โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MOODY: “ทำไมอะไรๆ ก็เกิดแต่กับเรา” สำรวจความสงสารที่กำลังกัดกินใจ ภายใต้คำตัดพ้อชีวิต

BrandThink

เผยแพร่ 12 ก.ย 2568 เวลา 04.02 น.

“Born but with me! เกิดแต่กับกู!” วลีฮิตที่ใครๆ ก็พูดกัน เมื่อต้องเจอกับวันหรือเหตุการณ์แย่ๆ

อย่างเช่น กะว่าหลบฝนไปอยู่ในห้าง แต่น้ำดันรั่วเข้าห้างซะอย่างนั้น หลายคนจึงพูดในใจตัวเองว่า “เกิดแต่กับกู” หรือ “ทำไมต้องเป็นฉัน” เพื่อสะท้อนความโหดร้ายของชีวิต

MOODY จึงอยากพาทุกคนไปดูหนึ่งในความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ประโยคนี้ นั่นคือ‘ความสงสารตัวเอง’ (Self-Pity) ภาวะทางอารมณ์ที่หลายคนอยากหลีกหนี เพราะมันคืออารมณ์ที่ทำให้เราจมดิ่งอยู่กับปัญหาและความโชคร้ายนั้นๆ แต่กลับพบว่ามันให้ความรู้สึกปลอบโยนแปลกๆ ในเวลาเดียวกัน และแม้เราจะรู้ว่าความคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้เติบโต ไม่ทำให้ใครรักเรามากขึ้น แต่หลายครั้งเราก็ยังวนกลับไปอยู่ในวังวนเดิม จิตวิทยาได้พยายามอธิบายว่าทำไมความสงสารตัวเองถึงเกิดขึ้นและทำไมมันถึงเอาชนะได้ยาก

หากมองในมุมวิวัฒนาการ มนุษย์เคยใช้ความทุกข์เป็นสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือจากเผ่าพันธุ์ น้ำตาและเสียงร้องในยุคบรรพบุรุษเคยทำให้เรารอดชีวิต เพราะมันดึงคนอื่นเข้ามาปกป้อง แต่ในโลกปัจจุบัน สัญญาณเหล่านี้มักไม่ถูกตอบสนอง กลายเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘Evolutionary Mismatch’ มันทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว และความเหงานั้นก็ทำงานราวกับสัญญาณเตือนที่ไม่ต่างจากความหิวหรือความกระหาย หากไม่ได้รับการตอบสนอง มันจะย้อนกลับมาทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

ต่อมาคือ ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ของจอห์น โบลบี (John Bowlby) อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ความผูกพันในวัยเด็กเป็นรากฐานสำคัญ ถ้าเราเติบโตมากับความไม่มั่นคง เช่น ความกังวลหรือการถูกละเลย เราจะเรียนรู้วิธีปลอบตัวเองอย่างบกพร่อง ความเมตตาที่เรามีต่อตัวเองก็ลดลง เมื่อต้องเจอกับความทุกข์ เราจึงมักวนซ้ำกับการสงสารตัวเองเพราะมันเป็น ‘ระบบเดียว’ ที่เรารู้จัก

สมองเองก็เล่นกลกับเรา เมื่อเราเอาแต่จมอยู่กับความเจ็บปวด มันกลับให้ความรู้สึกปลอบประโลมชั่วคราว เพราะความเจ็บปวดทางอารมณ์กระตุ้นเส้นทางประสาทเดียวกับความเจ็บปวดทางกาย เหมือนไอศกรีมหลังวันที่เลวร้าย บรรเทาได้แค่ชั่วครู่ แต่สมองก็ปล่อยสารรางวัลออกมาจนเราติดนิสัยนี้ เหมือนการติดของหวานหรือสารเสพติด ที่สุดท้ายกลายเป็นความสบายชั่วคราวที่บั่นทอนสุขภาวะในระยะยาว

หนำซ้ำยุคโซเชียลมีเดียก็ยังซ้ำเติมให้เราติดอยู่ในวงจรนี้มากขึ้น เพราะโลกออนไลน์เต็มไปด้วยภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัวของผู้คนมากมาย ยิ่งเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่นมากเท่าไร เรายิ่งรู้สึกด้อยค่าและหันกลับไปหาความสงสารตัวเองเป็นที่พึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ ในเชิงของตัวตน นักจิตวิทยาได้อธิบาย ‘ความหลงตัวเอง’ (Narcissism) ว่าไม่ใช่มีแค่รูปแบบโอหังอย่าง Grandiose Narcissism ที่แสดงความเหนือกว่า แต่ยังมี Vulnerable Narcissism ที่เปราะบาง เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงและความอ่อนไหว แบบหลังนี้มักใช้ความเจ็บปวดเป็นเกราะกำบัง บอกตัวเองว่า “ความทุกข์ของฉันหนักกว่าของใครๆ” ความสงสารตัวเองจึงให้ความรู้สึกเหมือนการปกป้อง เพราะมันช่วยรักษาเศษเสี้ยวของคุณค่าตนเองเอาไว้ แม้จะต้องใช้ความเจ็บปวดเป็นเครื่องยืนยันก็ตาม

คำอธิบายสุดท้ายคือ เมื่อเรารู้สึกไร้อำนาจ เราก็มักพยายามเล่าเรื่องชีวิตใหม่ วางตัวเองไว้ในบทเศร้าที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรม จิตวิทยาเชิงเรื่องเล่า (Narrative Psychology) พบว่าผู้ที่เล่าเรื่องราวของตนเองด้วยธีมของการมีบทบาท (agency) และการเชื่อมโยง (connection) จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและซึมเศร้าน้อยลง แต่ปัญหาของความสงสารตัวเองคือมันทำให้เราติดอยู่ในเรื่องราวเดิมๆ ที่ไม่เคยมีตอนจบ

ทางออกไม่ได้อยู่ที่การกดข่ม แต่คือการมองเห็นรากเหง้าของมันแล้วเลือกเส้นทางใหม่ เราสามารถกลับไปสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่น เพราะสมองมนุษย์ยังคงโหยหาความปลอดภัยและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เราสามารถหันมาเมตตาต่อตัวเองแทนการสงสารตัวเอง

เพราะงานวิจัยชี้ว่าความผูกพันที่มั่นคงและความเมตตาต่อตนเองเป็นสิ่งที่เดินคู่กันได้จริง การเปลี่ยนมุมมองจากการเปรียบเทียบกับ‘ภาพคัดสรร’ ของคนอื่น มาเป็นการเปรียบเทียบแบบจริงต่อจริง ก็ช่วยให้เราเห็นคุณค่าของตัวเองได้มากขึ้น และการเขียนเรื่องราวชีวิตใหม่ด้วยธีมของการเติบโตและความยืดหยุ่นก็ช่วยให้เรากลับมามีความรู้สึกควบคุมได้อีกครั้ง

ดังนั้น ครั้งหน้าที่พบว่าตัวเองกำลังถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” ลองหยุดแล้วมองดูว่าความคิดนี้กำลังพาคุณไปที่ไหน การตระหนักรู้คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง

เมื่อมีความเข้าใจและมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ก็ไม่ต้องติดอยู่ในวงจรของความสงสารตัวเองอีกต่อไป แต่สามารถหันพลังงานไปสู่การเชื่อมโยง การเมตตา และการเติบโตที่แท้จริงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...