โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไม? ภาษีย้อนหลัง อาจทำให้ธุรกิจ “ล้มละลาย”ได้

Thairath Money

อัพเดต 22 ก.ย 2568 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2568 เวลา 03.39 น.
ภาพไฮไลต์

ในช่วงที่ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อหด การทำธุรกิจแทบทุกบาททุกสตางค์ต้องระวัง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายค นอาจมองข้ามคือ “ภาษีย้อนหลัง” เพราะถ้าวันหนึ่งถูกตรวจสอบขึ้นมา แม้ธุรกิจจะเดินหน้าดีแค่ไหน ก็มีสิทธิ์ สะดุดจนไปต่อไม่ไหว

ดั่งเช่น กรณีที่เคยเป็นข่าวดัง ช่วงปี 2567 ที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อพ่อค้าขายยำ ถึงกับมืดแปดด้าน เพราะโดนภาษีย้อนหลัง 6 ปี เป็นเงินถึง 2,500,000 บาท เคสในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

เพราะผู้ประกอบการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีอย่างถูกต้อง และไม่ได้มีการจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบเหมือนนิติบุคคล ทำให้เมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลังแล้วภาระภาษีที่ต้องจ่าย จึงเป็นก้อนใหญ่และไม่สามารถหาหลักฐานค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้

อีกทั้งไม่มีระบบบัญชีหลัก การซื้อ-ขายมักไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐานค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้เต็มที่ กรมสรรพากรจึงมักประเมินรายได้ในอัตราที่สูงขึ้น นี่จึงอาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่ซ่อนอยู่ ในเบื้องหลังความสำเร็จ และตอกย้ำว่า “ภาษีย้อนหลัง” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ทำความเข้าใจ “ภาษีย้อนหลัง”

หลายคนอาจสงสัยว่า ภาษีย้อนหลัง คือ อะไร และทำไมกรมสรรพากร ถึงรู้ว่าใครไม่ยื่นแบบภาษีหรือใครจ่ายภาษีไม่ถูกต้อง หากพูดให้ ง่ายๆ ภาษีย้อนหลัง ก็คือ การที่กรมสรรพากรตรวจสอบพบว่ามีผู้เข้าข่ายเลี่ยงภาษี หรือจ่ายภาษีไม่ถูกต้อง จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม จึงส่งหนังสือแจ้งการชำระภาษีย้อนหลังมาให้นั่นเอง

ถามว่ากรมสรรพากรรู้ได้อย่างไร? ปัจจุบันมีหลายช่องทางใน การตรวจสอบ ทั้งเจ้าหน้าที่สรรพากรออกตรวจเยี่ยมด้วย ที่ สถาบันการเงินส่งข้อมูลให้เมื่อมีการรับโอนเงิน ผ่านระบบ E-payment หรือดูข้อมูลจากใบ 50 ทวิ (หนังสือรับรอง หัก ณ ที่จ่าย) ที่บริษัทต่างๆ ส่งให้กับกรมสรรพากร ตลอดจนการเปิดให้ แจ้งเบาะแสผ่านเว็บไซต์ www.rd.go.th เป็นต้น

การเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ถ้าเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ นิติบุคคล มีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่ยื่นภาษี แต่หากพบหลักฐานว่าจงใจหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีสามารถขยายเวลา อายุความไปได้ถึง 5 ปี กรณีผู้ที่เคยยื่นแบบภาษีสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 10 ปี ส่วนภาษีธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนหลัง ได้มากถึง 10 ปีเช่นกัน

เบี้ยปรับ /เงินเพิ่ม บทลงโทษคนเลี่ยงภาษี

ก่อนจะไปถึงมาตรการลงโทษสำหรับผู้ที่เลี่ยงจ่ายภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่า “เบี้ยปรับ” และ “เงินเพิ่ม” ไม่ใช่คำเดียวกัน แม้หลายคนจะสับสน แต่จริง ๆ แล้วแยกออกจากกันชัดเจน

1. เบี้ยปรับ (โทษทางแพ่ง)

  • คือค่าปรับที่เกิดขึ้นหาก ยื่นภาษีไม่ครบ หรือไม่ยื่นตามกำหนด
  • มี 2 กรณีหลัก

- ยื่นทันเวลา แต่เสียไม่ครบ จะถูกปรับ 1 เท่า ของภาษีที่ต้องจ่าย

- ไม่ยื่นภาษีตามกำหนด ปรับ 2 เท่า ของภาษีที่ต้องจ่าย

2. เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ยผิดนัด)

  • มีลักษณะเหมือน ดอกเบี้ยการผิดนัดชำระหนี้
  • คิด 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องจ่าย
  • นับตั้งแต่วันแรกที่เกินกำหนด จนถึงวันที่ชำระจริง

3. โทษทางอาญา (ในบางกรณี)

นอกจากโทษทางแพ่งแล้ว หากพบการกระทำที่เข้าข่าย เจตนาเลี่ยงภาษี อาจมีโทษทางอาญาด้วย ได้แก่

  • ไม่ยื่นแบบตามกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
  • จงใจแจ้งข้อความเท็จ / ใช้หลักฐานเท็จ / ฉ้อโกงภาษี มีสิทธิ์ถูกจำคุก 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับ 2,000 - 200,000 บาท
  • เจตนาละเลย ไม่ยื่นแบบเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

การเข้าใจความแตกต่างของ เบี้ยปรับ - เงินเพิ่ม - โทษอาญา จึงสำคัญมาก เพราะนี่คือ “ตัวคูณ” ที่ทำให้ภาระภาษีที่ถูกเรียกเก็บย้อนหลัง บานปลายจนบางธุรกิจรับไม่ไหว และถึงขั้น “ล้มละลาย” ได้

ทำไม “ภาษีย้อนหลัง” อาจทำให้ธุรกิจล้มละลายได้

จะสังเกตเห็นได้ว่า การถูกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง มักเกิดขึ้นหลังจากที่ธุรกิจดำเนินกิจการมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าภาษีที่ค้างจ่ายนั้นได้สะสมมาเป็นเวลาหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น อย่างที่ระบุไปตอนต้น ว่า กรมสรรพากรยังเรียกเก็บค่าปรับและเงินเพิ่มที่อาจสูงถึง 1-2 เท่าของเงินต้นภาษีที่ขาด และ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ยังไม่ได้จ่าย ซึ่งทำให้ยอดหนี้รวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่ธุรกิจจะจ่ายไหว

  • เงินทุนที่ใช้ไปหมดแล้ว : เงินที่ควรจะนำไปจ่ายภาษีในอดีตได้ถูกนำไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจ เช่น การซื้อสินค้า การลงทุน หรือการจ่ายเงินเดือนพนักงาน เมื่อถูกเรียกเก็บย้อนหลัง ธุรกิจจึงไม่มีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอที่จะนำเงินจำนวนมากมาจ่ายได้ในทันที
  • หนี้สินที่ทับถม : เมื่อไม่สามารถจ่ายเงินต้น ภาษีที่ค้าง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มได้ ธุรกิจก็อาจจำเป็นต้องกู้ยืมเงิน ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นไปอีก และอาจกลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สามารถหลุดพ้นได้
  • สูญเสียความเชื่อมั่น เมื่อข่าวการถูกตรวจสอบภาษีแพร่กระจายออกไป ลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุนอาจมองว่าธุรกิจไม่มีความโปร่งใสหรือไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความลังเลในการทำธุรกิจด้วย
  • การยกเลิกสัญญา คู่ค้าบางรายอาจยกเลิกสัญญาหรือลดการค้าขายลงเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจ
  • การฟ้องร้อง หากธุรกิจไม่สามารถชำระภาษีที่ค้างได้ตามกำหนด กรมสรรพากรก็สามารถฟ้องร้องเพื่อบังคับคดีและยึดทรัพย์สินของธุรกิจเพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำไปสู่การล้มละลาย

ถ้าเจอ “ภาษีย้อนหลัง” ควรทำอย่างไร?

  • เตรียมเอกสารตามที่เจ้าหน้าที่ขอ

  • รวบรวมเฉพาะเอกสารหลักฐานที่ระบุมา

  • อย่าเตรียมมากเกินไป เพราะอาจสร้างข้อสงสัยเพิ่มเติม

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

  • เพื่อวางแนวทางการชี้แจงที่ถูกต้อง

  • ลดความเสี่ยงการสื่อสารผิดพลาดกับกรมสรรพากร

  • หากผิดจริง

  • สามารถยื่นคำร้อง ขอลดหรือยกเว้น “เบี้ยปรับ” ได้

  • แต่ ภาษีเงินต้น + เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน) ยังต้องจ่ายครบถ้วน ไม่สามารถยกเว้นได้

  • กรณีจ่ายไม่ไหวทันที

  • หากเบี้ยปรับหรือภาษีสูงมาก สามารถ ขอผ่อนชำระ ได้

  • บทเรียนสำคัญ

  • การรู้เท่าทันเรื่องภาษีย้อนหลัง จะช่วยให้ผู้ประกอบการระมัดระวังมากขึ้น

  • แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ทั้งการยื่นภาษี และการจัดทำบัญชีอย่างโปร่งใส

ที่มา : กรมสรรพากร , K SME กสิกรไทย

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไม? ภาษีย้อนหลัง อาจทำให้ธุรกิจ “ล้มละลาย”ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...