ผอ.รพ.วัย 36 พลิก รพ.เปือยน้อย จากขาดทุน 5 ล้าน สู่รายได้กว่า 20 ล้าน
สุดยอด!! ผอ.รพ.วัย 36 ปี พลิกวิกฤติรพ.จสกขาดทุน 5 ล้าน สู่รายได้กว่า 20 ล้าน จากสภาพตึกเก่าและขาดทุนสะสมสู่การสร้างรายได้โดยไม่พึ่งเงินบริจาคเป็นหลัก ด้วยแนวคิดเพิ่มรายได้ควบคู่คุมรายจ่าย ผอ.ฯย้ำชัดไม่มุ่งกำไร แต่ต้องนำเงินกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและคนทำงาน
เมื่อเวลา 11.300 น. วันที่ 8 ต.ค. 2569 ที่ รพ.เปือยน้อย อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น นพ.พิทยภูมิ สิริเพาประดิษฐ์ หรือ หมอภูมิ อายุ 36 ปี ผอ.รพ.ฯนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมการให้บริการประชาชนตามจุดต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล กลังเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงปัจจุบันร่วม 3 ปี ซึ่ง รพ.ฯแห่งนี้ เป็น รพ.ชุมชนขนาด 30 เตียง และเป็น รพ.ขนาดเล็ก มีสภาพอาคารและพื้นที่หลายส่วนเก่า ขาดการพัฒนา ขณะที่สถานะการเงินมีขาดทุนสะสมติดลบราว 5 ล้านบาท ก่อนมีการปรับระบบบริหาร บริการ ภูมิทัศน์ภายในและภายนอก รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร จนปัจจุบันสามารถสร้างรายได้กว่า 20 ล้านบาท และได้รับรางวัลโรงพยาบาลอัจฉริยะระดับเพชรจากกระทรวงสาธารณสุข
นพ.พิทยภูมิ กล่าวว่า การบริหาร หลักสำคัญไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการทำให้รายได้มากกว่ารายจ่าย ซึ่งมีอยู่ 2 ทาง คือเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ช่วงแรกที่เข้ามาบริหารก็ทดลองใช้วิธีประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ปิดแอร์ช่วงเที่ยง หรือปิดไฟบางช่วงเช่นเดียวกับที่หลายแห่งทำ แต่พบว่าการประหยัดเพียงอย่างเดียวยังไม่ตอบโจทย์ ขณะที่รายได้ยังไม่สามารถชนะรายจ่ายได้ แนวคิดจึงถูกปรับมาเป็นการเพิ่มรายได้ควบคู่กับควบคุมรายจ่ายให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยเปรียบเหมือนการบริหารเงินส่วนตัว หากมีเงิน 100 บาทแต่ต้องใช้ให้ได้ตลอด 1 สัปดาห์ ก็ต้องคิดว่าจะจัดการเงินอย่างไรให้อยู่รอดโดยไม่ต้องยืมหรือขาดทุน เช่นเดียวกับโรงพยาบาล หากมีเงิน 1 ล้านบาทก็ต้องคิดว่าจะบริหารอย่างไรให้สามารถใช้ต่อไปได้อีก 3 เดือน ไม่ใช่คิดเพียงว่าจะลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักสร้างรายได้จากศักยภาพและบริการที่ รพ.มีอยู่ด้วย
"สำหรับ รพ.ชุมชนขนาดเล็ก จุดสำคัญคือการทำงานเชิงรุกและระบบปฐมภูมิ เนื่องจากระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. มีงบประมาณสนับสนุนการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกให้วัคซีน การเยี่ยมบ้าน หรือการให้สุขศึกษา เมื่อโรงพยาบาลทำงานเชิงรุกเพิ่มขึ้น ดูแลประชาชนได้มากขึ้น งบประมาณในส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นและกลายเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล ขณะเดียวกันระบบบริการภายในต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ตั้งแต่เจ้าหน้าที่แรกรับต้องพูดจาดี ยิ้มแย้ม ให้คำแนะนำได้ ระบบตรวจต้องได้มาตรฐาน แพทย์ให้บริการตามมาตรฐาน มีอุปกรณ์และยาเพียงพอ รวมถึงนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ให้เหมาะสม เมื่อประชาชนได้รับบริการที่ดีจะเกิดการบอกต่อไปยังญาติหรือเพื่อน ทำให้มีประชาชนจากพื้นที่อื่นเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น เมื่อทั้งงานบริการและงานเชิงรุกเพิ่มขึ้น รายได้ของโรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย"
นพ.พิทยภูมิ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพราะหากบุคลากรทุกคนมีความเชี่ยวชาญในสายงานและได้ทำงานตรงกับความสามารถ ศักยภาพของโรงพยาบาลจะสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น บุคลากรที่ทำหน้าที่สรุปชาร์ต หากสามารถทำได้ถูกต้อง ตรงเวลาและตรงโรค ก็จะทำให้โรงพยาบาลเบิกจ่ายเงินได้สอดคล้องกับบริการที่ให้จริงมากขึ้น โรงพยาบาลไม่ได้มุ่งเน้นกำไร แต่ต้องการให้บริการที่ให้ไปกับเงินที่ได้รับกลับมาเกิดความสมดุล เมื่อมีเงินแล้วต้องนำกลับไปลงทุนในสิ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตของบุคลากร ประชาชน และคนในอำเภอดีขึ้น สิ่งใดเกิดประโยชน์ก็ลงทุน แต่ไม่ลงทุนพร่ำเพรื่อหรือใช้เงินกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ ถ้าเราหารายได้มาได้แล้วลดค่าใช้จ่ายจนไม่จ่ายอะไรเลย มันก็จะไม่เกิดการพัฒนา เมื่อเราสร้างรายได้ได้ เราต้องเอารายได้กลับมาพัฒนาโรงพยาบาล ทั้งระบบบริการ คุณภาพยา อุปกรณ์การแพทย์ สภาพแวดล้อม และศักยภาพบุคลากร
"รพ.ชุมชน ในพื้นที่ห่างไกลมักเสียเปรียบด้านโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ประชาชนบางรายหากต้องการรับบริการบางอย่างต้องเดินทางเข้าเมืองระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร มีค่าเดินทางไปกลับประมาณ 1,000 บาท และอาจมีค่าบริการอื่น เช่น ค่าหมอประมาณ 5,000 บาท ทำให้บางคนไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ จึงพยายามทำให้พื้นที่มีบริการใกล้เคียงกับพื้นที่เมือง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่ดีได้ในชุมชนของตนเอง รายได้ของโรงพยาบาลจึงต้องเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนต่อบริการ โดยนำแนวคิดการบริหารแบบเอกชนมาประยุกต์ใช้ แต่ประชาชนไม่ได้ร่วมจ่ายค่าบริการ โรงพยาบาลยังให้บริการตามสิทธิ 30 บาท และเบิกงบประมาณจาก สปสช.ตามบริการที่ให้จริง โดย สปสช.เป็นผู้จ่ายในระบบ ส่วนโรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ โรงพยาบาลต้องรู้ก่อนว่าตนเองเป็นหน่วยบริการระดับใด โรงพยาบาลเปือยน้อยเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิและเป็นด่านแรกในการดูแลผู้ป่วย จึงต้องเน้นทั้งการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู รวมถึงทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากบริการเชิงรุกเพิ่มขึ้น ประชาชนเจ็บป่วยน้อยลงและสุขภาพแข็งแรงขึ้น จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ามารักษาก็จะลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของระบบด้วย ยกตัวอยย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้ยาฉีด 1 คน อาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาทต่อปี หากดูแลเชิงรุกจนลดจำนวนผู้ป่วยลักษณะนี้ลงได้ 1 คน ก็เท่ากับลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 100,000 บาท และหากลดได้ 10 คน ก็จะลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี"
