โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

The Ultimate Alpine Escape เที่ยวสวิส 3 เมือง Gstaad Villars และ Basel

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 53 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HELLO! Magazine Thailand

หากนิยามของความหรูหราในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ได้ถูกกำจัดอยู่เพียงแต่ความหวือหวาหรือวัตถุราคาแพง แต่คือ “เวลา” และ “ความสงบ” ที่เราสามารถตักตวงจากธรรมชาติได้อย่างเต็มเปี่ยม การเดินทางภายใต้คอนเซ็ปต์“Swiss Silent Luxury” คงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับนักเดินทางผู้โหยหาสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ทริปนี้ HELLO! ขอพาคุณไปเยือน 3 เมืองตากอากาศระดับไฮไลต์ของสวิตเซอร์แลนด์ Gstaad, Villars และ Basel แม้หมุดหมายทั้งสามจะตั้งอยู่ห่างไกลกัน ทว่าเสน่ห์ของการเดินทางครั้งนี้คือความสะดวกสบายที่เชื่อมต่อทุกจุดหมายเข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะเมื่อมีตั๋ว
Swiss Travel Pass ที่ช่วยเนรมิตการเดินทางข้ามเมืองให้เป็นเรื่องง่ายดาย

เปลี่ยนระยะทางที่ยาวไกลให้กลายเป็นความรื่นรมย์ผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสะกดตาสองข้างทาง เหมือนอยู่ในภาพยนตร์พาโนรามาที่เคลื่อนไหวได้บนขบวนรถไฟสายGolden Pass Express เส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ตอกย้ำให้ทั้ง 3 เมืองนี้เป็นจุดหมายในฝันอันแสนสมบูรณ์แบบ

ปฐมบทแห่งความหรูหรา และมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดเหล่าเจ็ตเซ็ตทั่วโลก

จุดหมายแรกของเราคือ Gstaad สวรรค์บนเทือกเขาแอลป์ที่นักแสดงระดับตำนานอย่าง Julie Andrews เคยกล่าวยกย่องไว้ว่าเป็น “The last paradise in a crazy world” หรือสรวงสวรรค์แห่งสุดท้ายในโลกที่แสนวุ่ยวายใบนี้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เมือง สิ่งที่ต้อนรับความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความเอ็กซ์คลูซีฟในทุกตารางนิ้ว เราเช็คอินเข้าที่พักที่ Gstaad Palace โรงแรมหรูระดับตำนานที่ตั้งตระหง่านราวกับปราสาทในเทพนิยาย

สตอรี่ของที่นี่มีความน่าสนใจและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ เพราะจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่เกิดจากที่อดึตคุณครูท่านหนึ่งได้ตัดสินใจซื้อที่ดินผืนงามนี้มาสร้างเป็นโรงแรม จนปัจจุบันได้กลายเป็นหมุดหมายปลายทางที่ดึงดูดบุคคลสำคัญและเซเลบรตี้ระดับเอลิสต์จากทั่วโลก ไม่เว้นแม้นแต่ราชาเพลงป๊อปอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน และเหล่าดาราฮอลลีวูดชั้นนำ ที่ต่างเลือกมาใช้เวลาพักผ่อนแบบความเป็นส่วนตัว เหตุผลที่เมือง Gstaad มัดใจคนดังได้อยู่หมัด ไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่เป็นความสงบงามของทิวทัศน์ภูเขาที่โอบล้อม พร้อมด้วยกิจกรรมไลฟ์สไตล์ระดับไฮเอนด์ทั้งการแข่งขันขี่ม้าโปโล และการนั่งรถม้าคลาสลิกชมทัศนียภาพรอบหมู่บ้านชาเลต์ไม้ที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมไว้ รวมถึงปฏิทินกิจกรรมระดับโลกที่อัดแน่นตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีคลาสสิก Gstaad Menuhin Festival & Academy หรือทัวร์นาเมนต์กีฬาดังอย่าง Swatch Beach Pro และ EFG Swiss Open Gstaad ที่เปลียนเมืองกลางหุบเขาให้มีชีวิตชีวา

