ความสุขที่ได้ให้ จากโอกาสที่ได้รับ : Happy SDU
ผศ.ดร.ศุภศิริ บุญประเวศ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและการสื่อสาร นำเสนอบทความเรื่อง “ความสุขที่ได้ให้ จากโอกาสที่ได้รับ : Happy SDU” ความว่า “ความสุข” คำสั้นๆที่บ่งบอกถึงสภาวะของบุคคลได้เป็นอย่างดี ตามนิยามของ Cambridge Dictionary ให้ความหมายของคำนี้ว่า หมายถึง ความรู้สึกที่มีความสุข ในทางจิตวิทยา Merriam Websterให้ความหมายไว้ว่า ความสุขคือความเป็นอยู่ที่ดี แต่ความเป็นอยู่ที่ดีของแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันไปตามความพึงพอใจส่วนบุคคล นอกจากนี้ “ความสุข” ยังสัมพันธ์กับองค์ประกอบต่อไปนี้ (The School of Positive Psychology, 2025) 1) อารมณ์เชิงบวก ทั้งความรู้สึกซาบซึ้ง ความหวัง ความรัก 2) ความผูกพันต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3)ความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งและการได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อน 4)การมีความหมายเป็นความรู้สึกของบุคคลที่รู้สึกถึงตัวตนของตนเอง และ 5) ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตนเองต้องการ
จากองค์ประกอบทั้ง 5 องค์ประกอบจะเห็นได้ว่า ความสุขของบางคนอาจเรียบง่ายภายใต้ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงในครอบครัว ความสุขบางคนอาจท้าทายภายใต้การค้นหาความหมายในตัวตน ความสุขบางคนอาจยังมาไม่ถึงเพราะไม่ถึงความสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ ความสุขของแต่ละคนจึงมีหลายรูปแบบและหลายระดับต่างกันไป
สำหรับผู้เขียน “ความสุขที่ได้ให้” คือความสุขที่มีค่ามากๆทีเดียว เริ่มต้นย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2550 ซึ่งเริ่มต้นเรียนต่อในระดับปริญญาโท ด้านการสอนภาษาไทย ด้วยความหวังที่จะ “สร้างครูยุคใหม่” ให้สอนเด็กใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการต่อยอดอาชีพได้ จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 2552 และได้เข้าทำงานในสวนดุสิตปี 2553
ผู้เขียนไม่ได้สำเร็จการศึกษาด้านศิลปศาสตร์หรืออักษรศาสตร์ แต่สวนดุสิตในขณะนั้นเปิดรับอาจารย์ด้านดังกล่าวเพื่อสอนในคณะมนุษยศาสตร์ อาจารย์ของผู้เขียนได้แนะนำว่า ลองดูไหม ถ้าเขาให้เราได้ลองสอบ แสดงว่าเราก็ยังมีโอกาส วันที่ไปสมัครผู้เขียนยังจำได้ดีว่ามีการต่อสายตรงถึงผู้บริหารคณะว่าให้สมัครไหม ผู้บริหารคณะในสมัยนั้นตอบว่าให้สมัคร จากวันนั้นคือ “โอกาสเล็กๆ” ที่สวนดุสิตยื่นให้ และนำมาซึ่งวันนี้ที่ผู้เขียนยังคงตระหนักถึงโอกาสนั้นอยู่เสมอ
ความสุขที่ได้รับในวันนั้นนำมาซึ่ง “ความสุขในการให้นักศึกษา” เมื่อใดก็ตามที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสอนนักศึกษาแต่ละรุ่น สิ่งที่ผู้เขียนสอนไม่ได้เพียงเป็นการสอนเนื้อหาให้บทเรียนเท่านั้น หากแต่ยังให้นักศึกษาได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงจากการทำงาน เพราะ “ภาษา” ถ้าไม่ได้นำมาสื่อสาร ภาษานั้นก็จะตายในสักวัน ขณะเดียวกันการที่นักศึกษาได้เผชิญกับสถานการณ์จริง นักศึกษาจะเรียนรู้และใช้ภาษาในการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น เพราะชีวิตจริงภาษาต้องปรับ เปลี่ยน ประยุกต์ให้ถูกใจมากขึ้น
จนกระทั่งในปี 2554-2555 มหาวิทยาลัยได้ให้ “โอกาส” ในการเป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ในครั้งนั้นได้นำมาซึ่งการเรียนรู้วิธีสอนนักศึกษาต่างชาติ และสามารถเป็นวิทยากรของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หลักสูตรพัฒนาทักษะผู้สอนภาษาและวัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างชาติ ซึ่งจัดโดย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล มาแล้ว 3 รุ่นด้วยกัน
