โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

มิตรสหายของเรา

ไทยโพสต์

อัพเดต 26 มีนาคม 2569 เวลา 6.33 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เป็นการเริ่มต้นที่ดี…

สารจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย ได้เห็นแล้วใจชื้นครับ

"….เราขอแจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศของเราและรัฐสุลต่านโอมาน เรือไทยลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสงบสุข เราให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเราและจะไม่ลืมมิตรสหายของเรา….”

นี่คือสถานการณ์เชิงบวกสำหรับประเทศไทย

ขณะที่มุมมองผู้นำชาติอื่น หายนะกำลังมา

นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ เตือนเมื่อวันพุธว่า สงครามในตะวันออกกลางเป็นสถานการณ์ที่ "เลวร้ายกว่า" การรุกรานอิรักในปี ๒๕๔๖ มาก

"…นี่ไม่ใช่สถานการณ์เดียวกับสงครามที่ผิดกฎหมายในอิรัก เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นมาก เลวร้ายกว่ามาก และมีศักยภาพที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างและลึกซึ้งกว่ามาก…"

ก็อยากให้พี่น้องชาวไทยได้รับรู้ว่า สถานการณ์หลังจากนี้ ยังไม่มีอะไรแน่นอน

หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ใช้คำว่า

"…การโจมตีบริเวณโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านและอิสราเอลอาจก่อให้เกิด หายนะอย่างร้ายแรง…"

"…การโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อเร็วๆ นี้ใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์ทั้งในอิสราเอลและอิหร่านเน้นย้ำถึงอันตรายอย่างยิ่งของการยกระดับที่รุนแรงขึ้น…"

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกของโลกก็ได้ที่มีการโจมตีทางทหารใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์

ก็ได้แต่หวังครับว่า เมื่อเรือไทยลำแรกผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสงบสุขมาแล้ว จะมีลำต่อๆ ไป และต่อๆ ไปขนน้ำมันดิบมายังโรงกลั่นไทย

น้ำมันโดยเฉพาะดีเซลถึงจะแพงแต่ไม่ขาด

อิหร่านในสายตาสหรัฐฯ และอิสราเอล คือปีศาจ แต่สายตาคนไทยส่วนใหญ่อิหร่านคือมิตร คือคู่ค้า ฉะนั้นมิตรสหาย และมิตรภาพ จะต้องยั่งยืนแม้ในยามวิกฤต

ครับ…เรารับรู้รับทราบสงครามในมุมมองของสหรัฐฯ มาเยอะแล้ว ในมุมอิหร่านไม่ค่อยจะมีการพูดถึงในสื่อหลักของโลกสักเท่าไหร่

ศึกษาบทความวิชาการเชิงวิพากษ์ เขียนโดย “นัสเซอร์เรดดิน ไฮดารี” เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย ดูครับ

----------------------

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ดำเนินยุทธศาสตร์ "ความกดดันสูงสุด" (Maximum Pressure) รวมถึงการรุกรานและการยั่วยุทางทหารมานานหลายทศวรรษ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีแบบผสมผสาน ได้แก่ สัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism), สัจนิยมแนวนีโอคลาสสิก (Neoclassical Realism), ทฤษฎีวิพากษ์เชิงโครงสร้าง (Constructivism) และทฤษฎีเสถียรภาพอำนาจนำ (Hegemonic Stability Theory) เพื่อวิเคราะห์รากเหง้าของการรุกรานเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม บทความโต้แย้งว่าทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตะวันตกมักประสบภาวะ "ตาบอดทางการวิเคราะห์" เนื่องจากละเลยขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ นวัตกรรมทางทหารแบบอสมมาตร และชาตินิยมทางอารยธรรมที่มีมานานนับพันปีของชนชาติอิหร่าน

การศึกษานี้สรุปว่า ผู้รุกรานไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย "การเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง" แต่ยังได้ทำลายระเบียบความมั่นคงที่ตนเองสร้างขึ้น สร้างความเสียหายต่อจิตวิญญาณแห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎบัตรสหประชาชาติที่มุ่งหวังจะปกป้องคนรุ่นหลังจากการสงคราม การกลับไปสู่ลัทธิจักรพรรดินิยมที่เปิดเผยนี้ได้เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar Order)

กรอบแนวคิดทางทฤษฎี: รากเหง้าของการรุกราน

ความบาดหมางอย่างต่อเนื่องต่ออิหร่านมักถูกอธิบายผ่าน สัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาอำนาจสูงสุดเพื่อป้องกันการผงาดขึ้นของคู่แข่งในระดับภูมิภาค ในมุมมองของ สัจนิยมแนวนีโอคลาสสิก (Neoclassical Realism) สถานการณ์นี้ถูกซ้ำเติมโดย "สายพานส่งต่อภายใน" โดยเฉพาะอิทธิพลของล็อบบี้สนับสนุนอิสราเอลและกลุ่มอุตสาหกรรมทางทหารในวอชิงตัน

