โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดร.สมคิด” รำลึก 100 ปี “อาจารย์สังเวียน” ผู้วางรากฐานธรรมาภิบาล ตลาดทุนไทยเติบโตบนความเชื่อมั่น

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อวงการบัญชี การศึกษาด้านบริหารธุรกิจ และการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยเน้นย้ำถึงหลักการธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์ และการสร้างคนเพื่ออนาคต

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ในโอกาสวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงคุณูปการที่มีต่อตลาดทุนไทย โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ

ดร.สมคิดเริ่มโดยกล่าวว่า ได้ผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดงานรำลึกครั้งนี้ เพราะเห็นว่า อาจารย์สังเวียนเป็นบุคคลที่ควรได้รับการยอมรับและกล่าวถึงมากกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากผลงานจำนวนมากเกิดขึ้นในลักษณะของการทำงานอยู่เบื้องหลัง

“เพื่อระลึกถึงท่านอาจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ในฐานะที่เป็นอาจารย์และลูกศิษย์กัน ผมเห็นว่าไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการยกเอาสิ่งที่ท่านเคยเชื่อมั่น และสิ่งที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาเป็นบทเรียน เพื่อให้พวกเราและลูกหลานได้นำไปสร้างสังคมที่ดีต่อไปในอนาคต”

“ผมเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สังเวียน ฉะนั้นผมจะไม่พูดเท็จ ผมพูดความจริง และไม่ได้มีเจตนาอื่นใดทั้งสิ้น”

ดร.สมคิด ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญจากชีวประวัติและการทำงานของศาสตราจารย์สังเวียน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก

การสร้างคนและทักษะแห่งอนาคต

“ประการแรก สิ่งที่อาจารย์สังเวียนมอบให้เราคือแนวคิดที่ว่า บ้านเมืองและสังคมจะเดินไปข้างหน้าได้ ต้องอยู่ที่คน อยู่ที่การสร้างคน การสร้างทักษะที่เหมาะสมกับกาลเวลา”

ดร.สมคิดกล่าวว่า ในสมัยที่อาจารย์สังเวียนจบการศึกษาใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และได้ประกาศนียบัตรทางด้านบัญชี ยุคนั้นเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มเติบโต มาตรฐานธุรกิจยังไม่มี วิชาชีพบัญชีก็ยังไม่เกิดขึ้น “อาจารย์สังเวียนเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการสร้างวิชาชีพบัญชีขึ้นมา”

ขณะเดียวกัน การเป็นอาจารย์ของอาจารยืสังเวียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน ลูกศิษย์จำนวนมากของอาจารยืสังเวียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลานั้นเป็น “ลูกชาวบ้าน” ที่ต้องช่วยครอบครัวทำงานและหาเวลามาเรียน มาเรียนบ้างไม่มาเรียนบ้าง ทุกคนล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรนทั้งนั้น แต่อาจารย์สังเวียนคลุกคลีกับนักศึกษา ไม่ถือตัว และห่วงใย ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ทุกคน

“ผมจำได้ว่าลูกศิษย์เรียกท่านว่า “บรมครู” เป็น “ครูบังเกิดเกล้า” เพราะท่านสนใจแม้กระทั่งว่าลูกศิษย์มีเงินกินข้าวหรือไม่ มีงานทำหรือเปล่า เรียนรู้เข้าใจไหม มีเวลาหรือเปล่า ท่านมาดูแลทุกรุ่น”

สิ่งที่ ดร.สมคิดเห็นว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษอีกประการของอาจารย์สังเวียน คือ “เห็นอะไรก่อนล่วงหน้า เห็นแล้วไม่รอช้า ทำทันที”

