โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘พิชัย’ แจงกมธ.หั่นงบ 8.92 พันล้าน เหตุไม่สอดคล้องปัจจุบัน ‘ไหม’ ยันขอลดงบ 5 หมื่นล้าน

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 04.40 น. • เดลินิวส์
สภาเริ่มถกร่างงบฯ ปี 2569 ‘พิชัย’ แจงกมธ.วิสามัญฯ หั่นงบฯ 8.92 พันล้านบาท เพราะไม่สอดคล้องภาวะปัจจุบัน-รัฐบาลเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ด้าน ‘ศิริกัญญา’ ยันขอปรับลดงบประมาณรวม 5 หมื่นล้าน เก็บกระสุนให้ประเทศใช้กู้วิกฤติ ชี้การคลังไทยเสี่ยง 3 ปม ‘รายได้-รายจ่าย-หนี้สาธารณะ’ ชี้ถ้ากู้ตามแผน หนี้สาธารณะจ่อชนเพดานในปี 69

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. เวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ 3 เป็นวันแรก โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กล่าวชี้แจงว่า กมธ.วิสามัญฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอื่นๆ ซึ่งพิจารณาตามความจำเป็น ภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ และภารกิจพื้นฐาน โดยคำนึงถึงสถานะการคลังภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ อีกทั้งมีข้อสังเกตภาพรวมสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ที่มีแนวโน้มการชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ กระทบต่องบประมาณ จึงต้องเตรียมงบประมาณเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่การคลังไว้ใช้หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จะได้ไม่กระทบเสถียรภาพการคลังในอนาคต และการให้ความสำคัญการแก้ปัญหาแต่ละจังหวัดที่มีความเฉพาะเจาะจงแตกต่างกัน

นายพิชัย กล่าวอีกว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้ปรับลดงบประมาณ 8,920,781,300 บาท โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายผลการดำเนินงาน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยนำงบประมาณไปเพิ่มตามความเหมาะสม ดังนี้ 1.งบกลางเป็นค่าใช้จ่ายรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2.สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 3.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง 4.กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ 5.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการบรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 6.กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม 7.กระทรวงแรงงาน 8.รัฐวิสาหกิจ การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ 9.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานขององค์กรอิสระ

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ สงวนความเห็น อภิปรายว่า มีการขอให้ปรับลดงบประมาณเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เหลือ 373,600 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจอยากที่จะตัดลดงบประมาณเพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะยังเผชิญกับวิกฤติคู่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการปะทะกันในเขตชายแดน ซึ่งเราหวังว่าวิกฤติชายแดนน่าจะจบลงในเร็ววัน ไม่ยืดเยื้อไปจนถึงปีงบประมาณ 2569 แต่วิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องขอปรับลดงบประมาณลง 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น

“อีก 3 วันข้างหน้า สมาชิกก็คงจะได้รับฟังว่ามีรายการอะไรบ้าง มีประเด็นใดบ้างของงบประมาณปี 69 ที่ได้จัดทำมาซ้ำซ้อน แพง ไม่จำเป็น และจำเป็นจะต้องปรับ ลด รีดไขมันออก ต้องชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อน และต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ นั่นคือเหตุผลทางด้านงบประมาณ ส่วนดิฉันอยากนำเสนอเหตุผลในการปรับลดงบประมาณที่เป็นเหตุผลทางด้านการคลังที่จะขอปรับลด จากวิกฤติที่จะเกิดจากสงครามการค้าที่กำลังจะมาถึง ทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3 เสี่ยง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่นำมาเสนอให้กับทางกรรมาธิการฯ ได้รับทราบคือประมาณการของจีดีพีในปี 2569 ว่าจากเดิมที่ตอนจัดทำงบประมาณฉบับนี้ประมาณปลายปี 2567 ตอนนั้นจีดีพีอ่านว่าเติบโตที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดเดือน พ.ค.2568 มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีในปี 2569 จะเติบโตแค่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ลดลงมา 1.2 เปอร์เซ็นต์ หลายคนอาจบอกว่าตอนนี้เราทราบอัตราภาษีของสหรัฐอเมริกาแล้ว สถานการณ์อาจดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะหลายสำนักปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปี 2568 ขึ้นเป็น 2.0 เปอร์เซ็นต์ 2.3 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่มีสำนักวิจัยใดที่เพิ่มจีดีพีสำหรับปี 2569