นพ.พิทยภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า เริ่มตั้งแต่สิ่งแรกที่ประชาชนมองเห็นคือป้ายโรงพยาบาล โดยลงมือวาดแนวคิดด้วยตัวเอง ต้องการให้ดูทันสมัยแต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ มีปราสาทเปือยน้อยและดอกเปือยน้อยเป็นองค์ประกอบ มีการประกวดและร่วมกันพัฒนาโลโก้ ขณะที่ตรากระทรวงสาธารณสุขยังคงอยู่ในป้ายหลัก พร้อมกำหนดสีประจำองค์กรที่บุคลากรร่วมกันเลือก แนวคิดดังกล่าวมาจากการให้ความสำคัญกับ “First Impression” หรือความประทับใจแรก เพราะมองว่าประชาชนเมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล หากเห็นสถานที่สว่าง สะอาด ร่มรื่น และเป็นมิตร ก็จะลดความรู้สึกเครียดและน่ากลัวจากการมาโรงพยาบาล แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดเพียงด้านนอก ภายในต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ตั้งแต่ระบบแสงสว่าง สวน ต้นไม้ ทางเดิน ไปจนถึงการจัดระบบบริการผู้ป่วย ด้านหน้าโรงพยาบาลมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้ ปูหญ้า และจัดพื้นที่สวน ปรับไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน โดยพื้นที่ภายนอกบางส่วนเลือกใช้แสงโทนอุ่นให้ความรู้สึกสงบ ขณะที่บริเวณตรวจรักษาใช้แสงสีขาวที่มีความสว่างเหมาะกับการตรวจผู้ป่วย พร้อมศึกษาความเหมาะสมของระบบแสงและปรึกษาด้านวิศวกรรม ไม่ใช่เพียงนำไฟมาติดตั้งเท่านั้น
"ในส่วนบริการ มีการแยกคลินิกผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน และผู้ป่วยที่ต้องรับยาประจำ ออกจากผู้ป่วยทั่วไป ลดความแออัดในพื้นที่ OPD จัดเจ้าหน้าที่ดูแลเฉพาะและมีห้องน้ำอยู่ใกล้จุดบริการ พร้อมเพิ่มป้ายภาษาอังกฤษในบางพื้นที่เพื่อรองรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โรงพยาบาลยังจัดตั้งกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติดขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยออกแบบห้องให้คำปรึกษาให้มีความโล่ง มีแสง มีหน้าต่าง บรรยากาศสงบ และคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ขณะที่คลังเวชภัณฑ์และยาปรับจากระบบกุญแจมาเป็นระบบสแกน จำกัดบุคคลที่สามารถเข้าถึง Stock ยา พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมตั้งแต่ด้านหน้าถึงด้านหลังโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย ในส่วนงานทันตกรรมมีการส่งบุคลากรไปศึกษาต่อและเพิ่มความเชี่ยวชาญ ทั้งบริการทั่วไป งานด้านความสวยงามของฟันบางประเภท และมีบุคลากรที่ไปศึกษาด้านศัลยกรรมช่องปากกลับมาปฏิบัติงาน โดยมองว่าประชาชนในอำเภอขนาดเล็กก็ควรได้รับบริการที่มีคุณภาพในพื้นที่ของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าเมืองทุกเรื่อง ด้านเทคโนโลยี โรงพยาบาลลดการใช้กระดาษและนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และงานบริหาร มีจอแสดงคิว จอประชาสัมพันธ์บริการและให้ความรู้แก่ผู้ป่วย รวมถึงนำ AI มาใช้กับงานบางส่วน โดยมองว่าการลงทุนเทคโนโลยีแม้มีค่าใช้จ่ายในช่วงแรก แต่ในระยะยาวสามารถลดการทำสื่อกระดาษซ้ำ ๆ และช่วยลดขยะได้ด้วย"
ผอ รพ.เปือยน้อย กล่าวเติมอีกว่า นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดบริหารแต่ละกลุ่มงานในลักษณะคล้าย หน่วยธุรกิจ ให้แต่ละหน่วยรู้ต้นทุน รายรับ รายจ่าย และทรัพยากรของตนเอง หัวหน้ากลุ่มงานต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้หน่วยงานมีประสิทธิภาพและอยู่ได้ โดยฝ่ายบริหารทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากร ขณะที่แต่ละทีมต้องร่วมคิด บริหาร และรับผิดชอบงานของตนเอง งานกายภาพบำบัดมีเครื่องมือพื้นฐาน เช่น Shockwave และ Ultrasound พร้อมพื้นที่ Fitness สำหรับผู้ป่วยและบุคลากร และมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเติม ขณะที่งานกายภาพเชิงรุกจะออกเยี่ยมบ้าน ให้ผู้ป่วยฝึกการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวันในสภาพแวดล้อมจริง รวมถึงมีแผนนำเครื่องมือด้านการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเข้ามาเพิ่ม