ทรัมป์-สี จิ้นผิง เจรจา TikTok คืบหน้า เตรียมพบกันที่เกาหลีใต้
ทรัมป์ เผยดีล TikTok คืบหน้า เตรียมพบ สี จิ้นผิง หารือประเด็นสำคัญ นอกรอบในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า
20 ก.ย. 2568 - สำนักข่าวรอยเตอร์ส กรุงวอชิงตันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้หารือกันทางโทรศัพท์และมีความคืบหน้าเรื่องข้อตกลงแอปพลิเคชัน TikTok โดยผู้นำทั้งสองจะนัดพบกันแบบตัวต่อตัวที่เกาหลีใต้ในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นการค้า ยาเสพติดผิดกฎหมาย และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนระหว่างผู้นำมหาอำนาจทั้งสองประเทศ ซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยลดความตึงเครียดลงได้ แต่ยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าการพูดคุยดังกล่าวจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของแอปฯ วิดีโอสั้นยอดนิยมนี้หรือไม่
ผู้นำทั้งสองตกลงที่จะมีการเจรจาเพิ่มเติม นอกรอบการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (APEC) ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาจะเดินทางเยือนจีนในช่วงต้นปีหน้า และประธานาธิบดีสีจะเดินทางมายังสหรัฐฯ ในภายหลัง
ซึ่งสำนักข่าว Reuters ได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังวางแผนการประชุมดังกล่าว “เขายินยอมในดีลTikTok แล้ว” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ พร้อมเสริมว่าอาจยังต้องมีการลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และยืนยันว่า “ดีลTikTok กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี”
ประเด็นความมั่นคงยังคงเป็นข้อกังวล
ทรัมป์ยังบอกใบ้ถึงความเคลื่อนไหวในเชิงบวกในประเด็นการค้า สารเฟนทานิล และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ระหว่างการสนทนาที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยกล่าวว่า “ผมเชื่อว่าเขาอยากให้สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยุติลง”
อย่างไรก็ดี การที่จีนให้การอนุมัติข้อตกลงเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุกันในสัปดาห์นี้ ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทรัมป์จำเป็นต้องผ่านให้ได้ เพื่อให้ TikTokยังคงเปิดให้บริการได้ต่อไป เนื่องจากก่อนหน้านี้สภาคองเกรสได้ออกคำสั่งให้แอปฯ ดังกล่าวถูกปิดการใช้งานในสหรัฐฯ ภายในเดือนมกราคม 2025 หาก ByteDance ซึ่งเป็นเจ้าของชาวจีนไม่สามารถขายสินทรัพย์ในสหรัฐฯ ได้
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของจีนไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับTikTok โดยระบุเพียงว่า “จุดยืนของจีนในประเด็น TikTok นั้นชัดเจน: รัฐบาลจีนเคารพความต้องการของบริษัทที่เกี่ยวข้อง” พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิบัติต่อบริษัทของตนอย่างเท่าเทียม“สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับจีนในด้านเศรษฐกิจและการค้า และสนับสนุนทีมงานของตนในการบรรลุข้อตกลงที่เหมาะสมกับ TikTok ผ่านการปรึกษาหารือ”
เครก ซิงเกิลตัน ผู้เชี่ยวชาญจาก Foundation for Defense of Democracies กล่าวว่า “ปักกิ่งกำลังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และเวลา ในขณะที่วอชิงตันต้องการข่าวใหญ่เกี่ยวกับ TikTok และการประชุมสุดยอด” และเขายังกล่าวเสริมว่า“ผมคิดว่าคนจีนพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบันมาก”
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับดีลTikTok ยังคงมีอยู่ เช่น โครงสร้างการเป็นเจ้าของที่ชัดเจน การควบคุมการทำงานภายในของแอปฯ ที่จีนจะยังคงไว้ การประนีประนอมใดที่ทรัมป์จะเรียกร้องจากฝ่ายต่างๆ หรือการอนุมัติจากสภาคองเกรส โดยทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่าสหรัฐฯ หรือจีนจะเป็นผู้ควบคุมอัลกอริทึมของแอปฯ ว่า “กำลังดำเนินการอยู่ และเราจะมีการควบคุมที่เข้มงวดมาก” และเมื่อถูกถามว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีตำแหน่งในคณะกรรมการหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะประกาศให้ทราบ”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเป็นตัวกลางช่วยให้ TikTokยังคงออนไลน์ได้ แม้ว่าข้อกำหนดดังกล่าว“ยังไม่ได้เจรจาอย่างเต็มที่” แต่ Wall Street Journal รายงานว่าอาจมีค่าธรรมเนียมสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์
มีรายงานว่าข้อตกลงนี้จะถ่ายโอนสินทรัพย์ของTikTok ในสหรัฐฯ ไปยังเจ้าของชาวอเมริกันจาก ByteDance ซึ่งผู้ที่คุ้นเคยกับข้อตกลงนี้กล่าวว่า TikTokในสหรัฐฯ จะยังคงใช้อัลกอริทึมของ ByteDance ซึ่งเป็นที่กังวลของสมาชิกสภานิติบัญญัติที่เกรงว่าปักกิ่งอาจจะสอดแนมชาวอเมริกันหรือดำเนินการด้านการแทรกแซงผ่านแอปฯ ได้
ตั้งแต่มารับตำแหน่งอีกครั้งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าในวงกว้าง โดยพุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้จีนต้องตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีเช่นกัน ส่งผลให้อัตราภาษีในทั้งสองประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นตัวเลขสามหลักในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ภาษีนำเข้าของผู้ประกอบการสหรัฐฯ เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักของทรัมป์ โดยเขาได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบศตวรรษ ในขณะเดียวกันก็วางท่าทีด้านนโยบายต่างประเทศของตนว่าเป็นผู้แสวงหาสันติภาพและสร้างข้อตกลง
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศยังต้องหารือกัน ได้แก่ การที่สหรัฐฯ ต้องการให้จีนกวดขันการส่งออกสารตั้งต้นของสารเฟนทานิลซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในสหรัฐฯ โดยปักกิ่งกล่าวหาว่าวอชิงตันบิดเบือนประเด็นนี้ และยังคงมีความตึงเครียดในประเด็นไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งแม้จะไม่ได้ถูกกล่าวถึงในแถลงการณ์หลังการสนทนา แต่ก็เป็นประเด็นที่น่ากังวลในภูมิภาคเช่นกัน
อ้างอิง : reuters.com