“จีน” ประกาศเข้มงวดคุมส่งออก “แร่หายาก” ห้ามร่วมมือต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
"จีน" ประกาศเข้มงวดคุมส่งออก “แร่หายาก” รอบใหม่ เพิ่มข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการแปรรูป และห้ามบริษัทจีนร่วมมือกับต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 09.47 น. สำนักรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลจีนประกาศว่าจะขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare earths) โดยเพิ่มข้อจำกัดต่อเทคโนโลยีการแปรรูป ห้ามการร่วมมือกับต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และระบุชัดเจนถึงเจตนาที่จะจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังภาคการป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในต่างประเทศ
ประกาศจากกระทรวงพาณิชย์ของจีน (Ministry of Commerce) ระบุว่า มาตรการใหม่นี้เป็นการชี้แจงและขยายความจากประกาศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเคยสร้างภาวะขาดแคลนแร่หายากไปทั่วโลก ก่อนที่จีนจะกลับมาส่งออกบางส่วนหลังทำข้อตกลงกับยุโรปและสหรัฐ
จีนถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยครองสัดส่วนประมาณ 60% ของการผลิตแร่หายากจากเหมืองทั่วโลก และกว่า 90% ของการแปรรูปและผลิตแม่เหล็กถาวร (permanent magnets) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์อากาศยาน ไปจนถึงเรดาร์ทางทหาร
มาตรการใหม่กำหนดให้การส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตแม่เหล็กจากแร่หายากต้องได้รับอนุญาตครอบคลุมชนิดแม่เหล็กมากขึ้น ขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่ใช้ในการรีไซเคิลแร่หายาก ก็จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดที่ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออกเช่นกัน ซึ่งทำให้รายการเทคโนโลยีที่ถูกควบคุมโดยจีนในกลุ่มแร่หายากยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังระบุว่าผู้ผลิตในต่างประเทศที่ใช้ชิ้นส่วนหรือเครื่องจักรจากจีนในการผลิตสินค้าควบคุม จะต้องยื่นขอใบอนุญาตก่อนส่งออกเช่นเดียวกัน
ประกาศดังกล่าวยังระบุอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกถึง“กลุ่มเป้าหมาย” ของมาตรการจำกัดใหม่ โดยระบุว่า ผู้ใช้งานในต่างประเทศด้านการป้องกันประเทศ (defence users) จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าแร่หายากจากจีน ส่วนการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (advanced semiconductors) จะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีไป (case-by-case basis)
ขณะเดียวกันบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ก็จะถูกห้ามไม่ให้ร่วมมือกับบริษัทต่างชาติด้านแร่หายาก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน
มาตรการล่าสุดนี้สะท้อนความตั้งใจของปักกิ่งในการ ใช้แร่หายากเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีนเอง ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับชาติตะวันตกที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
อ้างอิง : reuters.com