โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อกองทัพภูมิคุ้มกันกำลังล้า... จากสัญญาณเตือนที่ริมฝีปากคุณ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไปต่างประเทศบ่อยมาก บางเดือนเดินทางไกลถึงสหรัฐอเมริกา ก็นอนแค่สามคืนก็ต้องกลับแล้ว หรือไปญี่ปุ่นก็ไปถึงเช้า ตอนเย็นของวันนั้นก็เดินทางกลับเลย หรือไปไต้หวันก็นอนแค่คืนเดียวก็กลับเช่นกัน เรียกว่าเปลี่ยนที่นอนกันเป็นว่าเล่น ทำให้นอนหลับไม่ค่อยสนิท เพราะต้องนอนแปลกที่ตลอด การพักผ่อนจึงไม่เพียงพอ ล่าสุดกลับจากไต้หวันได้เพียงวันเดียว ก็มีอาการเป็น “เริม” ที่ริมฝีปาก สาเหตุก็มาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอนี่แหละครับ

พวกเราชาวผมขาวทั้งหลาย เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ เช้าตื่นขึ้นมาพอส่องกระจก ก็จะพบว่ามี “แขกที่ไม่ได้รับเชิญ” มาทักทายอยู่ตรงมุมฝีปากเราเสียแล้ว มันเริ่มมาจากอาการรู้สึกคันยิบๆ เล็กน้อยที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ก็จะมีเจ้าตุ่มน้ำใสๆ เกิดขึ้น จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นแผลที่ทำให้เราเสียความมั่นใจ นั่นแหละครับคืออาการ“เริม” ที่ริมฝีปากเหมือนที่ผมเป็นอยู่ครับ

พอรีบใส่ยารักษาอาการ แผลก็จะค่อยๆ แห้ง ช่วงตอนที่แผลแห้งก็จะตกสะเก็ด บางครั้งเป็นหนักๆ ถึงกับมีอาการเหมือนไข้ขึ้นรุมไปทั้งตัวเลยครับ พอจะหายๆ จังหวะที่เรากำลังทานอาหารอร่อยๆ แผลที่กำลังจะแห้งกลับ “ปริแตก” จนเลือดซึมออกมา หรือเพียงเพราะเราอ้าปากกว้างเกินไป ความเจ็บแปล๊บนั้นไม่ได้แค่ทำลายรสชาติอาหาร แต่มันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ

ในโลกของการทำงานที่เร่งรีบ โดยเฉพาะในแวดวง Precision Medicine ที่ผมคลุกคลีอยู่ เรามักจะพูดถึงเทคโนโลยีการตรวจระดับเซลล์ที่ล้ำสมัย การคัดแยกเซลล์ภูมิคุ้มกัน (Immune Cell) เพื่อพยากรณ์สุขภาพล่วงหน้า แต่บางครั้ง “ร่างกาย” ของเราเองนี่แหละครับ ที่เป็นเครื่องมือตรวจวัดที่เที่ยงตรงที่สุด อาการเริมที่ริมฝีปากที่ผมกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ แท้ที่จริงก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของคำว่า “กองทัพภูมิคุ้มกันกำลังพ่ายแพ้” นั่นเองครับ

พวกเราหลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่า เชื้อเริมไม่ใช่เชื้อโรคที่เพิ่งบินมาเกาะปากเราเมื่อวาน แต่มันคือ “ไวรัสเจ้าเล่ห์” ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของเรามานานแสนนานแล้ว มันนอนนิ่งเหมือนจำศีลอยู่ในห้องมืดๆ ที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าไม่ถึง ตราบใดที่กำแพงเมืองของเราแข็งแรง เจ้าไวรัสตัวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเงามืด ที่ทำอะไรเราไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มใช้ร่างกายหนักเกินไป โดยเฉพาะความประมาทจากการ “นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ” กองทัพเม็ดเลือดขาวที่เคยทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูเมืองอย่างแข็งขันก็จะเริ่มล้าครับ เมื่อยามหลับหรือเผลอ เจ้าไวรัสเริมที่รอจังหวะอยู่แล้วก็จะ “ตื่น” และเดินทางตามเส้นประสาทออกมาอาละวาดที่ริมฝีปากทันที มันคือการฉวยโอกาสในวันที่เราอ่อนแอที่สุดไงครับ

