โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้หรือไม่ว่าคำขวัญของประเทศไทย "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ถูกกัมพูชาเอาไปใช้เป็นของตัวเอง

The Better

อัพเดต 07 ต.ค. เวลา 23.54 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. เวลา 11.30 น. • THE BETTER

เกือบ 20 ปีก่อนผมนั่งเล่นที่บาร์แห่งหนึ่งริมทะเลเมืองกำปงโสม (สีหนุวิลล์) ประเทศกัมพูชา เหลือบไปเห็นประกาศของรัฐบาลฉบับหนึ่งจึงอ่านดูเล่นๆ

คำแรกที่อ่านออกคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (ជាតិ សាសនា ព្រះមហាក្សត្រ) ซึ่งออกเสียงแบบเขมรว่า "เจียต สาสเนีย เปรียะมอหากสัตร์"

คนเขมรดีออกดีใจถามว่าว่าทำไมอ่านออกด้วย?

ผมได้แต่ยิ้ม แล้วบอกในใจว่า "ก็คำขวัญชาติกัมพูชาของเธอนั้น มันลอกมาจากของไทยทั้งดุ้น"

แต่ผมไม่ได้พูดออกไป เพราะพูดไปก็เปล่าประโยชน์ เนื่องจากที่นั่นมันเป็นบาร์ ไม่ใช่ห้องสอนวิชาประวัติศาสตร์

อนึ่ง ภาพประกอบบทความนี้ผมก็ยืมมาจากสื่อกัมพูชา แสดงธงสัญลักษณ์พุทธศาสนา ธงชาติ และธงสถาบันกษัตริย์ พร้อมกับรูปเจ้าเขมรทั้ง 3 องค์ โดยธงสถาบันกษัตริย์ (สีน้ำเงิน) นั้นมีแถบโบเขียนคำเขมรว่า"เจียต สาสเนีย เปรียะมอหากสัตร์" (ជាតិ សាសនា ព្រះមហាក្សត្រ) เอาไว้ด้วย

เราทราบกันว่า "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เป็นแนวคิดที่สถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ดังที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ปัญญาชนสยามผู้รอบรู้ได้อธิบายไว้ว่ารัชกาลที่ 6 นั้นทรงเป็น "คนไทยคนแรกที่คิดคํา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขึ้นโดยแปลมาจาก God King and Country ของอังกฤษ" (จากหนังสือ "เรื่องสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ")

ดังที่ท่านกล่าวไว้นั่นเอง "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ไม่ใช่แนวคิด "ออริจินัล" ของในหลวงรัชกาลที่ 6 แต่ทรงแปลงมาจากคติของอังกฤษเรื่อง God King and Country

แนวคิด God King and Country ไม่ได้อยู่แค่ในอังกฤษ แต่อยู่ในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์อีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่นับถืออิสลามอย่างโมร็อกโกด้วย

ในหลวงรัชกาลที่ 6 นั้นทรงสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษในยุคที่จักรวรรดิอังกฤษรุ่งโรจน์ที่สุดและชาตินิยมอังกฤษแข็งแกร่งที่สุด ในภาวะเช่นนี้จึงไม่แปลกที่จะทรงรับแนวคิดเรื่อง God King and Country มาใช้กับประเทศสยาม ซึ่งเริ่มที่จะสร้างตัวเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ให้ทัดเทียมชาติตะวันตก ซึ่งภารกิจนี้จะต้องอาศัยลัทธิชาตินิยมอย่างเข้มข้น เพื่อให้คนสยามร่วมกันสร้างประเทศให้เป็นเอกภาพ

แต่แนวคิด God King and Country จะใช้กับสยามทั้งดุ้นไม่ได้ เพราะคนสยามส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือพระเจ้า จึงทรงแปลงคำว่า God เป็น Religion หรือศาสนา ซึ่งเป็นคำกลางๆ ไม่ได้หมายถึงการนับถือหรือไม่นับถือพระเจ้า

ดังนั้น แม้จะทรงรับแนวคิด God King and Country แต่ก็ทรงผูกคำขึ้นมาใหม่ เป็น "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ดังนั้น คำขวัญนี้จึงเป็นแนวคิดดั้งเดิมที่เกิดขึ้นในประเทศสยามโดยพระมหากษัตริย์ของประเทศสยาม

