อนเดือนกันยายน 2569 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ส่งผ่านมาจากราคาปุ๋ยแพง น้ำมันแพง และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

  • น้ำตาลทราย

วันที่ 9 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำตาลทราย เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

ปัจจัยหลักมาจากราคาเม็ดพลาสติกสำหรับใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ และราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าขนส่ง โดยคาดว่าโครงสร้างราคาใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนเมษายน ผู้ประกอบการจะยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายไว้ก่อน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ก่อนจะเริ่มปรับเข้าสู่โครงสร้างราคาใหม่ในเดือนถัดไป

ทั้งนี้ การปรับราคาครั้งนี้จะจำกัดเฉพาะราคาขายปลีกในภาคครัวเรือนเท่านั้น ขณะที่ราคาจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีการปรับในรอบนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ซึ่งอาจปรับเพิ่มขึ้นและกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน

อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามครั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม อุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะมีกำไรรวมเป็นสถิติใหม่ที่ 41,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 แต่ทุกอย่างพลิกกลับเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (jet fuel) พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าในเวลาเพียงเดือนเศษ ประกอบกับการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศตะวันออกกลาง ทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมซึ่งใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น

ผลกระทบนี้ส่งผ่านมาถึงค่าตั๋วโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทริสเรทติ้งประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน ค่าตั๋วเครื่องบินจะเพิ่มขึ้น 10-15% ต่อปี และผู้โดยสารจากเส้นทางบินระยะไกลมาไทยจะลดลง 4% หากยืดเยื้อ 6 เดือน จะลดลงถึง 8%

ปัจจุบัน แอร์เอเชียเอ็กซ์ของมาเลเซียประกาศขึ้นราคาตั๋วสูงสุดถึง 40% พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มอีกราว 20% ด้านการบินไทยคาดว่าราคาตั๋วจะปรับขึ้น 10-15% Cathay Pacific ปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันทุกเส้นทาง Air New Zealand ขึ้นราคาเส้นทางระยะไกลถึง 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 1,600 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่สายการบินหลายแห่งตั้งแต่ Air New Zealand ไปจนถึง Vietnam Airlines และ Korean Air เริ่มตัดเที่ยวบินและเข้าสู่ "emergency management mode"

  • เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง

นับตั้งแต่สงครามปะทุ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียมขยับราคาขึ้นตามไปด้วย ทั้งเม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง 60-90% จากผลกระทบสงครามอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังอยู่ในระดับเปราะบาง โดยเฉพาะความเสี่ยงในเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ค่าประกันภัย ค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง และระยะเวลาขนส่งไม่แน่นอน

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 60-90% โดยเฉพาะพลาสติกวิศวกรรมที่ใช้เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษและสารเคมีจากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งมีต้นทุนพุ่งสูงสุดถึง 90% ขณะที่โรงงานในต่างประเทศของบริษัท เช่น อินเดีย และเวียดนาม ต่างได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน

ด้านนายศรันย์ ศรีมาโนชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ โพลิเมอร์ อินเตอร์ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ราคาเม็ดพลาสติกปรับขึ้นจาก 30 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 59 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 96.6% อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าปลายทางได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้บางรายต้องแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาฐานลูกค้า

เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงภาคเกษตร เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาพลาสติกในสัดส่วนสูง ทำให้ต้องเลือกว่าจะขึ้นราคาสินค้า ลดคุณภาพ/ปริมาณ หรือยอมให้กำไรลดลง

ผลกระทบจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น เช่น น้ำดื่ม อาหารสำเร็จรูป และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนในรูปของเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน (cost-push inflation) ขณะเดียวกันยังดันต้นทุนภาคเกษตรและอาหารให้สูงขึ้นต่อเนื่อง

ในระดับเศรษฐกิจภาพรวม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกดดันกำไรภาคธุรกิจ ลดความสามารถแข่งขันของการส่งออก และซ้ำเติมประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างไทย ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว

ด้านราคาวัสดุก่อสร้าง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสะท้อนผ่านดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง (CMI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของไทยในเดือนมีนาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 2.6% และ 6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 โดยอาจขยายตัวในกรอบ 5-8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากกลุ่มเหล็ก ผลิตภัณฑ์คอนกรีต และซีเมนต์ ซึ่งเป็นวัสดุหลักในภาคก่อสร้าง

ทั้งนี้ การปรับขึ้นของต้นทุนวัสดุก่อสร้าง พลังงาน และค่าขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการและสภาพคล่องของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะในภาวะที่การแข่งขันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...