ในขณะนั้น อาจารย์สังเวียนเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยกันสร้างคณะบัญชีที่ธรรมศาสตร์ขึ้นมา แต่เมื่อเห็นว่าบัญชีอย่างเดียวไม่พอแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา กำลังก้าวไปสู่ยุคของการบริหาร ในขณะที่สังคมไทยยังขาดแคลนผู้บริหารอย่างมาก จึงร่วมกับคณะบัญชีที่ธรรมศาสตร์ สร้างโครงการปริญญาโทขึ้นมา เปิดสอนในภาคค่ำ ให้คนที่ทำงานตอนกลางวัน ได้มาเรียนเพิ่มเติมความรู้ในตอนเย็น

แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ อาจารย์สังเวียนเป็นผู้ริเริ่มโครงการ Mini MBA หลักสูตรระยะสั้นสำหรับทุกคน สำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้บริหาร และยังต่อยอดไปสู่โครงการ Executive MBA ซึ่งเป็นหนึ่งในแห่งแรก ๆ ของประเทศไทย

“อาจารย์สังเวียนลงมือทำทันที ทั้งที่รู้ว่าบุคลากรในคณะบัญชีมีไม่เพียงพอ สมัยนั้นมีคนจบด้านบริหารธุรกิจอยู่ไม่กี่คน แต่ท่านรู้จักดึงลูกศิษย์ลูกหาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเข้ามาร่วมสอน นอกเหนือจากอาจารย์ในคณะ”

แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ อาจารย์สังเวียนยังตั้งศูนย์ศึกษารัฐวิสาหกิจขึ้นที่ธรรมศาสตร์ นำทีมอาจารย์จากธรรมศาสตร์ รวมทั้งตัวดร.สมคิดเอง ออกตระเวนไปตามรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้และยกระดับรัฐวิสาหกิจขึ้นมา เพราะรู้ว่าองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยคือรัฐวิสาหกิจ แต่คุณภาพของการบริหารยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น “ท่านบุกเบิกไปก่อน โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง”

ตลอดเวลาหลายสิบปี อาจารย์สังเวียนสร้างบุคลากรขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนจุฬาลงกรณ์ ธรรมศาสตร์ นิด้า และอีกหลายสถาบันก็เดินตามมาติด ๆ “ลองคิดดูว่า มีกี่คน กี่รุ่น ที่ออกไปสู่ภาคเอกชน ออกไปสู่ราชการ และออกไปสู่รัฐวิสาหกิจ”

“สิ่งเหล่านี้ หากไม่มีอาจารย์สังเวียนเป็นผู้จุดประกายขึ้นมา ผมขอถามตรง ๆ ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตั้งแต่สมัยนั้น ก็คงไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้”

“อาจารย์ให้โอกาสทุกคน โดยเฉพาะลูกศิษย์ลูกหา ตัวผมเองยังเป็นเพียงผู้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม หากอาจารย์ไม่ผลักดันให้ผมได้เข้าไปสอนวิชา Executive MBA ไม่พาผมเข้าไปเป็นที่ปรึกษาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมก็คงไม่มีวันนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงว่าในตัวอาจารย์ไม่เคยลืมลูกศิษย์ มองเห็นศักยภาพของลูกศิษย์”

ดร.สมคิดกล่าวว่า นี่คือบทเรียนสำคัญ เรื่องการสร้างคน หากรู้จักเรียนรู้จากสิ่งที่อาจารย์สังเวียนทำไว้ ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องถามว่าจะสร้างคนประเภทไหนสำหรับอนาคตข้างหน้า ในยามที่โลกกำลังเปลี่ยน เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน และ AI กำลังจะเข้ามา

ดร.สมคิดกล่าวต่อว่า เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนจะตกงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศหรือ White Collar เศรษฐกิจไทยกำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป คนที่ตกงานจะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบคือเขาต้องสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา ใช้แพลตฟอร์มและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ

“คำถามคือ คนเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลืออะไร และมหาวิทยาลัยรวมทั้งตลาดทุนควรคิดเรื่องนี้อย่างไร เพื่อรองรับอนาคตข้างหน้า”