และโปรดทราบอีกเรื่องก็คือ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นรัชกาลที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตไทยทั้งหลายนิยม "เล่น" ภาษาสันสกฤต ไม่เพียงแค่สนใจวรรณคดีสันสกฤตเท่านั้น แต่ยังมีการผูกคำใหม่ๆ ที่เกิดจากเทคโนโลยีโมเดิร์นของฝรั่งให้เป็นคำภาษาสันสกฤตเพื่อที่จะให้ดูเป็นไทยยิ่งขึ้น

ในรัชกาลนี้ การสร้างคำและคำขวัญแบบบาลีและสันสกฤตจึงรุ่งเรืองมาก และ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ก็เป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากยุคนั้น

ในหนังสือHistorical Dictionary of Thailand โดย Gerald W. Fry (พิมพ์ปี 2024) กล่าวถึง NATION, RELIGION, KING ของไทยเอาไว้ว่า

""ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เป็นเสาหลัก คำขวัญ และสโลแกนพื้นฐานของประเทศไทยในปัจจุบัน ธงชาติสีแดง ขาว และน้ำเงินในปัจจุบันสะท้อนถึงเสาหลักเหล่านี้ โดยสีแดงแทนประชาชนและชาติ สีขาวแทนพระพุทธศาสนา และสีน้ำเงินแทนสถาบันพระมหากษัตริย์ สโลแกนนี้ริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ในปี 1910 แต่ได้รับการฟื้นฟูและทำให้เป็นที่นิยมอีกครั้งโดยนายกรัฐมนตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่เขาเสริมสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อช่วยให้ระบอบการเมืองของเขามีความชอบธรรม ที่น่าสนใจคือ ประเทศกัมพูชามีสโลแกนเดียวกันนี้"

ย้ำว่า "ที่น่าสนใจคือ ประเทศกัมพูชามีสโลแกนเดียวกันนี้"

แนวกัมพูชาเอาคำขวัญของไทยไปใช้ได้อย่างไร?

บุคคลที่ริเริ่มแนวคิด "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ในกัมพูชา คือญุก แถม (ញ៉ុក ថែម) นักเขียนชาวกัมพูชา ซึ่งเกิดเมื่อค.ศ. 1903 ที่ตำบลสวายโปร์ อำเภอสังแก จังหวัดพระตะบอง อันเคยเป็นดินแดนของประเทศไทยมาก่อน และญุก แถมยังเคยมาเรียนภาษาบาลีในประเทศไทย จนได้เปรียญธรรม 5 ประโยคและนักธรรมโท สามเณรแถมบวชเป็นพระภิกษุในประเทศไทย ระหว่างปี ค.ศ. 1927 - 1930

จะเห็นว่าประเทศไทยในเวลานั้นไม่เพียงรุ่งเรืองเรื่องวรรณคดีสันสกฤต แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาบาลีด้วย และมีพระภิกษุ อุบาสกชาวเขมรและลาวมาเรียนที่กรุงเทพฯ เป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งฝรั่งเศส "ปฏิรูปศาสนา" ที่กัมพูชาเพื่อขัดขวางไม่ใช่พระเขมรมาเรียนที่ไทย เนื่องจากกลัวว่าจะใกล้ชิดกับไทยเกินไป

แต่ญุก แถมก็ยังมาเรียนที่ไทยและใกล้ชิดกับไทยขนาดหยิบเอาคำขวัญ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" กลับไปเมืองเขมรด้วย

ในบทความเรื่อง "การสถาปนาภาษาประจำชาติในกัมพูชาช่วงศตวรรษที่ 20: ข้อถกเถียงเรื่องระบบการเขียนและการบัญญัติศัพท์ใหม่" ของซาซากาวะ ฮิเดโอะ (Sasagawa Hideo) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกัมพูชา และศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยริทสึเมคัง เอเชียแปซิฟิก กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

