โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก.ล.ต. เร่งสกัดทุนเทา ยกระดับ KYC คุมเข้มโบรก-คริปโต พร้อมดัน Crypto ETF ใช้จริง Q3

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องประชาชนและสกัดกั้น "ทุนเทา" ที่พยายามแทรกซึมเข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน

โดยพฤติกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้ที่พบมักจะต้องผ่านตัวกลางในการฟอกเงินสกปรกให้กลายเป็นเงินสะอาด เช่น การนำเงินผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือกองทุนรวม เพื่อทำรายการซื้อ-ขายหุ้น สร้างราคาแล้วเทขายออก ไปจนถึงการโอนเงินผ่านบัญชีเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ก.ล.ต. พบแนวโน้มการกระทำผิดคือกระแสเงินทุนสีเทาได้ไหลเข้าไปสู่ฝั่ง "สินทรัพย์ดิจิทัล" มากขึ้น ผ่านการซื้อเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีและโอนออกไปตามวอลเล็ตต่างๆ ซึ่งติดตามเส้นทางเงินได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ยังพบช่องโหว่ในฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน จากการที่ผู้ประกอบการต้องการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าผ่านระบบฝาก-ถอนที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่กลับเป็นช่องทางทำให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็น "บัญชีม้า" ในการหมุนเวียนเงินแล้วถอนออกไป

เพื่อจัดการปัญหานี้ ก.ล.ต. ได้วางแนวทางป้องกันตั้งแต่ด่านหน้า โดยกำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งฝั่งโบรกเกอร์และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องมีระบบและกลไกการเปิดบัญชีที่รัดกุมมากขึ้น ผ่านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเข้มข้น

เพื่อพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงและตรวจสอบว่าโปรไฟล์ของลูกค้าว่ามีศักยภาพในระดับไหน เส้นทางรายได้เหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ ซึ่งหากพบความผิดปกติ ตัวกลางเหล่านี้จะต้องมีกระบวนการเข้าแทรกแซง สกัดกั้น หรือระงับการทำธุรกรรมได้ในทันที

ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเกราะป้องกันและสกัดกั้นเงินสีเทาออกจากตลาดทุนไทยอย่างครอบคลุมและเด็ดขาดมากขึ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ได้หารือร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และ ผู้ประกอบธุรกิจ ผ่านการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) และ อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให้สามารถนำไปใช้ได้จริงโดยไม่สร้างภาระเกินสมควร และ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้มาตรการได้ภายในเดือนเมษายน 2569 นี้

“การยกระดับมาตรฐาน KYC/CDD ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสกัดกั้นทุนเทาที่ ก.ล.ต. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกัน และยับยั้งไม่ให้ตลาดทุน และ สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจที่แท้จริง รวมถึงการถือหุ้นทางอ้อมและบุคคลที่ร่วมกันใช้อำนาจ เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมและตลาดทุนโดยรวม”

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

Q3 ลุ้นไฟเขียวเกณฑ์ตั้ง Crypto ETF

ในส่วนของความคืบหน้าในการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Crypto ETF นั้น ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ร่างเกณฑ์เกี่ยวกับกรอบหลักการของ Crypto ETF ในรอบแรกภายในเดือนเมษายนนี้

สำหรับกระบวนการดำเนินงานหลังจากที่ ก.ล.ต. ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในกรอบหลักการรอบแรกแล้ว จะนำข้อเสนอแนะที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงให้มีความเหมาะสม หลังจากนั้นจะดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นในด้านรายละเอียดของร่างกฎเกณฑ์อีกครั้งเป็นลำดับถัดไป

โดยประเด็นที่จะรับฟังความเห็นเบื้องต้น ได้แก่ ความเสี่ยงของผู้ลงทุน เพราะคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง, ข้อกำหนดต่างๆ อาทิ ผู้จัดกองทุนมีความรู้แค่ไหน,ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับตัวหลักทรัพย์ และการเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนรับทราบ เป็นต้น อย่างไรก็ดี เบื้องต้นประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ และสามารถออกประกาศเกณฑ์บังคับใช้ได้ภายในช่วงไตรมาส 3/2569 นี้

ประเด็นสำคัญที่ ก.ล.ต. มุ่งเน้นและจะนำมารับฟังความคิดเห็น เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุน และระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ การกำหนดคุณสมบัติและข้อกำหนดของผู้จัดการกองทุน และการเปิดเผยข้อมูล โดยกำหนดแนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส

"กระบวนการออกเกณฑ์จัดตั้ง Crypto ETF คาดว่าจะใช้เวลาเฮียริ่งประมาณ 30 วัน และดูความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากไม่มีประเด็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องนำเข้าคณะกรรมการกำกับตลาดทุนพิจารณาแล้ว และเข้าสู่กระบวนร่างประกาศและเฮียริ่งอีกครั้ง ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับผลของการเฮียริ่งด้วย แต่เบื้องต้นมั่นใจว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน"

Transition Bond มาแน่

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ยังเตรียมเปิดเฮียริ่งการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ หลังจากคณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.เสนอ

ทั้งนี้ การออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้ในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านหรือกิจกรรมสีเหลือง (amber) ตามมาตรฐานนิยามและหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมที่ยั่งยืนของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เกิดผลเชิงบวก โดย ก.ล.ต. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ และประชาชน ก่อนจะออกร่างประกาศและมีการประกาศใช้ในลำดับต่อไป

เดินหน้าดัน TISA

ในด้านความคืบหน้าการผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) นั้น ก.ล.ต.จะเร่งทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังต่อไป หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้หยุดชะงักไปเพราะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งอาจต้องรอเรื่องนิ่งอีกซักพัก แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันท่านเลขาธิการ ก.ล.ต.ก็ได้มีการไปหารือกับปลัดกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน Taskforce ของตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชุด หลังจากก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) เพื่อสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย

โดยคณะทำงานชุดดังกล่าวมีวัตถุประสงส์เพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยให้ดีขึ้น หลังที่ผ่านมาพบเห็นปัญหาเรื่องหุ้นกู้ประเภทไฮยิลด์บอนด์ รวมถึงทำอย่างไรให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้แทนจาก ก.ล.ต.,คณะกรรมการกำกับตลาดทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมในคณะทำงานชุดนี้ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...