โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

'เอกนิติ' ชู 5 เกมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ปลุกประเทศสู่ Second Take Off

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ชูยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน 5 ความเสี่ยง ย้ำไทยต้องอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ รักษาวินัยการคลัง ช่วยเหลือประชาชนแบบตรงเป้าควบคู่เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ใช้ AI เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย และพัฒนาทักษะแรงงาน หวังต่อยอดความเชื่อมั่นจากเวที IMF-World Bank สู่การลงทุนจริง ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take Off

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาใหญ่และ CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยระบุว่า การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการจัดงานระดับนานาชาติ การนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ แต่ต้องเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นการลงทุน การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพเวทีโลกนำเสนอศักยภาพของไทย ทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน

ชี้ 5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ไทยต้องเร่งตั้งรับ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank และเวทีรัฐมนตรีคลังเอเปคสะท้อนความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก 5 ประการ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง การถูกตลาดลงโทษหากขาดวินัยการคลัง การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือนคลื่นลมที่ประเทศต้องเผชิญ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กอย่างไทยที่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเงิน การคลัง และโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งนี้ วินัยการคลังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและลดต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเอกชน

การดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยต้องบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น

อุดรอยรั่วเศรษฐกิจ ใช้เงินตรงเป้า ช่วยกลุ่มเปราะบาง

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดร.เอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งอุดรอยรั่วจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และใช้นโยบายช่วยเหลือประชาชนแบบตรงเป้าหมาย (Targeted Policy) แทนการกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็น

รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอื่น โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นตัวอย่างของการจัดสรรความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ พร้อมสร้างผลต่อเนื่องผ่านการเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยให้ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจยุคใหม่

ดัน AI ช่วยร้านค้ารายย่อย สร้างโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านแนวคิด “Small AI Better Jobs” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กและเข้าถึงง่ายเพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพงาน แทนการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง

ดร.เอกนิติยกตัวอย่างโครงการ “นกกระซิบ” ที่นำ AI มาช่วยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดวิเคราะห์ยอดขายและความต้องการสินค้า เพื่อวางแผนการเตรียมวัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสม ลดปัญหาของเหลือและการขาดทุนจากการบริหารจัดการที่ไม่มีข้อมูล

นอกจากนี้ ข้อมูลรายได้จากการค้าขายที่รวบรวมอย่างเป็นระบบยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีหลักฐานประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเอกสารรายได้แบบที่สถาบันการเงินต้องการในอดีต โดยธนาคารโลกให้ความสนใจแนวทางดังกล่าวและมีโอกาสนำไปเป็นต้นแบบขยายผลในระดับนานาชาติ

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชูโซลาร์รูฟท็อปสร้างรายได้ระยะยาว

ด้านพลังงาน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน (Transition Now) เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูง เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนการผลิต ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แนวทางที่รัฐบาลเตรียมผลักดันคือการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาด และสามารถขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สร้างโอกาสในการมีรายได้ระยะยาว

สำหรับประชาชนที่ขาดเงินทุน รัฐบาลมีแนวคิดให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการลงทุน พร้อมปรับปรุงระบบสายส่งและมิเตอร์ไฟฟ้าให้รองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนมากขึ้น

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนสร้างรายได้ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดของประเทศในระยะยาว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เร่งลงทุนพัฒนาคน ดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าไทย

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การลงทุนเพื่ออนาคตที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนในคนไทย โดยต้องเร่งพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น หลังประเทศไทยแสดงศักยภาพบนเวทีโลก

รัฐบาลเดินหน้าสร้างความสะดวกในการลงทุนผ่านโครงการ Thailand Fast Pass และ BOI Fast Pass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคเอกชนผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ตัวอย่างหนึ่งคือการลงทุนโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงสมัยใหม่มูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถเดินหน้าเปิดโรงงานได้ภายใน 6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ

ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take Off

ดร.เอกนิติทิ้งท้ายว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และธนาคารโลกในปี 2534 เปรียบเสมือน First Take Off หรือการเริ่มต้นทะยานขึ้นสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 คือโอกาสสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยสู่ Second Take Off

หัวใจสำคัญคือการต่อยอดความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการรักษาวินัยการคลัง การช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนาทักษะคนไทย

การสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยจึงไม่อาจอาศัยเพียงความสำเร็จจากการจัดงานระดับโลก แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อเปลี่ยนโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...