"นอกจากนี้คำศัพท์เขมรที่แสดงถึงแนวคิดสมัยใหม่ยังได้รับอิทธิพลจากไทยอีกด้วย หัวจดหมายปัจจุบันของเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลมีคำว่า Kingdom of Cambodia (ព្រះរាជាណាចក្រកម្ពុជា) ในบรรทัดแรก และ Nation Religion King (ជាតិ សាសនា ព្រះមហាក្សត្រ) ในบรรทัดที่สอง เนื่องจากคำว่า Kingdom of Cambodia (ក្រុងកម្ពុជាធិបតី) ใช้กันในยุคอาณานิคม20 ปรากฏชัดว่าคำว่า រាជាណាចក្រ เป็นคำศัพท์สมัยใหม่ คำนี้มาจากคำไทยว่า "ราชอาณาจักร" ที่กษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเกียรติคุณเมื่อทรงต้องการคำที่เทียบเท่ากับคำภาษาอังกฤษว่า "kingdom" ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เชื้อพระวงศ์และพระภิกษุสงฆ์ในกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและภาษาของสยาม ซึ่งเป็นไปได้ว่าเมื่อต้องแปลแนวคิดสมัยใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับชาวฝรั่งเศส บุคคลเหล่านี้ได้อ้างอิงคำศัพท์สมัยใหม่ของไทย"

เนื้อหาสาระของข้อความที่ยกมาก็คือ

คำว่า "พระราชอาณาจักรกัมพูชา" (ព្រះរាជាណាចក្រកម្ពុជា) เป็นคำที่กัมพูชารับมาจากไทย เพราะในยุคอาณานิคมเรียกประเทศว่า "กรุงกัมพูชาธิบดี" (ក្រុងកម្ពុជាធិបតី) ซึ่งคำนี้ไทยก็ใช้เรียกมาแต่โบราณ คำเฉพาะว่า "ราชอาณาจักร" เป็นคำที่รัชกาลที่ 6 ทรงผูกขึ้นมาใหม่ใช้แทนคำว่า kingdom อย่างที่ผมชี้ไว้ว่า ในรัชกาลนี้นิยมเล่นการผูกคำสันสกฤตเพื่อนิยามศัพท์ใหม่ๆ ที่รับมาจากตะวันตก เมื่อไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้ของคนเขมรได้สร้างคำใหม่ขึ้นมา คนเขมรก็น้อมรับไปใช้ด้วย ซึ่งรวมถึงคำว่า "ชาติ ศาสนา กษัตริย์"

เรื่อง "ชาติ ศาสนา กษัตริย์" ที่กัมพูชานำจากไทยไปนั้น ซาซากาวะยะงชี้ให้เห็นด้วยว่า

"นอกเหนือจากการใช้คำสมัยใหม่อย่าง "Kingdom" (ราชอาณาจักร) แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงเผยแพร่คติพจน์ Nation Religion King (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์)เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างชาติและสถาปนารัฐในสยามอีกด้วย เท่าที่ทราบ คติพจน์นี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในกัมพูชาในบทนำของชุดรายการคำศัพท์ที่จัดทำโดยคณะกรรมการด้านวัฒนธรรม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารภาษาเขมรชื่อ กัมพุชสุริยะ (Kambuja Suriya) เมื่อปี ค.ศ. 1949 บทนำดังกล่าวเขียนโดยญุก แถม นักประพันธ์ชื่อดัง (1949, 243) ผู้ซึ่งได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Nation, Religion, King (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) ในปีถัดมา (ค.ศ. 1950) ทั้งนี้ ในช่วงปี ค.ศ. 1918–1930 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาบวชเป็นพระภิกษุ ญุก แถมเคยเดินทางมาศึกษาต่อในสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทว่างานเขียนของเขากลับไม่ได้กล่าวถึงอิทธิพลของสยามที่มีต่อคติพจน์นี้แต่อย่างใด สืบเนื่องจากกรณีพิพาทอินโดจีน (สงครามไทย-ฝรั่งเศส) ในช่วงต้นทศวรรษ 1940 สื่อสิ่งพิมพ์ของกัมพูชาเริ่มเน้นย้ำความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมกัมพูชาและไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดทอนการกล่าวถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมของสยามลง ซึ่งการที่ญุก แถมไม่ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวจึงสามารถทำความเข้าใจได้ในบริบทนี้"