ดร.สมคิดยกตัวอย่างเมืองจีนว่า ตอนนี้เด็กจบปริญญาตรีออกมาทำอาชีพไรเดอร์ ส่งของ เป็นอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “นี่คือบทเรียนสําคัญเลยว่า ถ้าเรารู้จักเอาสิ่งที่อาจารย์ทํามา แล้วมาดูว่าอนาคตเป็นยังไง ทําก่อน ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง”

ตลาดทุนเพื่อการพัฒนาประเทศไม่ใช่เพื่อการเทรด

จากบทบาทด้านการศึกษา ดร.สมคิดเข้าสู่บทเรียนประการที่สอง คือการวางรากฐานตลาดทุนไทย โดยย้ำว่า หากจะเข้าใจสิ่งที่ศาสตราจารย์สังเวียนทำ ต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจ “เจตนารมณ์” ของการสร้างตลาดทุน

“อาจารย์สังเวียนไม่เคยต้องการสร้างตลาดหุ้นเพื่อการเทรดหรือเพื่อแสวงหากำไร ท่านต้องการสร้างตลาดทุนที่เป็นสถาบัน เป็นระบบนิเวศ (ecosystem) สำหรับการระดมทุนภายในประเทศ เพื่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว” ดร.สมคิดกล่าวพร้อมกับย้าไปที่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯว่า “เรื่องนี้ ผมคิดว่าผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ต้องย้ำให้แม่นยำเสมอว่า เราเป็นตลาดหลักทรัพย์เพื่ออะไร”

ดร.สมคิดกล่าว ไม่เพียงเท่านั้น อาจารย์สังเวียนยังรู้ว่าการจะสร้างสิ่งใดขึ้นมาได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหน้าเสมอไป อาจารย์สังเวียนทำได้ทุกบทบาท “หากถามว่าใครคือผู้สร้างตลาดหลักทรัพย์ที่แท้จริง ผมบอกได้เลยว่าไม่มีใครเกินอาจารย์สังเวียน”

“ตั้งแต่สมัยคุณสมหมาย ฮุนตระกูล ที่ขอให้อาจารย์สังเวียนเข้ามาช่วยงานตลาด อาจารย์ก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด คนส่วนใหญ่รู้จักอาจารย์สุกรี อาจารย์มารวย แต่“อาจารย์สังเวียนคือเสาหลักที่แท้จริง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาหลักทรัพย์เข้ามาจดทะเบียน การกลั่นกรอง การตรวจสอบ หรือเรื่องกฎหมาย ทุกทีมล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน ท่านคุมทุกทีม แต่ไม่เคยบอกเลยว่าท่านเป็นผู้ลงมือทำ นั่นคืออาจารย์สังเวียน” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวต่อว่า เมื่อถึงเวลา ที่อาจารย์สังเวียนได้รับเชิญให้มาเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ ก็ลงมือทำด้วยตัวเองทุกอย่าง “ผมเองเป็นอนุกรรมการรับหลักทรัพย์ ท่านไม่ได้นั่งประชุมอยู่แต่บนโต๊ะ แต่พาทีมงานลงไปดูถึงที่ ไปดูบริษัทจริง ว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ และสมควรได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่”

สิ่งที่ถูกต้อง คือถูกต้อง สิ่งที่ผิด คือผิด

ดร.สมคิดกล่าวว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง อาจารย์สังเวียนรู้ว่าธรรมาภิบาล (governance) เป็นเรื่องสำคัญ พยายามบอกเสมอว่าต้องมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ มีการดูแลผู้ถือหุ้น และมีความโปร่งใส “ความเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวอาจารย์สังเวียนโดยแท้ เพียงแต่ท่านเป็นคนที่ไม่เคยคุยโม้ ไม่เคยโอ้อวด” แต่บรรดาลูกศิษย์และผู้ที่เคยร่วมงานกับอาจารย์สังเวียนทราบดี

“บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ท่านมอบให้คืออะไร คือการสร้างตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนนั้น ไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำได้ ท่านประสานงานกับทุกฝ่าย ทั้ง ก.ล.ต. ในสมัยของคุณเอกมล คุณปกรณ์ และผู้บริหารรุ่นต่อ ๆ มา ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่สมัยอาจารย์วิจิตร สุพินิจ หรือก่อนหน้านั้น รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ท่านประสานได้หมด”

การประสานเพื่อทำให้ทุกอย่างทำงานได้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการประสานให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยไม่แบ่งแยกหน้าที่ว่าเป็นของใคร

“บทเรียนจากเรื่องนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุใดอาจารย์สังเวียนจึงวางรากฐาน ก.ล.ต. สร้างสถาบัน IOD ตลอดจนสถาบันวิทยาการตลาดทุน ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อการสร้างตลาดทุนที่มีคุณภาพ มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และสร้างความเชื่อมั่น trust ให้เกิดขึ้น ซึ่งไม่ง่าย”

ดร.สมคิดกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของอาจารย์สังเวียน คือ เรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งอาจารย์สังเวียนพูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใครเข้าใจ “ฟังเป็นคำที่ไพเราะ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อน คือ การบริหารจัดการที่ถูกต้อง โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเป็นธรรม” ซึ่งอาจารย์สังเวียนเขียนเป็นคำจารึกไว้ จนตลาดหลักทรัพย์เห็นคุณค่าและนำมาจารึกไว้ในที่สุด

“อะไรคือความถูกต้อง ก็คือสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำเลย และอะไรคือความผิด ก็คือสิ่งที่ผิด แม้ทุกคนจะทำกัน” ดร.สมคิดกล่าวว่า อาจารย์สังเวียนพูดและเขียนไว้ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะเสื่อมทราม ทั้งศีลธรรม ความซื่อตรง (integrity) และความถูกผิด “บางครั้งก็มาถึงยุคที่ว่า อะไรถูกก็ถูก แต่ฉันไม่ทำเพราะไม่ได้ประโยชน์ อะไรผิดก็คือผิด แต่ใครจะทำไม”

ดร.สมคิดกล่าวว่า ถ้าสังคมเดินมาถึงยุคเช่นนั้น คำสอนนี้ถูกต้องอย่างยิ่ง เตือนให้เรามองตัวเอง มองตลาดหุ้น เราต้องช่วยกันดูว่าต้นไม้ที่อาจารย์ปลูกไว้ในขณะนี้ เติบโตแข็งแรงหรือไม่ หรือมีสิ่งใดที่เราต้องช่วยกันดูแลเพิ่มเติมจากนี้ เพราะโลกยุคนี้เต็มไปด้วยแพลตฟอร์มการลงทุนทางเลือก ตลาดหุ้น ก.ล.ต. รวมถึงแบงก์ชาติจึงต้องร่วมมือกันปรับตัวรองรับอนาคต”

หากเด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจตลาดหุ้นไทย แต่หันไปซื้อหุ้นต่างประเทศ ต้องประเมินว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนเจตนารมณ์ในการพัฒนาประเทศหรือมีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือไม่ มีเซกเตอร์ใหม่ ๆ ที่เป็นอนาคตของชาติหรือไม่ ถ้ายังไม่มี เราต้องรุกออกไปข้างนอก ร่วมมือกับ ก.ล.ต. และ BOI ทำช่องทางพิเศษ (track) เพื่อดึงหุ้นกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนในตลาด เพราะถ้ามีแต่กลุ่มเดิมๆ อย่างธนาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ “แล้วจะให้ใครมาเทรดหุ้น ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในเมืองไทยในระยะยาว”

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) กระบวนการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดของก.ล.ต. ต้องทำอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เพราะหากเกิดปัญหาเพียง 3-4 รายในแต่ละปี “ความไว้วางใจของนักลงทุนก็จะหมดไปทันที ต่อให้ดัชนีจะดีแค่ไหนก็ตาม คําว่า trust จะไม่ยืนยง”

