SCC แย้มปิโตรดันงบครึ่งแรก ปรับทัพจัดหา - เน้นขาย HVA
#SCC #ทันหุ้น – SCC รับไตรมาส 2 ยังโดดเด่น ดันครึ่งแรกผลงานดี ปรับแผนจัดหาซัพพลายรุกนอกฮอร์มุซเต็มพิกัด หวังเสริมแกร่งวัตถุดิบ รับราคาปิโตรเคมีดีเพราะขาดแคลน เน้นรักษากลุ่มสินค้ามูลค่าสูง พ่วงโมเดลใช้พลังงานโครงการ LSP เป็นอีเทน หวังช่วยลดทุนอนาคต ส่วนดีล SCGC ร่วมมือกับ PTTGC ต่อยอดธุรกิจ คาดได้ความชัดเจนราว 5 เดือน
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทคาดแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีโอกาสเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังช่วงไตรมาส 1/2569 บริษัทสามารถทำผลงานได้เติบโตอย่างโดดเด่น ประกอบกับมองแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 ในกลุ่มต่างๆ ยังดีขึ้น ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับหากสถานการณ์โลกไม่ผันผวนรุนแรงเกินไปมากกว่าปัจจุบันน่าจะทำให้ภาพรวมเป็นไปตามที่คาดไว้
@ ปรับแผนหาซัพพลาย-LSP
อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงยึดหลัก “Agility & Resilience” ปรับตัวรายวันผ่านระบบDaily War Room เพื่อให้มั่นใจว่าจะก้าวข้ามผ่านวิกฤติพลังงานและภาวะเงินเฟ้อไปได้อย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่ในส่วนของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีภัณฑ์ที่ดำเนินการภายใต้ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC นั้นบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด ผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจปิโตรเคมี (Chemical) จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบ(Supply หรือ ซัพพลาย) จากแหล่งในอ่าวเปอร์เซียที่เดิมสูงถึง 50% แต่ทางกลุ่มบริษัทได้เร่งจัดหาแหล่งวัตถุดิบอื่น (Non-Hormuz Sourcing) เข้ามาทดแทน ซึ่งเน้นดูแลกลุ่มลูกค้าในประเทศที่ใช้สินค้ามูลค่าสูง หรือ HVA ที่หายาก เพื่อเป็นดูแลฐานลูกค้าในประเทศและรักษาฐานธุรกิจในประเทศอีกทางหนึ่ง
. นอกจากนี้ ภายหลัง Supply ในตลาดหายไปกว่า 46 ล้านตัน จากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้นส่งผลให้เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากราคาChemical ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างราคาสินค้า(Margin) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ HDP-Naphtha Gap ที่ขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่545 ดอลลาร์ต่อตัน
ส่วนโครงการLong Son Petrochemicals (LSP) เวียดนาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงโครงการ LSP EEN (Ethane Project) เพื่อให้สามารถใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน คาดจะเริ่มดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี2570
@ ดีลร่วม PTTGC คาดชัดใน 5 เดือน
ด้านประเด็นเกี่ยวกับการที่ SCGC ประกาศลงนามบันทึกข้อความเข้าใจ(MOU) กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อศึกษาการรวมธุรกิจในกลุ่มโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ร่วมกัน ซึ่งรูปแบบความร่วมมือดังกล่าวอาจจะเป็นการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่เพื่อถือหุ้นร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “National Champion” ที่มีความแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคและระดับโลก และการรวมตัวกันครั้งนี้จะช่วยดึงจุดแข็งจากทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งด้านวัตถุดิบ (Upstream Advantage) ของ PTTGC และพอร์ตสินค้ามูลค่าสูง(Downstream HVA) ของ SCGC คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาในรายละเอียดประมาณ 5 เดือนเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ
ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ในไตรมาส 1/2569 กำไรเติบโตสูงขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากพลังงานทางเลือก ทางด้านธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ผลงานโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีกำไรเฉพาะกลุ่มซีเมนต์และคอนกรีตสูงถึง เนื่องจากได้ปัจจัยบวกจากการใช้พลังงานทดแทน เช่น ชีวมวล(Biomass) และขยะ(RDF) เข้ามาแทนที่ถ่านหินในสัดส่วน 30-45% ทำให้ความสามารถในการบริหารต้นทุนดียิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ บริษัทได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Cement) เจเนอเรชันที่ 3 ที่ลดคาร์บอนได้ถึง 30-40% ซึ่งได้รับการตอบรับดีเยี่ยมในไทย และเตรียมขยายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียเพิ่มเติม เพื่อสร้างยอดขายให้กับธุรกิจอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ในแง่ฐานะทางการเงินของSCC ยังถือว่าแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีกระแสเงินสดในมือสูงถึงราว 6.7 หมื่นล้านบาท อีกทั้งทางSCC ยังคงเน้นวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด จึงทำให้Net Debt to EBITDA ยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 5 เท่า
ขณะที่ตัวเลขงบลงทุน (CAPEX) ของบริษัทในปี 2568 ยังคงไว้ที่ราว3 หมื่นล้านบาท แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินการ โดยหันเน้นโครงการที่คืนทุนเร็วและตอบโจทย์กลยุทธ์หลัก เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น