โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘นักวิชาการ’ กังขารบ.ไม่เร่งรัด ‘พรบ.อากาศสะอาด’ ปล่อยปชช.หายใจเอาความเสี่ยงเข้าสู่ร่างกาย

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

22 เม.ย. 2569 - รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง พรบ.อากาศสะอาด ความเฉยเมยของรัฐคือต้นทุนในการหายใจ มีเนื้อหาดังนี้

ปัญหามลพิษโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 คือปัญหา“ถาวร”ในสังคมไทยที่ไปไกลกว่าการเป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม หากแต่ได้กลายเป็น “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งเรื่องของสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคม

ความพยายามผลักดันร่าง พรบ.อากาศสะอาด ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ควรเป็นก้าวสำคัญของระบบนิติบัญญัติในการตอบสนองต่อปัญหาที่มีความเร่งด่วนสูง แต่การยุบสภาที่ผ่านมาได้ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปโดยอัตโนมัติ อันนำไปสู่ภาวะ “สูญญากาศทางนโยบาย” ในประเด็นที่ไม่ควรมีความล่าช้า

สิ่งที่ถูกตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียง“ข้อจำกัด” ทางกระบวนการนิติบัญญัติ หากแต่เป็น “ความเพิกเฉย” “การไม่รู้หนาวรู้ร้อน” ของผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางนโยบาย เมื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนถูกปล่อยให้ “หยุดชะงัก” ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงระดับความสำคัญที่รัฐมอบให้

ทั้งที่สาระสำคัญของร่างพรบ.มิได้เป็นเพียงมาตรการเชิงเทคนิคเพื่อควบคุมมลพิษ หากแต่เป็นการ“จัดระเบียบความรับผิดชอบใหม่”ในสังคม

การที่ร่าง พรบ.ยังไม่สามารถมีผลบังคับใช้ ย่อมหมายถึงว่า “สถานะเดิม” ยังคงดำรงอยู่ กล่าวคือ ประชาชนยังต้องแบกรับผลกระทบจากมลพิษ ขณะที่กลไกในการเอาผิดหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษยังคง“จำกัด” และที่สำคัญ ความล่าช้าของกฎหมายมิได้เป็นเพียงความล่าช้าเชิงเทคนิค หากแต่เป็น “การตัดสินใจทางการเมือง” ที่รัฐเลือกที่จะไม่สนใจผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

ข้อถกเถียงที่มักปรากฏ คือกฎหมายลักษณะนี้อาจสร้างภาระต่อภาคธุรกิจหรือเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง“ต้นทุนของการไม่มีกฎหมาย”นั้น สูงกว่ามาก ทั้งในรูปของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพของประชาชน ที่ต้องหายใจเอา“ความตาย”เข้าไปทีละน้อยทุกนาทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามที่รัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จึงมีอยู่ว่า เหตุใดกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงยังไม่สามารถถูกจัดให้อยู่ในวาระเร่งด่วนสูงสุด และเหตุใดความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ“การหายใจของผู้คน” จึงยังคงขึ้นอยู่กับความผันผวนของปฏิทินทางการเมือง

การนำร่างพรบ.อากาศสะอาดกลับเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว จึงไม่ใช่เพียงการ “สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่” หากแต่เป็นการทดสอบความจริงใจและเอาจริงเอาจังของรัฐในการยอมรับว่า สิทธิในอากาศสะอาดต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง มิใช่เพียง“วาทกรรม” พร่ำเพ้อเฉพาะในช่วงการหาเสียง ที่นักการเมืองพร้อม“สัญญา” และก้มกราบหมูหมากาไก่ได้ในทุกตรอกซอย

ปัญหามลพิษทางอากาศมิได้“หยุดรอ”การประชุมสภา และไม่ได้เบาบางลงเพราะ“ความล่าช้า” ของกระบวนการนิติบัญญัติ ตรงกันข้าม ทุกวันที่กฎหมายยังไม่เกิด คือทุกวันที่ประชาชนยังคงต้องหายใจเอาความเสี่ยงเข้าสู่ร่างกายโดยไม่มีหลักประกันใด ๆ จากรัฐ

เมื่อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานถูกปล่อยให้ตกไป โดยไม่มีความพยายามเร่งรัดเพื่อนำกลับมา คำถามที่สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมาคือ รัฐบาล สส. และ สว. กำลังปล่อยให้สิทธิในการหายใจกลายเป็น “ต้นทุน” ที่ประชาชนต้องแบกรับ “ภาระ” เพียงลำพังอย่างนั้นหรือ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...