อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ปรับตัวสู่ยุคบริการดิจิทัลภาครัฐอย่างไร?
อัปเดตทิศทาง อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ไทย เมื่อ สอน. ยกระดับระบบ NSW สู่แพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อม EU และมาตรฐานฮาลาลใหม่ เพื่อชาวไร่และผู้ส่งออก
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ปรับตัวสู่ยุคบริการดิจิทัลภาครัฐอย่างไร?
คำตอบที่ชัดเจน คือ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้นำนโยบาย Government Digital Transformation มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน “โครงการพัฒนาระบบออกใบอนุญาต/หนังสือรับรอง และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน NSW” สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย เพื่อเปลี่ยนการทำงานจากระบบกระดาษ สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Government Digital Transformation ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยประกาศเปิดตัว “โครงการพัฒนาระบบออกใบอนุญาต/หนังสือรับรอง และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน NSW” สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย เพื่อพลิกโฉมบริการภาครัฐจากกระดาษและการทำงานแบบแยกส่วน สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ มุ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สู่มาตรฐานสากล
กลไกการเชื่อมโยงข้อมูล (G2G) ช่วยลดขั้นตอนให้ผู้ประกอบการได้อย่างไร?
ที่ผ่านมา สอน. ได้ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตและหนังสือรับรองกับกรมศุลกากรผ่านช่องทาง NSW (National Single Window) มานานกว่า 15 ปี โดยในปัจจุบัน สอน. ได้ปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ ebMS (ebXML Messaging Service) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงสุดในการรับ-ส่งข้อมูลทางการค้า และป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลและภัยคุกคามทางไซเบอร์ โครงการนี้มุ่งตอบสนองนโยบายการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ “ผู้ประกอบการต้องนำเอกสารไปติดต่อหลายหน่วยงาน” ไปสู่ “ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (G2G)” อย่างแท้จริง ผ่านกลไกสำคัญ ดังนี้
- ระบบ Single Submission/Single Form : ผู้ประกอบการสามารถขึ้นทะเบียน ยื่นคำร้องขอใบอนุญาต และติดตามสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ได้ในจุดเดียว ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
- การเชื่อมโยงข้อมูลบูรณาการ (G2G) : ระบบจะเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลความน่าเชื่อถือสูงของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลบุคคลจากกรมการปกครอง ผ่านช่องทาง i-industry ของกระทรวงอุตสาหกรรม และรองรับการยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID ทำให้ลดการยื่นเอกสารแนบได้อย่างมหาศาล
- Electronic Document & Digital Signature : เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และลงนามดิจิทัล เพื่อความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 100% เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
- API Service กลาง : พัฒนาระบบเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานอื่น ๆ ผ่าน Thai NSW ได้อย่างรวดเร็วและรองรับการขยายตัวในอนาคต
“เป้าหมายของเรา คือ บริการภาครัฐต้องง่ายขึ้น ผู้ประกอบการต้องสะดวกขึ้น ข้อมูลต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น และการดำเนินธุรกิจต้องรวดเร็วขึ้น ความสำเร็จที่แท้จริงวัดจากการที่ภาคเอกชนสามารถลดเวลา ลดขั้นตอน และลดต้นทุนในการทำงานได้จริง” นายใบน้อยกล่าว
สถิติและทิศทางของ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ไทย เป็นอย่างไร?
ปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี จากพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 10 ล้านไร่ โดยผลผลิตกว่า 80% ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ทำให้ราคาอ้อยของไทยผูกพันอยู่กับราคาตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ สอน. ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ “ประชาสัมพันธ์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ สมาคมชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนมาร่วมงาน เพื่อทำความเข้าใจมาตรการช่วยเหลือและแนวทางเปิดหีบตามนโยบาย ONE MIND ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ปรับยุทธศาสตร์สู่การพึ่งพาตนเอง ลดเงินอุดหนุนจากรัฐ
ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในระยะต่อไป ไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพางบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว
นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยขับเคลื่อนผ่านระบบไตรภาคี ประกอบด้วย ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตไปด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สอน.อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของอุตสาหกรรม จากเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ไปสู่เป้าหมายใหม่ คือ “เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพึ่งพาตนเองได้” เนื่องจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่อ้อยและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5
ปิดทางเงินอุดหนุนโดยตรง ชงงบกลาง 7,081 ล้านบาท ช่วยชาวไร่ตัดอ้อยสด
หนึ่งในโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม คือ การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาตัดอ้อยสดแทนการเผา ซึ่งที่ผ่านมา ชาวไร่อ้อยเรียกร้องเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสดในอัตรา 120 บาทต่อตัน เพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนระหว่างการตัดอ้อยสดกับการเผาอ้อย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 กำหนดนโยบายไม่ให้มีการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกรในลักษณะจ่ายตามปริมาณผลผลิตอีกต่อไป ประกอบกับข้อจำกัดตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ทำให้การจัดสรรเงินช่วยเหลือในรูปแบบเดิมมีข้อจำกัดมากขึ้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาในฤดูการผลิต 2568/2569 สอน. จึงผลักดันการขอจัดสรรงบกลางวงเงิน 7,081 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% เข้าโรงงาน ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ครอบคลุมปริมาณอ้อยประมาณ 102 ล้านตัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณและเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายถึงมือชาวไร่อ้อยได้ภายใน 2 เดือน
ขณะที่ส่วนต่างอีก 51 บาทต่อตัน เพื่อให้ครบตามข้อเรียกร้อง 120 บาทต่อตันนั้น คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้เห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้พิจารณาแหล่งเงินสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น เงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้ให้กองทุนฯ ผ่านการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีความกังวลถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งประเทศไทยเคยเผชิญกรณีพิพาททางการค้ากับบราซิลในองค์การการค้าโลก (WTO) จากประเด็นการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อชดเชยเกษตรกร ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจบิดเบือนกลไกตลาดโลก
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมว่า การช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาวจำเป็นต้องออกแบบกลไกทางการเงินที่ไม่สร้างภาระให้ภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ลุ้นราคาอ้อยฤดูใหม่แตะ 1,000 บาทต่อตัน รับอานิสงส์ตลาดน้ำตาลโลกตึงตัว
อ่านต่อได้ที่บทความต้นฉบับ…