นอกจากนี้ ทฤษฎีวิพากษ์เชิงโครงสร้าง (Constructivism) ยังเผยให้เห็นว่า "ภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากอิหร่าน" ถูกสร้างขึ้นทางสังคมอย่างไร ผู้รุกรานใช้การวาดภาพอิหร่านให้เป็น "ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่" (Existential Threat) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม วาทกรรมนี้ล้มเหลวในการพยากรณ์ถึงการดำเนินยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งปฏิเสธที่จะเล่นตามเกมของมหาอำนาจที่กำลังเสื่อมถอย

โล่แห่งการต่อต้าน: นวัตกรรมอสมมาตรและการสร้างความประหลาดใจทางยุทธศาสตร์

สาเหตุหลักประการหนึ่งของความล้มเหลวในการรุกรานทางทหารคือ ความประหลาดใจทางยุทธศาสตร์ที่เกิดจากวิวัฒนาการทางทหารของอิหร่าน ในขณะที่ทฤษฎีเสถียรภาพอำนาจนำคาดการณ์ว่าเจ้าผู้นำจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายให้ยอมจำนนผ่านการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ แต่ยุทธศาสตร์ "การต่อต้านการเข้าถึงและการปฏิเสธพื้นที่" (Anti-Access/Area Denial - A2/AD) ของอิหร่านกลับพิสูจน์ในทางตรงกันข้าม

การป้องปรามแบบอสมมาตร (Asymmetric Deterrence): อิหร่านประสบความสำเร็จในการสร้าง "ดุลอำนาจแบบอสมมาตร" ผ่านการพัฒนาคลังแสงขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงและฝูงโดรน (เช่น ซีรีส์ Shahed) การโจมตีฐานทัพ Ain al-Asad ในปี ۲۰۲۰ อย่างแม่นยำ ได้ทำลายตำนานความได้เปรียบทางอากาศอย่างเบ็ดเสร็จของตะวันตก

ความสามารถในการฟื้นตัวจากภายใน (Indigenous Resilience): อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านพึ่งพาตนเองเป็นหลัก สี่ทศวรรษของการคว่ำบาตรไม่เพียงแต่ไม่สามารถบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่าน แต่ยังนำไปสู่ "การก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี" ที่ทำให้ระบบป้องกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและทางตันทางยุทธศาสตร์

ชาตินิยมทางอารยธรรม: ปัจจัยหลายพันปี

ทฤษฎีกระแสหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักละเลยอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของอิหร่าน อิหร่านคือ "รัฐอารยธรรม" (Civilization-State) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี

เกราะป้องกันทางอารยธรรม: รูปแบบการต่อต้านในปัจจุบันได้เชื่อมโยงแนวคิดอิสลามเข้ากับแนวคิดโบราณของอิหร่านเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน "ชาตินิยมแห่งสหัสวรรษ" นี้สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยาต่อการครอบงำจากภายนอก แรงกดดันจากภายนอกแทนที่จะสร้างความแตกแยก กลับนำไปสู่ปรากฏการณ์ "การรวมตัวรอบธงชาติ" (Rally 'round the flag) และเสริมสร้างจิตสำนึกแห่งชาติของชาวอิหร่านในฐานะป้อมปราการต่อต้านลัทธิจักรพรรดินิยมสมัยใหม่

ความย้อนแย้งของจักรพรรดินิยม: การเสื่อมสลายของจิตวิญญาณรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎบัตรสหประชาชาติ

การกลับไปสู่ลัทธิจักรพรรดินิยมของสหรัฐฯ เพื่อปิดล้อมอิหร่าน ไม่เพียงแต่ทำให้เอเชียตะวันตกขาดเสถียรภาพ แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างทางกฎหมายและจริยธรรมภายในของสหรัฐฯ เอง

สาธารณรัฐกับจักรวรรดิ: การแสวงหาอำนาจนำระดับโลกจำเป็นต้องมี "ความเป็นประธานาธิบดีแบบจักรพรรดิ" (Imperial Presidency) ซึ่งเด่นชัดขึ้นในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ซึ่งฝ่ายบริหารหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาคองเกรสเพื่อดำเนินแคมเปญ "ความกดดันสูงสุด" การก่อสงคราม และการลอบสังหารที่ผิดกฎหมาย

ความเสื่อมถอยของหลักนิติธรรม: สหรัฐฯ ได้ทำลายระเบียบที่ใช้กฎเกณฑ์ (Rules-based Order) ที่ตนเองสร้างขึ้น โดยการใช้ระบบการเงินระหว่างประเทศเป็นอาวุธและการละเมิดสนธิสัญญา (เช่น JCPOA) ลัทธิของทรัมป์ได้เร่งความเสื่อมถอยนี้ โดยนำ "สัจนิยมเชิงแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism) มาแทนที่บรรทัดฐานเชิงสถาบัน การหันเข้าหาหลักการ "อำนาจคือธรรม" (Might is Right) นี้ได้ทำให้จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ว่างเปล่า และทำลายบูรณภาพภายในของสาธารณรัฐเพื่อสังเวยแก่จักรวรรดิที่กำลังล้มเหลว พร้อมทั้งทำให้จิตวิญญาณแห่งความมั่นคงร่วมกันตามกฎบัตรสหประชาชาติต้องสลายลง

บทสรุป: รุ่งอรุณแห่งความจริงในโลกหลายขั้ว

รัฐผู้รุกราน (สหรัฐฯ และอิสราเอล) ได้มาถึงทางตันทางยุทธศาสตร์ ความพ่ายแพ้ของพวกเขาไม่ใช่แค่ในเชิงยุทธวิธี แต่เป็นในเชิงระบบ: ۱. ความพ่ายแพ้ทางทหาร: พวกเขาถูกยับยั้งด้วยอำนาจแบบอสมมาตรที่สร้างสรรค์ของอิหร่าน ۲. ความพ่ายแพ้ในระดับโลก: ด้วยการทำลายระเบียบความมั่นคงระหว่างประเทศเพื่อมุ่งเป้าไปที่อิหร่าน พวกเขาได้ "ขุดหลุมฝังศพ" ให้กับยุคขั้วอำนาจเดียว ۳. ความพ่ายแพ้ภายใน: การไล่ตามเป้าหมายจักรพรรดินิยมของทรัมป์ได้ทำลายความน่าเชื่อถือทางศีลธรรมและรัฐธรรมนูญภายในของสหรัฐฯ

ในท้ายที่สุด การอยู่รอดและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอิหร่านคือข้อพิสูจน์ถึงชัยชนะของรัฐอารยธรรมเหนือลัทธิอำนาจนำที่สุดโต่ง ยุคของการแทรกแซงฝ่ายเดียวได้สิ้นสุดลงและถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงของโลกหลายขั้ว ที่ซึ่ง "ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์" และ "อัตลักษณ์โบราณ" ทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องมือที่ล้าสมัยของลัทธิจักรพรรดินิยมในศตวรรษที่ ۲۰

ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ ขณะที่เงาของความบาดหมางทอดทับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การกลับไปสู่ภูมิปัญญาพื้นฐานของ "ผู้ปลดปล่อยผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา" อย่าง อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ คือความจำเป็นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ลินคอล์นได้กล่าวในสุนทรพจน์รับตำแหน่งครั้งแรก ขณะที่เห็นคนในชาติอยู่บนขอบเหวแห่งความแตกแยกด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า: "เราไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นมิตร… เราต้องไม่เป็นศัตรูกัน" ท่านได้กล่าวถึง "ทูตสวรรค์แห่งธรรมชาติที่ดีกว่าของเรา" (The better angels of our nature) ซึ่งหมายถึงสัญชาตญาณอันสูงส่งของมนุษย์ ความมีเหตุผล และความเห็นอกเห็นใจที่ควรปกครองชะตากรรมของมนุษย์

ทูตสวรรค์ในวันนี้ต้องถามชาวอเมริกันว่า สงครามที่ทำลายล้างซึ่งเริ่มต้นจากการรุกรานอิหร่าน การสังหารผู้นำและพลเมือง และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานนั้น รับรอง "ทูตสวรรค์แห่งจิตวิญญาณอเมริกัน" หรือเป็นเพียงการรับใช้ผลประโยชน์ของผู้แสวงหาอำนาจนำในภูมิภาค (ระบอบอิสราเอล) และซ้ำเติมวิกฤตการณ์กันแน่?

หากเป็นดังที่อับราฮัม ลินคอล์น ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ที่เกตตีสเบิร์ก ว่ารัฐบาลต้อง "ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน" เช่นนั้นแล้ว เจตจำนงที่แท้จริงของชาวอเมริกันควรทุ่มเทให้กับการปกป้องชีวิตและการใช้การทูตเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมจากสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลางที่ต้องแลกด้วยราคาแพง

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ จะซื่อสัตย์ต่อมรดกของลินคอล์น โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางแห่งการทำลายล้างและการรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของอิหร่าน เช่น โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนเด็กหญิงในเมืองมินาบ และหันมาช่วยเหลือประชาชนทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจากโศกนาฏกรรมการสู้รบที่ไม่มีชนชาติใดต้องการ?

-----------------

ครับ…มีประโยคหนึ่งของ “ลินคอล์น” ที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ควรจะจำให้ขึ้นใจ

Force is all conquering, but its victories are short lived.”

“…กำลังนั้นชนะทุกสิ่ง แต่ชัยชนะนั้นอยู่ได้ไม่นาน…”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...