ประสบการณ์ในการไปสอนให้กับชาวต่างชาติ นำมาสู่การสอนนักศึกษาไทยให้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อนำไปใช้ในการสอนให้กับเด็กไทยและเด็กต่างชาติได้ ซึ่งปัจจุบันผู้เขียนได้มีโอกาสสอนรายวิชาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา จึงได้วางแผนร่วมกับโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ ในการร่วมกันพัฒนาเทคนิคและรูปแบบการสอน เพื่อให้นักศึกษาสามารถที่จะสอนเด็กประถมศึกษาได้ โดยในสัปดาห์ที่ 1- 9 ผู้สอนและนักศึกษาจะฝึกฝนเตรียมความพร้อม จากนั้นสัปดาห์ที่ 10 – 15 นักศึกษาจะเข้าจัดกิจกรรมจริงในห้องเรียนชั้นประถมศึกษา โดยมีอาจารย์ และครูภาษาไทยในระดับชั้นนั้น ร่วมกันสะท้อนผลในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนานักศึกษาร่วมกัน
ในปี 2558 ผู้เขียนได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่อีกครั้งในการพัฒนาตนเองด้วยการไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ว่าผู้เขียนในขณะนั้นจะยังไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหาร มีเพียงความสนใจและความตั้งใจในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการปฏิบัติงานจริง แต่ “สวนดุสิตให้โอกาส” ในการลาเรียนเต็มเวลา
โอกาสในการพัฒนาตนเองไม่ได้มีเพียงแค่นั้น เพราะในปี 2559 ผู้เขียนค้นพบว่า สิ่งที่เรียนคล้ายคลึงกับแนวคิดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในขณะนั้นเป็นอย่างมาก และมีคำถามในหัวอยู่ตลอดเวลาว่า “คิดได้อย่างไร” เพราะการเป็นผู้บริหารไม่ใช่เพียงการบริหารงาน หากแต่ยังคงบริหารคน และมีวิสัยทัศน์ที่นำไปข้างหน้า คิดในสิ่งที่คนอื่นยังไม่คิด
ผู้เขียนขอโอกาสจากมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ด้วยการขอเข้าฝึกงานกับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยก็ให้โอกาส โอกาสที่ให้ได้เรียนรู้และถามในสิ่งที่สงสัย ได้ฝึกคิดในแบบผู้บริหาร ต้องยอมรับเลยว่า ตั้งแต่ได้รับโอกาสจากมหาวิทยาลัยในการฝึกงาน เมื่อต้องเข้าชั้นเรียนปริญญาเอก ผู้เขียนสามารถตอบคำถามและสามารถอธิบายต่างๆได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ครั้นสำเร็จการศึกษาในปี 2561 มหาวิทยาลัยให้โอกาสผู้เขียนอีกครั้ง (กี่ครั้งแล้วไม่รู้ ที่ผู้เขียนได้รับโอกาส) ในการเข้าสู่ตำแหน่งประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและการสื่อสาร ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสาขาเพิ่งสร้างใหม่ในปี 2560 การบริหารท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ “โอกาสที่ได้รับ” คือ ความหมายที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้เขียนเรียนรู้ พัฒนา และสามารถนำพาทีมมาได้จนถึงปี 2569
หากถามว่า “อะไรคือความสุขในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต” ต้องบอกเลยว่า สวนดุสิตไม่เคยปล่อยใครไว้ลำพัง ดังนั้นหากคุณมีความตั้งใจและพร้อมที่จะก้าวไปกับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็พร้อมที่จะให้โอกาสในทุกคน การช่วยเหลือกัน การใส่ใจกัน การดูแลกัน และการให้กันและกัน โดยไม่เคยถามว่า ถ้าฉันให้ฉันจะได้อะไร … คือแบบฉบับของคนสวนดุสิต
สำหรับผู้เขียนแล้ว มีความสุขที่ได้ให้ ทั้งการให้มิตรภาพที่ดีระหว่างกัน และการให้ความรู้/ประสบการณ์แก่นักศึกษา เมื่อใดก็ตามที่ผู้เขียนไปทำงานใด จะชวนนักศึกษาไปด้วยเสมอ เคยมีคำถามจากหลายคนว่า ผู้เขียนทำงานหลายอย่างได้อย่างไร ผู้เขียนมักจะตอบคำถามนี้ด้วยรอยยิ้มว่า มีทีมที่ดีและมีนักศึกษาคอยช่วย แม้ว่าผู้เขียนจะเป็นอาจารย์แต่เราอาจมีความรู้ในบางเรื่องไม่เท่านักศึกษา ขณะเดียวกันนักศึกษาอาจมีประสบการณ์บางอย่างไม่เท่าอาจารย์ การแบ่งปันความสุขด้วยการให้และการรับจึงเป็นแบบฉบับที่ลงตัว … และมีความสุขในสวนดุสิต