“ดีเอสไอ” เลื่อนประชุมคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ไม่มีกำหนด หลัง “ยุทธนา” โดนเด้ง
จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 ก.ย. 69 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอจำนวน 6 ราย โดยมี 1 ตำแหน่งถูกจับตาสำคัญมาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว.67 ตามกฎหมายเลือกตั้ง และคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
โดยในที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แทน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ขณะที่ พ.ต.ต.ยุทธนา เตรียมไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับซี 11 ซึ่งมีกระแสข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุภายหลังว่า การโยกย้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความไม่พอใจของฝ่ายการเมืองที่มีต่อดีเอสไอ กรณีเนื้อหาภายในสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. โดยเฉพาะคำให้การพยานปากสำคัญหลายราย และพยานเอกสารหลุดไปสู่บุคคลภายนอก ซึ่งอาจมีผลต่อการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาทิ iLaw - โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นำไปใช้เผยแพร่สู่สาธารณะ จนกระทบต่อบุคคลระดับแกนนำทั้งในและนอกพรรคภูมิใจไทย และเพื่อต้องการวางแนวทางกำกับควบคุมสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ซึ่งจะต้องสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ หลังก่อนหน้านี้สั่งฟ้องผู้ต้องหากลุ่มแรกไปเพียง 8 ราย แต่อัยการคดีพิเศษเห็นว่าเป็นคดีที่มีการทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำหลายส่วน
จึงให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมกับคน 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย เพื่อประกอบเข้าสำนวนพร้อมกับนำความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบเข้าสำนวนเช่นเดียวกัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผชิญสถานการณ์เตรียมเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ จาก พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่จะมีการโอนย้ายจากอธิบดีกรมคุมประพฤติมานั้น ก็ทำให้สำนวนคดีอาญา อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ส่อชะงักลงทันที โดยเดิมทีแรก คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เตรียมจะประชุมในช่วงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อวางกรอบและแนวทางการสอบสวนเพิ่มเติม การรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษที่ตีกลับสำนวน แต่เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโยกย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนอยู่แล้วนั้น ให้เตรียมไปเป็นดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับซี 11 ก็เป็นเหตุให้การประชุมนัดแรกของคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ต้องถูกเลื่อนออกไปไร้กำหนด และยังไม่มีกำหนดการใหม่ จนกว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องรอการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของ ร.ต.อ.ปิยะ เพื่อรอรับทราบแนวทางและนโยบายในคดีอาญา โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ว่า ร.ต.อ.ปิยะ จะมีแนวทางและกำชับข้อปฏิบัติอย่างไรในการสอบสวนสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพื่อดีเอสไอจะได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นรอบคอบก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง.