‘พิชัย’ แจงกมธ.หั่นงบ 8.92 พันล้าน เหตุไม่สอดคล้องปัจจุบัน ‘ไหม’ ยันขอลดงบ 5 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. เวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ 3 เป็นวันแรก โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กล่าวชี้แจงว่า กมธ.วิสามัญฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอื่นๆ ซึ่งพิจารณาตามความจำเป็น ภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ และภารกิจพื้นฐาน โดยคำนึงถึงสถานะการคลังภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ อีกทั้งมีข้อสังเกตภาพรวมสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ที่มีแนวโน้มการชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ กระทบต่องบประมาณ จึงต้องเตรียมงบประมาณเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่การคลังไว้ใช้หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จะได้ไม่กระทบเสถียรภาพการคลังในอนาคต และการให้ความสำคัญการแก้ปัญหาแต่ละจังหวัดที่มีความเฉพาะเจาะจงแตกต่างกัน
นายพิชัย กล่าวอีกว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้ปรับลดงบประมาณ 8,920,781,300 บาท โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายผลการดำเนินงาน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยนำงบประมาณไปเพิ่มตามความเหมาะสม ดังนี้ 1.งบกลางเป็นค่าใช้จ่ายรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2.สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 3.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง 4.กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ 5.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการบรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 6.กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม 7.กระทรวงแรงงาน 8.รัฐวิสาหกิจ การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ 9.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานขององค์กรอิสระ
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ สงวนความเห็น อภิปรายว่า มีการขอให้ปรับลดงบประมาณเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เหลือ 373,600 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจอยากที่จะตัดลดงบประมาณเพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะยังเผชิญกับวิกฤติคู่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการปะทะกันในเขตชายแดน ซึ่งเราหวังว่าวิกฤติชายแดนน่าจะจบลงในเร็ววัน ไม่ยืดเยื้อไปจนถึงปีงบประมาณ 2569 แต่วิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องขอปรับลดงบประมาณลง 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น
“อีก 3 วันข้างหน้า สมาชิกก็คงจะได้รับฟังว่ามีรายการอะไรบ้าง มีประเด็นใดบ้างของงบประมาณปี 69 ที่ได้จัดทำมาซ้ำซ้อน แพง ไม่จำเป็น และจำเป็นจะต้องปรับ ลด รีดไขมันออก ต้องชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อน และต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ นั่นคือเหตุผลทางด้านงบประมาณ ส่วนดิฉันอยากนำเสนอเหตุผลในการปรับลดงบประมาณที่เป็นเหตุผลทางด้านการคลังที่จะขอปรับลด จากวิกฤติที่จะเกิดจากสงครามการค้าที่กำลังจะมาถึง ทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3 เสี่ยง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่นำมาเสนอให้กับทางกรรมาธิการฯ ได้รับทราบคือประมาณการของจีดีพีในปี 2569 ว่าจากเดิมที่ตอนจัดทำงบประมาณฉบับนี้ประมาณปลายปี 2567 ตอนนั้นจีดีพีอ่านว่าเติบโตที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดเดือน พ.ค.2568 มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีในปี 2569 จะเติบโตแค่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ลดลงมา 1.2 เปอร์เซ็นต์ หลายคนอาจบอกว่าตอนนี้เราทราบอัตราภาษีของสหรัฐอเมริกาแล้ว สถานการณ์อาจดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะหลายสำนักปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปี 2568 ขึ้นเป็น 2.0 เปอร์เซ็นต์ 2.3 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่มีสำนักวิจัยใดที่เพิ่มจีดีพีสำหรับปี 2569
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เสี่ยงแรกที่จะเกิดวิกฤติแนวโน้มที่ชะลอตัวลงมากกับรายได้ ประมาณการรายได้ของปี 2569 ใช้ฐานจากจีดีพีที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เมื่อจีดีพีปรับลดลง จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลงด้วยจากการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่าทุกๆ 1 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นจีดีพีประจำปีลดลง จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลง 0.85 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าจีดีพีลดลง 1.7 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ ลดลง 1.45 เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจที่จะชะลอตัวจากสงครามการค้านั้น ไม่ได้ส่งผลเฉพาะจีดีพีของประเทศเรา แต่ส่งผลต่อจีดีพีทั่วโลก และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บลดลง คือราคาน้ำมันที่ลดลง โดยมีการประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2569 จะอยู่ระหว่าง 60-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น ต่างจากที่เคยประมาณการไว้ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เราจัดเก็บรายได้ที่ได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลงประมาณ 0.7 เปอร์เซ็นต์ แค่ 2 ปัจจัยนี้จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้พลาดเป้าอาจเกือบ 64,000 ล้านบาท นี่เป็นเรื่องใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569 เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามการค้า แต่เรื่องเดิมที่เป็นปัญหาของการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทยยังอยู่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรามีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ ที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกับประเทศของเรา ปี 67 รายได้ภายหลังจากภาษีจัดเก็บตกเป้าเกือบ 80,000 ล้านบาท แต่ในท้ายที่สุดสามารถที่จะปิดได้เพราะมีรายได้พิเศษไม่ว่าจะเป็นการให้บริษัท ปตท.ปันผลก่อนเวลาอันควร หรือบีบให้กองทุนวายุภักษ์ปันผลเพิ่มเติม และกองสลากมีรายได้เพิ่มเติมก็สามารถที่จะปันผลได้เพิ่ม แต่สังเกตว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจในปี 2567 เพิ่มขึ้น 25.4 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบในปี 2567 ได้ ส่วนปี 2568 สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม เรามีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีตกเป้าอีก เฉพาะ 9 เดือนแรก รายได้ภาษีตกเป้าไปแล้วเกือบ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเห็นได้ชัดคือกรมสรรพสามิตไม่สามารถจัดเก็บภาษีรถยนต์ ภาษีน้ำมัน และภาษียาสูบ ส่วนกรมสรรพากร เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ก็จะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้ลดลง แต่ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีเดอะแบกอย่างรัฐวิสาหกิจใดมาช่วยปิดหีบอีกหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็จะเป็นปัญหาทางการครั้งต่อไป
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ในปี 2569 ความล่าช้าเรากำลังจะมีปัญหาใหม่มา ทั้งที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้มีการแก้ไข แม้มีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่จะประกาศประมาณเดือน ก.ย.นี้ แต่ขณะนี้เรายังไม่เห็น จึงอยากรับทราบจากประธานคณะกรรมาธิการฯ ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะปัญหาเดิมๆ ทั้งการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่ลดลงเรื่อยๆ การที่คนหันไปใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือการจัดเก็บภาษียาสูบที่แม้เปลี่ยนอัตราใหม่ แต่ไม่สามารถจัดเก็บได้เหมือนเดิม จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญทางด้านรายได้ที่เราจะต้องเจอในปี 2569
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงทางด้านรายจ่าย เมื่อเราต้องเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจเราจำเป็นจะต้องมีงบพยุง ฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ งบกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่าเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้งที่ในปี 68 ไม่มีวิกฤติยังมีงบเกือบ 200,000 ล้านบาทปี ทุนเอฟทีเอที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเลย และไม่ได้มีการแปรญัตติงบเพิ่มเติมแต่อย่างใด กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้งบเพิ่มแค่ 5 ล้านบาท ซึ่ง 800 ล้านบาทแทบจะทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่เกิดวิกฤติ ซึ่งจะทำให้เราไม่มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการที่จะพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะที่กำลังจะชนเพดาน แล้วพื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มาก ปัจจุบันเดือนมิ.ย.2568 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 64 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปีงบประมาณปี 2568 ขึ้นอยู่ที่ 66 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนปี 2569 หากกู้ตามที่ได้วางแผนไว้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง 69 เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากจีดีพีของเรากำลังถดถอยลง ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดานในปี 2569 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องประหยัดงบประมาณในส่วนนี้เพื่อไปสมทบในส่วนหน้า เราจำเป็นจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และอาจต้องมีการออก พ.ร.บ.เงินกู้ต่างๆ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 เพราะถ้าดูจากยอดปรับลดของปี 2569 เพื่อเกลี่ยงบประมาณใหม่ไปใช้ในสิ่งที่ถูกที่ควรปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น
“การพิจารณาที่ผ่านมาปรับลดงบประมาณฯ ไปได้ 8,921 ล้านบาท แล้วถูกนำไปเกลี่ยให้กับงบประมาณที่ควรจะต้องขอมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้วไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม การจัดงานประชุมผู้ว่าการธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ งบประมาณที่ต้องใช้คืนกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า จะเห็นได้ว่ายอดปรับลดงบประมาณ ปี 2569 ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าเรามีวิกฤติรออยู่ ต่างจากปีอื่นๆ ที่เรามีวิกฤติโควิดก็สามารถตัดงบประมาณได้ถึง 30,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุผลว่าดิฉันไม่ได้อยากตัดงบประมาณในช่วงที่เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นจะต้องเก็บกระสุนไว้ เพราะการจัดงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราก็จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤติจริง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว.