โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส : สสร. เลือกตั้งโดยตรงต้องไปต่อ รัฐบาลตั้งเป็นคำถามทำประชามติให้ประชาชนออกเสียงยืนยันได้

iLaw

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 12.37 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 12.35 น. • iLaw

ข้อเรียกร้อง “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ช่วงการชุมนุมในปี 2563 พร้อมข้อเสนอโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์การจัดทำรัฐธรรมนูญไทย ข้อเสนอนี้ถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนที่เข้าชื่อกันในแคมเปญ 50,000 ชื่อ ร่วมรื้อ ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ เสนอ ซึ่งมี 100,732 รายชื่อช่วยกันเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณา

นอกจากข้อเสนอที่ประชาชนผลักดันแล้ว ยังมีร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นเสนอให้สสร. เลือกตั้งทั้งหมดเช่นกัน แม้วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 รัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สส. จากการเลือกตั้งและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะ “ปัดตก” ข้อเสนอจากภาคประชาชน แต่ข้อเสนอจากพรรคเพื่อไทยก็ได้ไปต่อพร้อมกับข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐแกนนำรัฐบาล ที่เสนอ สสร. เลือกตั้งผสมแต่งตั้ง เมื่อผ่านการพิจารณาในวาระสอง ได้ข้อสรุปว่าจะใช้โมเดล สสร. 200 คนเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นสภาภายใต้พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา เสียงข้างมากก็ยังตกลงกันว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ร่างแก้รัฐธรรมนูญกลับตกไปในวาระสาม เพราะ สว. “เท” ไม่โหวต โดยอ้างหนึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ว่า ก่อนจะลงมติเรื่องนี้ต้องไปทำประชามติถามประชาชน “ก่อน” รวมเป็นประชามติ 3 ครั้งตลอดการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

หลังการเลือกตั้งปี 2566 การยืนยันเพดานให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 100% ยังคงอยู่ เมื่อพรรคการเมืองที่ครองที่นั่งมากสุดในสภาอย่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย มีจุดยืนว่าต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยทำประชามติ 3 ครั้ง ภาคประชาชนในนามกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for all) จึงรณรงค์เข้าชื่อเสนอคำถามประชามติ เพื่อเสนอคำถามในการทำประชามติว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า รัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” และได้รับแรงสนับสนุน 211,904 รายชื่อ

ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ทำได้แค่ “เตะถ่วง" ไม่คืบหน้า ซ้ำรัฐสภายังส่งเรื่องไปถามศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา กระทั่งเมื่อ 17 มีนาคม 2568 ก็ส่งเรื่องไปถามศาลรัฐธรรมนูญเป็นรอบที่ 3 จนได้คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่วินิจฉัย 2 ประเด็น คือ 1) รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” 2) ต้องจัดให้มีประชามติสามครั้ง 1) ประชามติก่อนพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2) ประชามติให้ความเห็นชอบร่างแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่มหมวด 15/1 3) ประชามติภายหลังจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้วเสร็จ แต่การออกเสียงประชามติครั้งแรกและครั้งที่ 2 สามารถดำเนินการพร้อมกันได้

ประโยคที่ศาลรัฐธรรมนูญ “แถม” มาว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ทำให้สส. ในสภายอม “หมอบ” ลดเพดานที่จะสร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้จริงๆ โดย “เลี่ยง” ไปหาวิธีการออกแบบให้องค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง "โดยอ้อม" ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอของ สส.พรรคประชาชนและข้อเสนอของสส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งให้ประชาชนได้เลือกตั้งตัวแทนก่อนแต่ให้รัฐสภา ซึ่งประกอบได้ด้วยสส. และสว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาคัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง

สถานการณ์นับถึงเดือนตุลาคม 2568 ข้อเสนอในรัฐสภาจึงไม่เหลือโอกาสที่ประชาชนจะได้เลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงทั้งหมดได้ และรัฐบาลยังเปิดเผยแผนการว่า ในการทำประชามติพร้อมรัฐธรรมนูญพร้อมการเลือกตั้งทั่วไป ยังจะมีคำถามในประเด็นยกเลิก MOU 43/44 ระหว่างไทยและกัมพูชาด้วย ทำให้การทำประชามติที่จะเกิดขึ้นมีข้อถกเถียงมากมาย แต่ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับประชาชนที่จะเดินเข้าคูหาไปออกเสียง

ไอลอว์ ในฐานะองค์กรที่ทำงานติดตามความเคลื่อนไหวการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รณรงค์และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนเพื่อเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภา ดังนี้

ถามประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ว่า สสร. เลือกตั้ง 100% หรือไม่

แม้ประโยคที่ศาลรัฐธรรมนูญ “แถม” มาว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” จะไม่มีผลผูกพันองค์กรใดรวมถึงรัฐสภาให้ต้องปฏิบัติตามเพราะไม่ใช่ส่วนของคำวินิจฉัยในประเด็นที่ต้องวินิจฉัย แต่หากรัฐสภากังวลว่าถ้าพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญโดยเขียนให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจะขัดกับข้อความข้างต้นในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ไม่ต้องเป็นผู้กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้งด้วยตัวเอง แต่ให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นผู้ “กำหนด” ว่าต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ ผ่านการออกเสียงประชามติ

หากประชาชนลงประชามติยืนยันแล้วว่าต้องการ สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ก็เท่ากับเป็นการตัดสินด้วยอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริงแล้ว ซึ่งอยู่เหนืออำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางนี้นอกจากจะสร้างความมั่นคงแน่นอนว่า การให้มีเลือกตั้งสสร. โดยตรงจะสามารถเดินหน้าได้แล้ว ยังเป็นการยืนยันหลักการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

โดยการทำประชามติถามประชาชนด้วยคำถามใด เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่สามารถสั่งให้ทำประชามติได้ รัฐสภาอาจลงมติเพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีทำประชามติก็ได้ ซึ่งภายใต้สภาชุดที่แล้วก็เคยมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยสส. พรรคก้าวไกล และประชาชนก็เสนอคำถามประชามติให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ ซึ่งประชาชนเคยเข้าชื่อกันเสนอให้ตั้งคำถามในการทำประชามติ ให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงแล้ว และคำถามดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีชุดที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ต้องการให้มีการเลือกตั้งสสร. โดยตรงโดยประชาชนก็สามารถจัดให้ทำประชามติในคำถามนี้พร้อมการเลือกตั้งได้

ซึ่งจะเป็นการทำ 2 ครั้งหรือ 3 ครั้งก็ได้ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ทำประชามติ 2 ครั้ง : ครั้งแรกหลังแก้รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนตัดสินใจกำหนดผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

ตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (8) เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะต้องทำประชามติอยู่แล้ว หากรัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา หลังร่างแก้รัฐธรรมนูญผ่านวาระสามและต้องจัดประชามติตามมาตรา 9 (1) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 (พ.ร.บ.ประชามติฯ) แล้ว ครม. ก็สามารถสั่งให้ทำประชามติโดยเพิ่มคำถามขึ้นมาอีกข้อหนึ่งได้

โดยในการทำประชามติพร้อมเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2569 อาจมีคำถามประชามติ 3 คำถาม ดังนี้

คำถามที่ 1 : ท่านเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่

คำถามที่ 2 : ท่านเห็นชอบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงทั้งหมดหรือไม่

คำถามที่ 3 : ท่านเห็นชอบกับวิธีและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่รัฐสภาเห็นชอบในวาระสามหรือไม่

กรณีที่รัฐสภาเดินหน้าพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้โมเดล สสร. เลือกตั้งโดยอ้อมจนร่างผ่านวาระสาม หากสุดท้ายแล้วประชาชนส่วนใหญ่ที่มาออกเสียงประชามติลงมติ “ไม่เห็นชอบ” กับคำถามที่ 3 ร่างแก้รัฐธรรมนูญก็จะตกไปไม่สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ และถ้าประชาชนส่วนใหญ่ “เห็นชอบ” กับคำถามที่ 1 และคำถามที่ 2 ก็จะเป็นเครื่องยืนยันว่า “ประชาชน” เป็นผู้กำหนดให้สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

หลังจากนั้น สส. หรือ ครม. ก็สามารถเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญที่ระบุให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดได้เพราะมีผลประชามติจากประชาชนเป็นผู้กำหนดให้องค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี หากร่างแก้รัฐธรรมนูญผ่านวาระสาม ก็ต้องทำประชามติตามมาตรา 256 (8) อีก และเมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ก็ต้องทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ทำประชามติ 3 ครั้ง : ถามมติประชาชน ก่อนพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ

หากรัฐบาลและรัฐสภาอยากได้ความชัดเจนไปพร้อมกับการยืนยันว่าองค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน ยังมีอีกทางเลือกคือการทำประชามติ 3 ครั้ง

ประชามติครั้งแรก ก่อนเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ โดยครม. อาจเสนอทำประชามติได้ตามพ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 9 (2) หรืออาจพิจารณาจากคำถามที่ภาคประชาชนเคยเสนอไปแล้วตามมาตรา 9 (5) ได้ หรือรัฐสภาเองก็อาจพิจารณาและลงมติให้มีการทำประชามติได้เช่นกันตามมาตรา 9 (4)

โดยประชามติครั้งแรก สามารถกำหนดคำถามได้ 2 คำถามสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนี้

คำถามที่ 1 : ท่านเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่

คำถามที่ 2 : ท่านเห็นชอบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งหมดหรือไม่

หลังจากประชาชนออกเสียงลงมติแล้ว หากผลประชามติเสียงส่วนใหญ่ของผู้ลงมติต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ครม. หรือรัฐสภาก็สามารถเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญที่ออกแบบโมเดล สสร. มาจากการเลือกตั้ง 100% เข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และเมื่อร่างผ่านวาระสามแล้ว ก็ทำประชามติครั้งที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (8) เมื่อเลือกตั้ง สสร. และ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วเสร็จ ทำประชามติครั้งที่ 3 เพื่อให้ประชาชนยืนยันรัฐธรรมนูญใหม่

แนวทางเช่นนี้หมายความว่า ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่สามพรรคการเมืองใหญ่กำลังเสนอเข้าสู่การพิจารณาในเดือนตุลาคม 2568 ก็ให้รอไว้ก่อน ยังไม่ต้องรีบพิจารณาเพื่อทำประชามติขออำนาจจากประชาชนยืนยันให้ชัดเจนก่อนว่า ต้องการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตรง แล้วค่อยปรับปรุงข้อเสนอไปตามผลการทำประชามติจากประชาชน

ยกเลิก MOU43/44 รัฐสภา-รัฐบาล ตัดสินใจได้เลย ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ

รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยยังประกาศนโยบายว่า จะทำประชามติเพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา (MOU43/44) ซึ่งบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ว่าในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ประชาชนจะต้องเข้าคูหากาบัตร 4 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ สำหรับสส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ บัตรประชามติ 2 ใบ สำหรับประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และประเด็นยกเลิก MOU43/44

MOU43/44 มีสถานะเป็นสนธิสัญญาโดยในตัว MOU ไม่ได้กำหนดวิธีการยกเลิกเอาไว้ตรงๆ แต่ก็มีวิธีที่จะยกเลิกได้โดยไม่ต้องทำประชามติ คือ ครม. จะเสนอรัฐสภาเพื่อให้ลงมติยกเลิกก็ได้ หรือรัฐบาลไทยจะเจรจากับกัมพูชาเพื่อยกเลิกตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่วางหลักว่าการยกเลิกสนธิสัญญาต้องใช้ความยินยอมของทุกฝ่ายก็ได้ หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าบันทึกความเข้าใจเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน และมีความจำเป็นต้องยกเลิก ก็สามารถดำเนินการเพื่อยกเลิกเองได้เลย เป็นความรับผิดชอบและหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดนี้ โดยไม่ต้องใช้เวลาและงบประมาณมากขึ้นในการทำประชามติก่อนจะยกเลิก

นอกจากนี้ เมื่อดูกฎหมายภายในของรัฐไทย ไม่มีบทบัญญัติใดที่เขียนบังคับว่าการยกเลิกสนธิสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐจะต้องจัดทำประชามติถามประชาชน แม้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 166 ประกอบพ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 9 (2) จะให้ครม. สามารถเคาะทำประชามติได้ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร แต่ก็เป็น “ทางเลือก” ของครม. ว่าจะตัดสินใจทำประชามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่ ไม่ใช่ภาคบังคับ และต่อให้ทำประชามติแล้ว ก็ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายให้ MOU43/44 ยกเลิกไปในทันที แตกต่างจากประชามติหลังแก้รัฐธรรมนูญที่กฎหมายเขียนไว้เป็นภาคบังคับ

หากรัฐบาลยืนยันจะทำประชามติประเด็นการยกเลิก MOU43/44 ไปพร้อมกับประเด็นการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้ง สส. โดยรัฐบาลไม่ได้สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างเพียงพอก่อนวันลงคะแนน จะมีแต่การสร้างเงื่อนไขให้การทำประชามติพร้อมเลือกตั้งตามมาด้วยปัญหาและข้อถกเถียงภายหลัง รัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนต้อง “ตัดสินใจ” ในเรื่องนี้ได้เลย โดยไม่ต้องนำประเด็นนี้ไปเป็นคำถามประชามติเพื่อเพิ่มภาระให้ประชาชนอีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...