โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ปรับตัวสู่ยุคบริการดิจิทัลภาครัฐอย่างไร?

THE SIGNALs

เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

อัปเดตทิศทาง อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ไทย เมื่อ สอน. ยกระดับระบบ NSW สู่แพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อม EU และมาตรฐานฮาลาลใหม่ เพื่อชาวไร่และผู้ส่งออก

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ปรับตัวสู่ยุคบริการดิจิทัลภาครัฐอย่างไร?

คำตอบที่ชัดเจน คือ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้นำนโยบาย Government Digital Transformation มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน “โครงการพัฒนาระบบออกใบอนุญาต/หนังสือรับรอง และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน NSW” สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย เพื่อเปลี่ยนการทำงานจากระบบกระดาษ สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Government Digital Transformation ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยประกาศเปิดตัว “โครงการพัฒนาระบบออกใบอนุญาต/หนังสือรับรอง และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน NSW” สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย เพื่อพลิกโฉมบริการภาครัฐจากกระดาษและการทำงานแบบแยกส่วน สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ มุ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สู่มาตรฐานสากล

กลไกการเชื่อมโยงข้อมูล (G2G) ช่วยลดขั้นตอนให้ผู้ประกอบการได้อย่างไร?

ที่ผ่านมา สอน. ได้ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตและหนังสือรับรองกับกรมศุลกากรผ่านช่องทาง NSW (National Single Window) มานานกว่า 15 ปี โดยในปัจจุบัน สอน. ได้ปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ ebMS (ebXML Messaging Service) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงสุดในการรับ-ส่งข้อมูลทางการค้า และป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลและภัยคุกคามทางไซเบอร์ โครงการนี้มุ่งตอบสนองนโยบายการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ “ผู้ประกอบการต้องนำเอกสารไปติดต่อหลายหน่วยงาน” ไปสู่ “ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (G2G)” อย่างแท้จริง ผ่านกลไกสำคัญ ดังนี้

  • ระบบ Single Submission/Single Form : ผู้ประกอบการสามารถขึ้นทะเบียน ยื่นคำร้องขอใบอนุญาต และติดตามสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ได้ในจุดเดียว ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
  • การเชื่อมโยงข้อมูลบูรณาการ (G2G) : ระบบจะเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลความน่าเชื่อถือสูงของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลบุคคลจากกรมการปกครอง ผ่านช่องทาง i-industry ของกระทรวงอุตสาหกรรม และรองรับการยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID ทำให้ลดการยื่นเอกสารแนบได้อย่างมหาศาล
  • Electronic Document & Digital Signature : เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และลงนามดิจิทัล เพื่อความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 100% เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
  • API Service กลาง : พัฒนาระบบเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานอื่น ๆ ผ่าน Thai NSW ได้อย่างรวดเร็วและรองรับการขยายตัวในอนาคต

“เป้าหมายของเรา คือ บริการภาครัฐต้องง่ายขึ้น ผู้ประกอบการต้องสะดวกขึ้น ข้อมูลต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น และการดำเนินธุรกิจต้องรวดเร็วขึ้น ความสำเร็จที่แท้จริงวัดจากการที่ภาคเอกชนสามารถลดเวลา ลดขั้นตอน และลดต้นทุนในการทำงานได้จริง” นายใบน้อยกล่าว

สถิติและทิศทางของ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ไทย เป็นอย่างไร?

ปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี จากพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 10 ล้านไร่ โดยผลผลิตกว่า 80% ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ทำให้ราคาอ้อยของไทยผูกพันอยู่กับราคาตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ สอน. ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ “ประชาสัมพันธ์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ สมาคมชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนมาร่วมงาน เพื่อทำความเข้าใจมาตรการช่วยเหลือและแนวทางเปิดหีบตามนโยบาย ONE MIND ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ปรับยุทธศาสตร์สู่การพึ่งพาตนเอง ลดเงินอุดหนุนจากรัฐ

ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในระยะต่อไป ไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพางบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยขับเคลื่อนผ่านระบบไตรภาคี ประกอบด้วย ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สอน.อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของอุตสาหกรรม จากเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ไปสู่เป้าหมายใหม่ คือ “เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพึ่งพาตนเองได้” เนื่องจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่อ้อยและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5

ปิดทางเงินอุดหนุนโดยตรง ชงงบกลาง 7,081 ล้านบาท ช่วยชาวไร่ตัดอ้อยสด

หนึ่งในโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม คือ การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาตัดอ้อยสดแทนการเผา ซึ่งที่ผ่านมา ชาวไร่อ้อยเรียกร้องเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสดในอัตรา 120 บาทต่อตัน เพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนระหว่างการตัดอ้อยสดกับการเผาอ้อย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 กำหนดนโยบายไม่ให้มีการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกรในลักษณะจ่ายตามปริมาณผลผลิตอีกต่อไป ประกอบกับข้อจำกัดตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ทำให้การจัดสรรเงินช่วยเหลือในรูปแบบเดิมมีข้อจำกัดมากขึ้น

สำหรับการแก้ไขปัญหาในฤดูการผลิต 2568/2569 สอน. จึงผลักดันการขอจัดสรรงบกลางวงเงิน 7,081 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% เข้าโรงงาน ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ครอบคลุมปริมาณอ้อยประมาณ 102 ล้านตัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณและเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายถึงมือชาวไร่อ้อยได้ภายใน 2 เดือน

ขณะที่ส่วนต่างอีก 51 บาทต่อตัน เพื่อให้ครบตามข้อเรียกร้อง 120 บาทต่อตันนั้น คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้เห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้พิจารณาแหล่งเงินสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น เงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้ให้กองทุนฯ ผ่านการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีความกังวลถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งประเทศไทยเคยเผชิญกรณีพิพาททางการค้ากับบราซิลในองค์การการค้าโลก (WTO) จากประเด็นการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อชดเชยเกษตรกร ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจบิดเบือนกลไกตลาดโลก

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมว่า การช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาวจำเป็นต้องออกแบบกลไกทางการเงินที่ไม่สร้างภาระให้ภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

ลุ้นราคาอ้อยฤดูใหม่แตะ 1,000 บาทต่อตัน รับอานิสงส์ตลาดน้ำตาลโลกตึงตัว

อ่านต่อได้ที่บทความต้นฉบับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...