โปรดทราบว่า ญุก แถมนั้นแม้จะเรียนที่ไทย แต่ต่อมาเป็นแกนนำเรียกร้องดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ จากไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนั้นชาตินิยมของกัมพูชากำลังก่อตัว ซึ่งเริ่มจากการต่อต้านไทย ดังนั้น "ความเกลียดชังไทย" จึงรุนแรงกระทั่งคนเหล่านี้พยายามลดทอนอิทธิพลไทยออกจากสิ่งที่พวกเขาเองนั้นก็ขอมาใช้จากไทย

เรื่องการที่กัมพูชารับคำขวัญจากไทยนั้นนักวิชาการอื่นๆ ก็ยอมรับเช่นกัน เช่น ในหนังสือ Cambodia's Second Kingdom Nation, Imagination, and Democracy โดย แอสตริด โนเรน-นิลส์สัน (Astrid Noren-Nilsson) อาจารย์อาวุโสสาขาการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสมัย ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยลุนด์ ความในหนังสือมีว่า

"ในช่วงทศวรรษ 1930 บุคคล (เขมร) ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตกจำนวนหนึ่งได้เชื่อมโยงแนวคิดชาตินิยมแบบตะวันตกเข้ากับแนวคิดเรื่องพระมหากษัตริย์และคณะสงฆ์ของพุทธศาสนาซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิม เพื่อสร้างศาสนาพลเมืองแห่งความจงรักภักดีต่อชาติ โดยอ้างอิงจากคำขวัญของไทยที่ว่า "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ซึ่งพระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงนำมาใช้ในประเทศไทย คำขวัญ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" จึงปรากฏขึ้นครั้งแรกในภาษาเขมร" (หน้า 76)

ที่ผมเขียนเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อจะทวง "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" จากกัมพูชา เพราะไทยเองก็รับจากตะวันตก แต่เรานำมาสังเคราะห์ใหม่จนเป็นของเราเอง แล้วสิ่งที่ไทยสังเคราะห์นั้นก็ส่งทอดไปยังกัมพูชา นี่เป็นตัวอย่างของการถ่ายทอดวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวิสัยปกติของมนุษยชาติ

เพียงแต่คนกัมพูชาทุกวันนี้ขาดความเป็น "อารยชน" (being civic) กล่าวคือ คิดจะผูกขาดว่าตัวเป็นผู้กำเนิดวัฒนธรรมทั้งปวงของไทย ทั้งๆ ที่ตัวนั้นรับไทยมามากมาย ดังที่ซาซากาวะกล่าวว่า

"เป็นที่ทราบกันดีว่าภาษาเขมรและภาษาไทยมีประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมาอย่างยาวนาน โดยคำศัพท์ภาษาเขมรโบราณในสมัยพระนครได้ถูกถ่ายทอดมายังสมัยอยุธยา และแม้กระทั่งในปัจจุบัน ภาษาไทยก็ยังคงใช้คำที่ยืมมาจากภาษาเขมรอยู่เป็นจำนวนมาก"

แต่ทว่า"กระแสนี้ค่อยๆ กลับทิศทาง ภาษาเขมรเริ่มยืมคำศัพท์ภาษาไทยจำนวนมากและแม้แต่ไวยากรณ์ของภาษาเขมรก็ได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยอย่างช้าที่สุดในศตวรรษที่ 18"

นี่คือตัวอย่างการถ่ายทอดให้แล้วถ่ายทอดคืนกลับอย่างฉันมิตรและเพื่อนบ้านที่ดี ก่อนที่กัมพูชาจะคลั่งชาติจนขาดความมีคุณธรรม อารยธรรม และจริยธรรม (civic sense)

ผมไม่ได้ว่าคนกัมพูชาเป็นคนป่าเถื่อน แต่หากไม่มี civic sense แบบไทยขึ้นมาบ้าง แล้วสองประเทศจะคุยกันรู้เรื่องเมื่อไรเล่า?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ទូរទស្សន៍ជាតិកម្ពុជា ទទក - TVK

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...