โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประเทศไทย ร้อนนรกแตก เท่าทะเลทรายซาฮาร่า นักวิจัยเตือน เหลือเวลาแค่ 44 ปี

Thaiger

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

วิจัยชี้ไทยเสี่ยงร้อนเทียบเท่าซาฮาราในปี 2070 กระทบหนักทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งปรับโครงสร้างเมืองและลดก๊าซเรือนกระจกด่วน

งานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศหลายฉบับระบุข้อมูลตรงกันว่า ภายในปี 2070 ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดในระดับที่ใกล้เคียงกับทะเลทรายซาฮาร่าในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนกำลังผลักดันให้หลายพื้นที่ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าขีดจำกัดที่มนุษย์จะสามารถอยู่อาศัยและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

อำนวยการโครงการ Climate Connectors ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปราย โดยอ้างอิงข้อมูลจากบทความของ โอเวน มัลเฮิร์น ในปี 2020 ชื่อ Too Hot To Live: Climate Change In Thailand และงานวิจัยสำคัญในปี 2020 เรื่อง “Future Of The Human Climate Niche” ของ Xu และคณะ

ข้อมูลระบุว่าความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอาจท้าทายขีดจำกัดการอยู่อาศัยของมนุษย์ ในช่วงเวลาที่บทความดังกล่าวตีพิมพ์ พบว่าปีที่ร้อนที่สุด 19 จาก 20 อันดับแรกล้วนเกิดขึ้นหลังปี 2001 เป็นต้นมา แกนหลักของงานวิจัยนี้คือแนวคิดพื้นที่ภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ (Human climate niche) ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิแคบ ๆ ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายพันปีในการวิวัฒนาการ ตั้งถิ่นฐาน และสร้างอารยธรรม

ในอดีตประชากรมนุษย์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีประมาณ 11 ถึง 15 องศาเซลเซียส ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ร้อนกว่าช่วงอุณหภูมิดังกล่าว แต่สังคมยังคงสามารถปรับตัวรับมือได้

ประเด็นที่น่ากังวลคือ หากอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีพุ่งสูงเกิน 29 องศาเซลเซียส สภาพอากาศลักษณะนี้ปัจจุบันพบได้เพียง 0.8% ของพื้นผิวโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทะเลทรายซาฮารา หากแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังอยู่ในระดับสูง พื้นที่อันตรายนี้จะขยายวงกว้าง และทำให้ประชากรราว 1 ใน 3 ของโลกต้องเผชิญกับระดับความร้อนที่เคยพบในเพียงไม่กี่พื้นที่บนโลกเท่านั้น

ประเทศไทยน่ากังวลอย่างยิ่ง ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของไทยอยู่ที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าใกล้เขตอันตรายแล้ว การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศระบุว่าภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ ไทยอาจมีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีทะลุ 29 องศาเซลเซียส สภาพอากาศโดยเฉลี่ยจะขยับเข้าใกล้สภาพภูมิอากาศแบบทะเลทราย

สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงแค่อากาศที่ร้อนขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเข้าสู่ระบบสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา

สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี ไทยมักเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงปี 2016 ภาพถ่ายจากดาวเทียมของนาซา (NASA) แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวดินในบางพื้นที่ของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 12 องศาเซลเซียส

บทความปี 2020 ยังระบุด้วยว่า เมืองกว่า 50 แห่งมีอุณหภูมิเทียบเท่าหรือทำลายสถิติเดิม โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนวัดอุณหภูมิอากาศได้ถึง 44.6 องศาเซลเซียสในวันที่ 28 เมษายน 2016 ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในไทยช่วงเวลานั้น

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คลื่นความร้อนในระดับปานกลางในอนาคต อาจมีความรุนแรงเท่ากับคลื่นความร้อนที่อันตรายที่สุดในปัจจุบัน ความร้อนสุดขั้วจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ความร้อนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายด้าน ได้แก่

ด้านสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคติดเชื้อ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง จะต้องแบกรับภาระหนักที่สุด

ด้านชุมชนชนบท มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษเนื่องจากมักขาดแคลนเครื่องปรับอากาศหรือระบบทำความเย็น

ด้านแรงงานและการเกษตร ประสิทธิภาพการทำงานกลางแจ้งลดลง ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นเพิ่มสูงขึ้น

การใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นที่เพิ่มขึ้นอาจยิ่งซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ความร้อนจึงไม่ใช่แค่ภัยคุกคามด้านสาธารณสุข แต่ยังเป็นอุปสรรคระยะยาวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และบั่นทอนความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ

หลายคนมองว่าการใช้เครื่องปรับอากาศคือวิธีเอาตัวรอด แต่วิธีนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การขยายการเข้าถึงระบบทำความเย็นให้ครอบคลุมทั้งประเทศต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ การพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากเกินไปอาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแย่ลงหากไม่มีการปรับปรุงแหล่งพลังงานให้สะอาดขึ้น แม้จะเป็นรูปแบบหนึ่งของการปรับตัว แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้วิกฤตเลวร้ายลงหากไม่ปฏิรูปเชิงระบบควบคู่ไปด้วย

ในประเทศไทย ความร้อนสุดขั้วมีความเชื่อมโยงกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น น้ำท่วมที่เกิดบ่อยและสร้างความเสียหายมากขึ้น รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นซึ่งคุกคามชุมชนชายฝั่งและเขตเศรษฐกิจสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่แยกจากกัน แต่เป็นความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศที่ทับซ้อนกัน ทำให้การปรับตัวยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

การถกเถียงในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องวิธีรับมือกับอากาศร้อน แต่คือคำถามที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถออกแบบเมือง ระบบพลังงาน ขีดความสามารถด้านสาธารณสุข และรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ได้เร็วพอที่จะยืนหยัดในสภาพอากาศที่เลวร้ายกว่าเดิมได้หรือไม่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่ การวางแผนระยะยาว และความมุ่งมั่นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม อนาคตยังไม่ถูกกำหนดไว้ตายตัว โอกาสที่ไทยจะร้อนเท่าทะเลทรายซาฮาราไม่ใช่โชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นคำเตือนเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการตัดสินใจในวันนี้ หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงอยู่ในระดับสูง พื้นที่ที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยและทำงานได้อย่างปลอดภัยจะหดตัวลงเรื่อย ๆ และประเทศเขตร้อนอย่างไทยจะอยู่แถวหน้าของผลกระทบนี้

หากเราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวดเร็ว เร่งปรับตัว และคิดค้นแนวทางการพัฒนาใหม่เพื่อรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้น เรายังสามารถจำกัดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดได้

ในท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตความร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับอนาคตของชีวิตมนุษย์ และพื้นที่ที่เคยหล่อเลี้ยงอารยธรรมมาอย่างยาวนานจะยังคงทำหน้าที่นั้นต่อไปได้หรือไม่ ในขณะที่เส้นแบ่งขีดจำกัดการอยู่อาศัยค่อย ๆ เลือนลางลงทุกปี

ข้อมูลจาก :straitstimes

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...