ดร.สมคิดให้กำลังใจตลาดหลักทรัพย์ฯ และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้พลังสูงและต้องร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่รุ่นพี่ ๆ หลายท่านพร้อมจะช่วยผู้จัดการอย่างเต็มที่”

นอกจากนี้ไม่ต้องกังวลว่าตอนนี้ธรรมาภิบาล (governance) เป็นอย่างไร หรือคนเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ บ้านเมืองก็เป็นเช่นนี้ มีขึ้นก็มีลง จนมาถึงจุดที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอย และ “อย่าโกหกตัวเองว่าปีหน้าจะดี ปีโน้นจะดี เพราะไม่มีทางดีได้ เพราะเรารู้ว่าโครงสร้างมีปัญหา”

ดร.สมคิดกล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการประชุมที่สิงคโปร์ โดยมีกลุ่มคลังสมอง (think tank) เข้าร่วม ในที่ประชุมมีบริษัทลงทุนข้ามชาติและผู้คนในวงการ ซึ่งประเมินเพียงดัชนีสองตัว คือความสามารถในการแข่งขัน และบทบาทความสำคัญของประเทศต่าง ๆ ในภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ของอาเซียน

ผลการประเมินจัดอันดับเป็นสามระดับ ระดับที่ 1 ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ระดับที่ 2 คือเวียดนาม ระดับที่ 3 คือประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และพม่า

ไทยถูกจัดอยู่เคียงคู่กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกมองว่ามีข้อจำกัดในการเติบโต โดยไทยมาอยู่ในตำแหน่งแทนฟิลิปปินส์ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” และยังอยู่เคียงคู่กับพม่าในเรื่องบทบาทในเวทีต่างประเทศ

“สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ขณะนี้เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้วว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่คนพูดว่า อะไรผิดก็ช่าง ฉันจะทำ ใครจะทำไม ซึ่งเป็นอยู่ในทุกวงการเต็มไปหมด” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า อาจารย์สังเวียนเคยกำชับไว้ว่า ธรรมาภิบาลไม่ได้อยู่ที่กฎเกณฑ์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรที่จารึกไว้แล้วคนจะปฏิบัติตามธรรมาภิบาลเริ่มต้นที่คน ที่ปัจเจกบุคคล และไปจบลงที่คนเช่นกัน หากวันใดคนเริ่มเห็นว่าสิ่งที่เลวคือสิ่งที่ดี ธรรมาภิบาลยืนอยู่ไม่ได้ แต่หากวันใดคนเริ่มตั้งคำถามว่า เราเห็นสิ่งที่ผิดอยู่ แล้วเรายอมรับได้อย่างไร หากเราเริ่มลุกขึ้นยืน ไม่ยอมรับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สรรเสริญคนที่ทำไม่ดี แต่ยกย่องคนดีและให้โอกาสคนดี เมื่อนั้น เชื่อว่าไม่มีใครปิดบังได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“คำตอบจึงอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว คือนำคำจารึกของอาจารย์สังเวียนมาเผยแพร่ให้คนรู้ว่า อะไรผิด เราก็ไม่ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะให้ผลดีเพียงใด ไม่ว่าคนอื่นจะได้ดีด้วยวิธีนั้นอย่างไร เมื่อนั้นแหละ ธรรมาภิบาลจึงจะเกิดขึ้นในเมืองไทย” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดปิดท้ายว่า อาจารย์สังเวียนเป็นคนตัวเล็ก ทะมัดทะแมง แต่ชีวิตไม่ได้เล็กเลย ยิ่งชื่อเสียงและคุณงามความดีที่ทำไว้ ยิ่งยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “larger than life”ลูกศิษย์ยังระลึกถึงอาจารย์ และยังคิดถึงคำสอนของอาจารย์