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เสี่ยงแรกที่จะเกิดวิกฤติแนวโน้มที่ชะลอตัวลงมากกับรายได้ ประมาณการรายได้ของปี 2569 ใช้ฐานจากจีดีพีที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เมื่อจีดีพีปรับลดลง จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลงด้วยจากการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่าทุกๆ 1 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นจีดีพีประจำปีลดลง จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลง 0.85 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าจีดีพีลดลง 1.7 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ ลดลง 1.45 เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจที่จะชะลอตัวจากสงครามการค้านั้น ไม่ได้ส่งผลเฉพาะจีดีพีของประเทศเรา แต่ส่งผลต่อจีดีพีทั่วโลก และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บลดลง คือราคาน้ำมันที่ลดลง โดยมีการประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2569 จะอยู่ระหว่าง 60-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น ต่างจากที่เคยประมาณการไว้ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เราจัดเก็บรายได้ที่ได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลงประมาณ 0.7 เปอร์เซ็นต์ แค่ 2 ปัจจัยนี้จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้พลาดเป้าอาจเกือบ 64,000 ล้านบาท นี่เป็นเรื่องใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569 เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามการค้า แต่เรื่องเดิมที่เป็นปัญหาของการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทยยังอยู่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรามีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ ที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกับประเทศของเรา ปี 67 รายได้ภายหลังจากภาษีจัดเก็บตกเป้าเกือบ 80,000 ล้านบาท แต่ในท้ายที่สุดสามารถที่จะปิดได้เพราะมีรายได้พิเศษไม่ว่าจะเป็นการให้บริษัท ปตท.ปันผลก่อนเวลาอันควร หรือบีบให้กองทุนวายุภักษ์ปันผลเพิ่มเติม และกองสลากมีรายได้เพิ่มเติมก็สามารถที่จะปันผลได้เพิ่ม แต่สังเกตว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจในปี 2567 เพิ่มขึ้น 25.4 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบในปี 2567 ได้ ส่วนปี 2568 สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม เรามีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีตกเป้าอีก เฉพาะ 9 เดือนแรก รายได้ภาษีตกเป้าไปแล้วเกือบ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเห็นได้ชัดคือกรมสรรพสามิตไม่สามารถจัดเก็บภาษีรถยนต์ ภาษีน้ำมัน และภาษียาสูบ ส่วนกรมสรรพากร เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ก็จะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้ลดลง แต่ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีเดอะแบกอย่างรัฐวิสาหกิจใดมาช่วยปิดหีบอีกหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็จะเป็นปัญหาทางการครั้งต่อไป

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ในปี 2569 ความล่าช้าเรากำลังจะมีปัญหาใหม่มา ทั้งที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้มีการแก้ไข แม้มีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่จะประกาศประมาณเดือน ก.ย.นี้ แต่ขณะนี้เรายังไม่เห็น จึงอยากรับทราบจากประธานคณะกรรมาธิการฯ ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะปัญหาเดิมๆ ทั้งการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่ลดลงเรื่อยๆ การที่คนหันไปใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือการจัดเก็บภาษียาสูบที่แม้เปลี่ยนอัตราใหม่ แต่ไม่สามารถจัดเก็บได้เหมือนเดิม จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญทางด้านรายได้ที่เราจะต้องเจอในปี 2569

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงทางด้านรายจ่าย เมื่อเราต้องเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจเราจำเป็นจะต้องมีงบพยุง ฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ งบกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่าเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้งที่ในปี 68 ไม่มีวิกฤติยังมีงบเกือบ 200,000 ล้านบาทปี ทุนเอฟทีเอที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเลย และไม่ได้มีการแปรญัตติงบเพิ่มเติมแต่อย่างใด กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้งบเพิ่มแค่ 5 ล้านบาท ซึ่ง 800 ล้านบาทแทบจะทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่เกิดวิกฤติ ซึ่งจะทำให้เราไม่มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการที่จะพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะที่กำลังจะชนเพดาน แล้วพื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มาก ปัจจุบันเดือนมิ.ย.2568 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 64 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปีงบประมาณปี 2568 ขึ้นอยู่ที่ 66 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนปี 2569 หากกู้ตามที่ได้วางแผนไว้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง 69 เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากจีดีพีของเรากำลังถดถอยลง ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดานในปี 2569 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องประหยัดงบประมาณในส่วนนี้เพื่อไปสมทบในส่วนหน้า เราจำเป็นจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และอาจต้องมีการออก พ.ร.บ.เงินกู้ต่างๆ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 เพราะถ้าดูจากยอดปรับลดของปี 2569 เพื่อเกลี่ยงบประมาณใหม่ไปใช้ในสิ่งที่ถูกที่ควรปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น

“การพิจารณาที่ผ่านมาปรับลดงบประมาณฯ ไปได้ 8,921 ล้านบาท แล้วถูกนำไปเกลี่ยให้กับงบประมาณที่ควรจะต้องขอมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้วไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม การจัดงานประชุมผู้ว่าการธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ งบประมาณที่ต้องใช้คืนกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า จะเห็นได้ว่ายอดปรับลดงบประมาณ ปี 2569 ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าเรามีวิกฤติรออยู่ ต่างจากปีอื่นๆ ที่เรามีวิกฤติโควิดก็สามารถตัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุผลว่าดิฉันไม่ได้อยากตัดงบประมาณในช่วงที่เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นจะต้องเก็บกระสุนไว้ เพราะการจัดงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราก็จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤติจริง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...