เสียงสะท้อนจากขุนเขา และจิตวิญญาณแห่ง Gstaad

Gstaad street
Vue de la ville de Gstaad
Lake Lauenensee in Switzerland during a rainy day

เราเริ่มต้นเข้าวันใหม่ด้วยการดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างแท้จริง เมื่อคุณ Anita Hefti ผู้ฝึกสอนและไกด์ท้องถิ่นของเรา พาเดินทางขึ้นไปทานอาหารมื้อพิเศษบนกระท่อมกลางหุบเขา ท่มกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและเป็นส่วนตัวโดยสถานที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การบริหารของเจ้าของเดียวกับโรงแรม Gstaad Palace ก่อนจะนำเข้าสู่คลาสเรียนที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของชาวสวิส นั่นคือการร้องเพลงโยเดล (Yodel) คุณ Anita เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนที่เทคโนโลยียังเข้าไม่ถึง การร้องโยเดลด้วยโทนเสียงกังวานใสที่สลับจังหวะสูงต่ำนี้ คือวิธีการที่ชาวบ้านใช้สื่อสารกันข้ามหุบเขาอันกว้างใหญ่ การได้ทดลองเปล่งเสียงท่ามกลางอ้อมกอดของเทือกเขาแอลป์ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความผูกพันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ เรายังได้ลงลึกไปสัมผัส Cheese Grotto แหล่งบ่มชีสโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินลึกถึง 25 เมตร โดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่างRené Ryser มาเปิดประสบการณ์ศิลปะการบ่มชีสท้องถิ่นนับพันก้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความลักซชัวรีของที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งของราคาแพง แต่รวมถึงวิธีชีวิตดั้งเดิมที่ถูกเก็บรักษาและส่งต่อมาอย่างประณีต

หลังจากใช้พลังงานไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง Gstaad พร้อมปรนเปรอคุณด้วย นิยามของคำว่า “Region Of Pleasure” เพราะเมืองนี้คือศูนย์รวมร้านอาหารชั้นนำกว่า 100 แห่ง โดยมีถึง 19 ร้านอาหารอร่อยที่คว้าคะแนนรวมจาก Gault-Millau ได้สูงถึง 317 คะแนน พร้อมมิชลินสตาร์อีก 3 ดาว การันตีมื้ออาหารที่ติดตรึงใจก่อนจะปิดท้ายวันแห่งการผักผ่อนด้วยบริการเวลเนสระดับท็อปที่มีให้เลือกสรรอย่างครบครัน เพื่อคืนความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์แบบ

Villars…ยอดเขาสูงส่ง ศูนย์กลางแห่งคุณภาพชีวิต

เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนจุดหมาย การเดินทางที่แสนสะดวกสบายเริ่มขึ้น เราเลือกซึมซับความคลาสสิกผ่านขบวนรถไฟพาโนรามา MOB GoldenPass Belle Époque ความพิเศษของรถไฟขบวนนี้ คือการนำโบกี้รถไฟเก่าวินเทจมาบูรณะและดัดแปลงใหม่ได้อย่างประณีต โดยยังคงสถาปัตยกรรมและกลิ่นอายคลาสสิกสไดล์โอเรียนทัลเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน พร้อมชมทัศนียภาพสองข้างทางเคลื่อนผ่านผืนป่าเขียวขจี ทะเลสาบสีฟ้าใส หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา
และเทือกเขาแอลป์ก่อนเข้าสู่เมือง Montreux ก่อนจะต่อรถไฟไปเพียงอึดใจเพื่อเข้าสู่ Villars-sur-Ollon เมืองตากอากาศบนภูเขาที่เต็มไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย
เราเข้าพักที่ Villars Palace โรงแรมระดับห้าดาวที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างโอ่อ่าและอบอุ่น

เมือง Villars ไม่ได้มีดีแค่ทัศนียภาพอันงดงาม แต่ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับเวิลด์คลาส ที่มีโรงเรียนประจำ (Boarding School) ระดับท็อปของโลกถึง 4 แห่ง ได้แก่ Collège Alpine Beau Soleil, Aiglon College, La Garenne International School และ Préfleuri International Alpine School ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันชั้นนำที่เปิดสอนมายาวและได้รับความนิยมอย่างมากจากตระกูลเศรษฐีชั้นนำ รวมถึงกลุ่มคนไทยที่ส่งบุตรหลานมาศึกษาต่อที่นี่เพื่อซึมซับทั้งวิชาการและกิจกรรมกลางธรรมชาติ