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ ในขณะที่ผมใช้ยาทาอย่าง Dermaheu เพื่อสะกัดกั้นไวรัสไม่ให้ลุกลาม ผมกลับพบว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่มีแค่ตัวไวรัสเท่านั้น แต่มันคือ“ความแห้งกร้าน” ของแผลที่กำลังสมานตัว ในวันที่เราก้าวเข้าสู่ผู้สูงวัย(ก็แก่นั่นแหละ) ผิวหนังบริเวณริมฝีปากซึ่งบางและละเอียดอ่อนอยู่แล้ว จะสูญเสียความยืดหยุ่นได้ง่ายกว่าเดิม เมื่อแผลเริมเริ่มตกสะเก็ด มันจะรัดตึงจนเหมือนเรามีแผ่นไม้แห้งๆ ติดอยู่ที่ปาก จังหวะที่มันปริแตกจนเลือดออกนั้น คือภาพสะท้อนของ “กระบวนการซ่อมแซมที่หยุดชะงัก” ร่างกายเราที่กำลังพยายามจะปิดแผล แต่เสบียงและพลังงานภายในตัวเรากลับมีไม่เพียงพอ เพราะเราไม่ได้นอนพักให้ระบบได้ทำงานของร่างกายได้พักผ่อนนั่นเองครับ

เรามาดูกันว่า ทำไมการนอนถึงมีความสำคัญนักในมุมมองระดับเซลล์? หากเราส่องกล้องลงไปดูในระดับโมเลกุล “การนอนหลับลึก” คือช่วงเวลาที่ร่างกายปล่อยสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า Cytokines ออกมา เจ้าสารตัวนี้เปรียบเสมือน “วิทยุสื่อสาร” ของกองทัพภูมิคุ้มกันครับ ถ้าเราอดหลับอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ วิทยุพวกนี้ก็จะสัญญาณขาดๆ หายๆ เม็ดเลือดขาวตัวเก่งๆ อย่าง T-Cell ก็จะสับสน และทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็คือ แผลที่ปริซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอาการของความอ่อนเพลียที่รุมเร้าจนไวรัสได้ใจนั่นแหละครับ

ด้วยเหตุนี้ การดูแลรักษาจึงไม่ใช่แค่การทายาฆ่าเชื้อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการ “พักผ่อนและฟื้นฟู” ไปพร้อมๆกัน การใช้สารให้ความชุ่มชื้นอย่างลิปมัน (Lip balm) หรือวาสลีนทาทับหลังจากทายารักษาเริม เพื่อลดความรัดตึงของสะเก็ดแผล คือเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้เราอ้าปากทานข้าวได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวเพิ่ม แต่นั่นก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการ“ปรับสมดุลจากข้างใน” ครับ

ในฐานะที่บริษัทของผมมุ่งเน้นเรื่องการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ผมจึงตั้งใจไว้ว่า เมื่อแผลที่ริมฝีปากหายดีและร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ผมจะเดินทางไปสำนักงานใหญ่ที่ไต้หวันอีกครั้ง เพื่อเข้าไปเจาะเลือดและนำมาตรวจเช็กภูมิคุ้มกัน(Immune) ในระดับลึก เพราะผมอยากรู้ว่า ภายใต้ความอ่อนเพลียนี้ มีสารอาหารตัวไหนที่พร่องไป? หรือมีเซลล์ตัวไหนที่ต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ? การตรวจแบบ Precision Medicine จะทำให้เราไม่ต้องเดาอีกต่อไปว่า เราควรจะทานวิตามินตัวไหน แต่เราจะรู้เลยว่า“กองทัพของเราขาดเสบียงชนิดใด” ซึ่งเป็นการป้องกันก่อนจะเกิดซ้ำอีกในอนาคตนั่นเองครับ

ผมคิดว่าบทเรียนจากแผลเล็กๆที่ริมฝีปากของผม กำลังเตือนผมว่า อย่ามองข้าม Dashboard หรือแผงหน้าปัดเตือนภัยของร่างกายเด็ดขาด เจ้า “เริม” ที่ริมฝีปาก ไม่ใช่แค่เรื่องผิวหนัง แต่มันคือ “จดหมายเตือน” จากระบบภายในว่า ถึงเวลาต้องวางงานลงบ้างแล้วนะ แล้วก็กลับไปนอนชดเชยให้ร่างกายได้รีบูทตัวเองเสียทีนั่นเองครับ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวล้ำไปไกลเพียงใด แต่ “พื้นฐาน” ที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิตให้ยั่งยืน คือการรู้จักฟังเสียงร่างกายตัวเองบ้าง อีกทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ… ก่อนที่สัญญาณเตือนครั้งต่อไปจะรุนแรงกว่าเพียงแค่แผลที่ริมฝีปากครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...