และสามารถทำงานร่วมกับการแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม ตามความเหมาะสม โรงพยาบาลยังมีคลินิกผู้สูงอายุ มีอุปกรณ์ประเมินและกระตุ้นความจำ พร้อมส่งบุคลากรไปอบรมเฉพาะทาง มีบริการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน รวมถึงการฝังเข็ม ซึ่งมีประชาชนจากพื้นที่ข้างเคียงเดินทางมาใช้บริการ โดยแนวทางสำคัญคือไม่ต้องการให้การเปิดคลินิกเป็นเพียงการติดชื่อ แต่ต้องมีทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและอุปกรณ์รองรับจริง
"ปัญหาเวลารอในบริบทชนบทไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด เพราะแม้นัดเวลา 10.00 น. ประชาชนบางรายก็เดินทางมาตั้งแต่ 05.00 น. จึงต้องทำอย่างไรให้ช่วงเวลารอมีความเครียดน้อยลง ใช้เสียงน้ำ พื้นที่สีเขียว และบรรยากาศร่มรื่นช่วยให้ประชาชนผ่อนคลาย ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Happiness Hospital” หรือโรงพยาบาลแห่งความสุข ที่ต้องเกิดขึ้นทั้งกับผู้ป่วย ญาติ บุคลากร และคนในอำเภอเปือยน้อย ภายในโรงพยาบาลยังมีรถไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับรับส่งผู้ป่วยที่สามารถนั่งได้แต่เดินระยะไกลไม่สะดวก ขณะที่ห้องฉุกเฉินจากเดิมมีพื้นที่จำกัดและรองรับประมาณ 2 เตียง ปัจจุบันขยายเป็นประมาณ 8 เตียง พร้อมปรับระบบระบายอากาศ ระบบ Pipeline อุปกรณ์ และม่านให้เหมาะกับงานโรงพยาบาล โดยตั้งเป้ายกระดับระบบให้สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เนื่องจากเป็นพื้นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ป่วยโดยตรง ในพื้นที่บางส่วนยังนำงานศิลปะ ภาพ กรอบรูป โคมไฟ ต้นไม้ และมุมพักสายตามาใช้ เพื่อให้บรรยากาศไม่เหมือนอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา ลดความรู้สึกเบื่อหรือภาวะหมดไฟของบุคลากรพื้นที่ด้านหลังที่เคยมีขยะและของเก่าสะสมถูกจัดระเบียบใหม่ พร้อมปรับปรุงบ้านพักเจ้าหน้าที่ ทั้งฝ้า พื้น หน้าต่าง ห้องน้ำ มีน้ำอุ่น เครื่องซักผ้าส่วนกลาง พื้นที่ส่วนกลาง และระบบรักษาความปลอดภัย พร้อมแยกพื้นที่บ้านพักออกจากพื้นที่บริการของโรงพยาบาลอย่างชัดเจน เพื่อให้บุคลากรเมื่อเลิกงานสามารถกลับไปพักผ่อนได้จริง"
นพ.พิทยภูมิ กล่าวว่า ตลอดเกือบ 3 ปี หลายเรื่องทั้งบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือ และการสนับสนุน โรงพยาบาลต้องพยายามหาทางขับเคลื่อนด้วยตัวเอง จึงวางแนวคิดให้แต่ละกลุ่มงานสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ตามปัญหาในพื้นที่ ไม่รอคำสั่งหรือความช่วยเหลือจากส่วนกลางทุกเรื่อง เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้ปัญหาของตนเองดีที่สุด แต่ทุกการพัฒนาต้องอยู่ภายใต้หลักความปลอดภัย คุณภาพ และประโยชน์ของประชาชน ตนภูมิใจกับโรงพยาบาลที่นี่มาก รู้สึกว่าที่นี่เหมือนบ้าน อยากพัฒนาบ้านของตนเองให้ดีที่สุด รักชุมชนในพื้นที่นี้ และสิ่งที่ภูมิใจที่สุดไม่ใช่การบอกว่าโรงพยาบาลทำเงินได้เท่าไร แต่อยากให้มองว่าเราทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดต่อประชาชนในพื้นที่ได้อย่างไร และโรงพยาบาลนี้ตอบโจทย์ประชากรของเราอย่างไร โรงพยาบาลที่ดีไม่ใช่เพียงมีตึกสวย เครื่องมือมาก หรือมีรายได้ดี แต่ต้องเป็นสถานที่ที่ประชาชนเข้ามาแล้วได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันบุคลากรต้องมีความสุขและมีโอกาสพัฒนาตนเอง เมื่อทั้งสองส่วนเดินไปด้วยกัน ระบบสุขภาพของพื้นที่ก็จะสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามทำกับโรงพยาบาลเปือยน้อยมาตลอด