นอกเหนือจากเรื่องการศึกษา อีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ที่ดึงดูดคนดังและมหาเศรษฐีให้มาเยือน Villars อย่างไม่ขาดสาย คือกิจกรรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและการชะลอวัย (Longevity) การได้มารีทรีตร่างกายพร้อมทอดสายตาชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาแอลป์ ถือเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดี

ซึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ในการมาเยือนที่นี่ คือการนั่งกระเช้าทะยานขึ้นกระเช้าทะยานขึ้นสู่ความสูง 3,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลเพื่อไปเยือนGlacier 3000 และท้าทายความกลัวบน Peak Walk by Tissot

Peak Walk by Tissot สะพานแขวนแห่งแรกในโลกที่เชื่อมยอดเขาสองยอดเข้าด้วยกัน ก้าวแต่ละก้าวบนสะพานความยาว 107 เมตรนี้ มอบความรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่เหนือเมฆ พร้อมวิวที่มองเห็นยอดเขาระดับตำนานอย่าง Matterhorn และ Mont Blanc ได้อย่างชัดเจนเต็มตา

บนส่งท้าย ณ Basel… เมื่อศิลปะและรสนิยมหลอมรวมกัน

ปิดท้ายทริปอันน่าประทับใจด้วยการเดินทางเช้าสู่เมือง Basel ศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่เปียมไปด้วยรสนิยมของสวิตเซอร์แลนด์ ที่นี่ชวนเราได้ดำดิ่งสู่โลกแห่งจินตนาการที่ Fondsation Beyeler พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง Renzo Piano ก่อนจะเข้าพักที่ Grand Hotel les Trois Rois โรงแรมระดับตำนานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมแม่น้ำไรน์ บริเวณ Schifflände ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและเส้นทางคมนาคมทางน้ำมาตั้งแต่โบราณ

ซึ่งที่นี่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและทรงคุณค่า โดยมีหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ 1681 ชื่อ “Les Trois Rois” หรือ “Three Kings” มีที่มาจากกษัตริย์ทัศนาจารน์ทั้งสามในคริสต์ศาสนา ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1754 มีการแกะสลักรูปปั้นไม้ของกษัตริย์ทั้งสามขึ้นประดับไว้บนหน้าอาคารจนกลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่น

สมุดเยี่ยมของ Les Trois Rois เปรียบเสมือนการบันทึกประวัติศาสตร์โลก เพราะเคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับตำนานมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น นายพลนโปเลียน โบนาปาร์ต ที่เคยมาเยือนใน ค.ศ. 1797 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ศิลปินอัจฉริยะ Pablo Picasso มหากวี Thomas Mann, Charles Dickens, Voltaire ไปถึงไอคอนแห่งวงการดนตรีอย่าง Bob Dyaln และ Rolling Stones

Middle bridge over the river Rhine in Basel, Switzerland

ล่าสุด โรงแรมแห่งนี้ได้เปิดฉากประวัติศาสตร์บทใหม่อันเงียบสงบด้วยการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่โดยสตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง Herzog & de Meuron ที่เข้ามาเนรมิตพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้อบอวลด้วยเสน่ห์ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นโซนเวลเนสสไตล์ญี่ปุ่น “Seijaku” หรืการเปิดตัวห้องอาหาร BANKS สถานที่แฮงเอาด์แห่งใหม่ของเมือง ค่ำคืนสุดท้ายจึงถูกเติมด้วยประสบการณ์ Social Dining ซึ่งเสิร์ฟอาหารสไตล์ยุโรป-เอเชีย ท่ามกลางงานศิลปะโดย Gerda Steiner และ Jörg Lenzlinger

ทริปการเดินทางไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเดินทางเช็คอินตามสถานที่สวยงาม แต่คือการได้มาชาร์จพลังชีวิตอย่างล้ำลึกผ่านความเงียบสงบ กิจกรรมไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ศิลปะอันวิจิตรและการเดินทางที่ตระหนักถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Swisstainable) ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นหมุดหมายปลายทางเดียวในโลกที่สามารถหลอมรวมความหรูหราธรรมชาติ และศิลปะแห่งการใช้ชีวิต ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

Getting there:

เดินทางโดยสายการบินSwiss Air (Swiss International Air lines) ที่ให้บริการเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยสู่เมืองซูริค ออกเดินทางในช่วงเที่ยง และเดินทางถึงซูริคในเวลาประมาณ 19.00 น. ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางระยะไกล เมื่อถึงซูริคในช่วงค่ำ สามารถเดินทางเข้าสู่โรงแรม เช็กอิน และพักผ่อนได้ทันที เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวและนอนหลับอย่างเต็มที่ตลอดคืน ตื่นขึ้นในเช้าวันถัดมาด้วยความสดชื่น โดยไม่ต้องกังวลกับอาการ Jet Lag มารบกวน

จุดเด่นของ SWISS Business Class :

  • ที่นั่ง Throne Seat: ที่นั่งเดี่ยวริมหน้าต่างที่มีโต๊ะขนาบสองข้าง กว้างขวางและเป็นส่วนตัวสูงมากสำหรับคนเดินทางคนเดียว
  • เบาะลมปรับความนุ่มได้: ปรับนอนราบได้ 2 เมตร และสามารถเลือกปรับความนุ่มหรือแข็งของเบาะได้ตามใจชอบ พร้อมระบบนวดในตัว
  • ชีสและช็อกโกแลตสวิสแท้: อาหารใช้วัตถุดิบระดับมิชลิน เสิร์ฟพร้อมชีสท้องถิ่นชั้นเยี่ยมและปิดท้ายด้วยช็อกโกแลตสวิสแท้
  • สกินแคร์แบรนด์เนม: ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำและชุดคิทดูแลตัวเองเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของ Soeder กลิ่น “Alpine Valley” ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนอยู่บนภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์
  • เลานจ์ระดับท็อปที่ซูริค: ห้องรับรองที่สนามบินซูริค (ZRH) มีระเบียงรับลมชมเครื่องบินภายนอก และมีบาร์วิสกี้ให้เลือกกว่า 100 ชนิด

Swiss Travel Pass บัตรเดินทางที่เปิดประตูสู่การเดินทางทั่วประเทศอย่างสะดวกสบาย ครอบคลุมไปทั้งรถไฟ เรือ รบบัส และรถราง Tram ให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์อันน่าจดจำ พิเศษยิ่งกว่าด้วยการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายงดงามระดับตำนานอย่าง GoldenPass Express และ MOB GoldenPass Belle Époque

Where to Stay

  • Gstaad Palace: โรงแรมระดับตำนานที่โดดเด่นราวกับปราสาท มอบประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับท่ามกลางวิวเทือกเขาแอลป์ และเป็นที่กบดานของเหล่าดาราฮอลลีวูดและเซเลบริตี้ระดับโลก
  • Villars Palace: ที่พักระดับห้าดาวใน Villars-sur-Ollon ที่ผสมผสานความหรูหราคลาสสิกเขกับความสงบของธรรมชาติ รายล้อมด้วยสถาบันการศึกษาระดับท็อปของโลก
  • Chalet RoyAlp Hôtel & Spa: สัมผัสความอบอุ่นและเอ็กซ์คลูวีฟในสไตล์ชาเลต์ที่รายล้อมด้วยวิวขุนเขา พร้อมบริการสปาและโปรแกรมสุขภาพแบบองค์รวม
  • Grand Hotel les Trois Rois: หนึ่งในโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์ในเมือง Basel มอบความหรูหราและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ในทุกตารางนิ้ว ย้อนไปถึงปี ค.ศ. 1681 เคยต้อนรับบุคคลสำคัญของโลกอย่างนโปเลียน โบนาปาร์ต และควีนเอลิซาเบธที่ 2 ปัจจุบันได้รับการแปลงโฉมใหม่โดย Herzog & de Meuro
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...