“สังเวียน อินทรวิชัย” ปลูกรากฐานความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย

ด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกล่าวเปิดงานได้ระบุว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ผลักดันให้จัดงานรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ศ.สังเวียน อินทรวิชัย อดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยชี้ให้เห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เติบโตมาได้เพราะความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลที่อาจารย์สังเวียนวางรากฐานไว้

นายอัสสเดชยอมรับว่า ตอนเข้ารับตำแหน่ง รู้จักชื่ออาจารย์สังเวียน จากชื่อห้องประชุม “สังเวียน อินทรวิชัย” เท่านั้น ไม่ได้ทราบประวัติศาสตร์มากนัก แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งที่อาจารย์สังเวียนวางรากฐานไว้หลายอย่าง

หนึ่งในนั้นคือถ้อยคำจารึกของอาจารย์ที่ติดอยู่ภายในอาคาร ว่า สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทําสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทําสิ่งนั้น ซึ่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯคนปัจจุบันศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นำไปกล่าวบนเวทีต่าง ๆ บ่อยที่สุด จนตนเองจำได้ขึ้นใจ

“เราเห็นพฤติกรรมในสังคมปัจจุบันที่คำพูดนี้ยังใช้ได้อยู่ เช่น ขับรถบนทางด่วน คนชอบแซงซ้ายมาตัดหน้า จริง ๆ แล้วมันไม่ควรทำ ถึงแม้ทุกคนจะทำกัน” นายอัสสเดชกล่าว

นายอัสสเดช เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้พนักงานทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทที่องค์กรควรมีต่อสังคม คำที่ปรากฏมากที่สุดคือ trust, integrity, ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ นำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ว่า “Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” สร้างโอกาสที่น่าเชื่อถือ น่าเชื่อมั่นให้กับสังคม ให้กับทุกส่วนรวม

ในจำนวนลำดับความสำคัญ 4 ข้อ ข้อหนึ่งคือการเป็น “ตลาดที่น่าเชื่อถือ” (trusted marketplace) ส่วนหนึ่งใน 3 ค่านิยมหลักคือ “Integrity Always” และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดงาน “Integrity Day” เพื่อตอกย้ำค่านิยมนี้แก่พนักงาน และให้ integrity always อยู่ในจิตใจของทุกคน โดยเชิญครอบครัวของ อาจารย์สังเวียน และผู้บริหารรุ่นก่อนที่เคยร่วมงานกับอาจารย์สังเวียนมาเล่าถึงรากฐานที่วางไว้ตั้งแต่ก่อนมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

นายอัสสเดชเปรียบ อาจารย์สังเวียน เป็นผู้ปลูกต้นไม้ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ด้วยการหยอดเมล็ด ใส่ดิน รดน้ำ และใส่ปุ๋ย จนเติบโตเป็นร่มเงาในวันนี้ โดยเมื่อ 30 ปีก่อน มีบริษัทจดทะเบียนไม่ถึง 300 บริษัท มูลค่าตามราคาตลาด (market cap) ราว 1.5 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมี 865 บริษัท มูลค่าตามราคาตลาดราว 20 ล้านล้านบาท

นายอัสสเดชกล่าวว่า จากที่ได้รับฟังนักลงทุนต่างประเทศ ตลาดเติบโตมาได้เพราะนักลงทุนมีความเชื่อมั่น มี trust ในธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการของเศรษฐกิจไทย ตลาดทุนไทย และบริษัทจดทะเบียนไทย

“เป็นบทเรียนที่พนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกวันนี้ควรคำนึงถึงในการเริ่มปลูกต้นไม้ต้นใหม่ ๆ ถึงแม้เราเกษียณไปแล้วอาจไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้นั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราที่จะสร้างร่มเงาและความสุขให้คนรุ่นถัดไป เหมือนที่อาจารย์เคยทำไว้” นายอัสสเดชกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...