โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จิตร ภูมิศักดิ์ : อักษรขอมไทย คือ “อักษรเขมร” แบบพื้นเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ก.ย 2568 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2568 เวลา 03.09 น.
สมุดไทยเล่าเรื่องสุวรรณสามชาดก ใช้ตัวอักษรขอมไทย (ภาพจาก หนังสือ สมุดข่อย, โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย)

แม้ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง จะเป็นร่องรอยสำคัญของ“อักษรไทย” แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวอักษรไทยไม่ได้อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นทันทีทันใดจากการประดิษฐ์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มีพัฒนาการและดัดแปลงมาจากอักษรที่ใช้กันอยู่ก่อนแล้ว คือ“อักษรขอม” หรืออักษรขอมไทย

แล้วอักษรขอมมาจากไหน ? ร่องรอยของอักษรโบราณนี้อยู่ที่ลพบุรี หรืออดีตคือละโว้ นั่นเอง

อักษรขอมรัฐละโว้

รัฐละโว้เติบโตขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก มีศูนย์กลางอยู่ที่ลพบุรี หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีชี้ว่า ละโว้คือทายาทของ “ทวารวดี” และเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ส่งอิทธิพลไปยังบ้านเมืองอื่น ๆ โดยรอบ

หลัง พ.ศ. 1500 รัฐละโว้ หรือกัมโพช ได้เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเมืองพระนครบริเวณทะเลสาบเขมรในกัมพูชา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกัมพุชเทศ (กัมพูชาโบราณ) แต่ยังมีความเป็นรัฐประชาชาติ คือมีประชากรหลายกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งหลักแหล่งปะปนกันอยู่ นับถือศาสนาหลัก ๆ ได้แก่ ศาสนาผี ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) และศาสนาพุทธ โดยเฉพาะนิกาย “มหายาน” ซึ่งมีต้นแบบจากพิมาย ในพื้นที่ต้นแม่น้ำมูล

เมื่อกษัตริย์แห่งเมืองพระนครนับถือฮินดูกับพุทธมหายานเป็นหลัก ละโว้จึงรับอิทธิพลดังกล่าวด้วย แต่เนื่องจากทั้ง 2 ศาสนาเน้นพิธีกรรมเป็นหลัก จนสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรไปกับการบวงสรวงบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ ผู้คนบางส่วนจึงเริ่มหันไปรับพุทธศาสนานิกาย “เถรวาท” จากลังกา

คนสมัยต่อมาที่นับถือเถรวาท จึงเรียกพวกที่นับถือพราหมณ์กับพุทธมหายานว่า “ขอม”โดยไม่จำแนกชาติพันธุ์-ภาษา มีความหมายทางวัฒนธรรมอย่างกว้าง ๆ ว่าพวกทางใต้ คือบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตลอดจนลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างและลุ่มทะเลสาบเขมร ชาวละโว้ (ที่ใช้วัฒนธรรมขอม) จึงเป็นขอม เช่นเดียวกับตัวอักษรที่คนกลุ่มนี้ใช้ ก็ถูกเรียกว่า “อักษรขอม”ด้วย

เมื่อศาสนากับตัวอักษรมาคู่กัน ตัวอักษรขอมที่ใช้ในงานศาสนา คาถาอาคมต่าง ๆ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนผู้รู้อักษรศาสตร์ก็ได้รับสถานะพิเศษ คือเป็น “ครู” ดังที่คนตระกูลไทย-ลาวสมัยก่อนมักเรียกผู้รู้อักษรขอมอย่างเคารพนับถือว่า “ครูขอม”

อักษรขอมไทยคือ “อักษรเขมร”

อักษรขอมในที่นี้ก็คือ “อักษรเขมร”ดังที่ จิตร ภูมิศักดิ์อธิบายไว้ในหนังสือ “ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม”มีความโดยสรุปว่า อักษรขอม คืออักษรที่กำเนิดมาจากอักษรเขมร นัยหนึ่งก็คืออักษรเขมรที่ใช้อยู่ ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและมีพัฒนาเฉพาะตนขึ้นที่นี่ เรียกว่า “อักษรขอมไทย”

จิตรชี้ว่า ชนชาติเขมรที่เป็นชนชั้นปกครองแห่งนครธม (เมืองพระนคร) ก็ใช้อักษรเขมรแบบนครธม แต่ชาวเขมรรวมถึงชาวไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จะใช้อักษรดังกล่าวตามแบบท้องถิ่นตนอีกที วัดซึ่งเป็นสถานศึกษาในอดีตก็สอนหนังสือขอมหรือเขมรแบบพื้นเมือง กระทั่งดินแดนแถบนี้กลายเป็นอิสระจากอำนาจที่นครธม จึงพัฒนาตัวอักษรของตนเองขึ้น นั่นคือ “อักษรไทย” ส่วนอักษรขอมไทยก็ใช้กันอยู่แต่ตามวัดหรือเนื่องในงานด้านศาสนา

นอกจากนี้ยังอธิบายว่า แม้จะมีนักค้นคว้าชาตินิยมพยายามชี้ว่า อักษรขอมเป็นอักษร “ชนชาติขอม” ไม่ใช่อักษรของ “ชนชาติเขมร”กล่าวคือ“อักษรขอมนี้แหละคือซากที่ยืนยันความมีอยู่ของชนชาติขอมที่เปนอีกชาติหนึ่งต่างหากจากเขมร. เหตุผลที่แสดงว่าอักษรขอมไม่ใช่อักษรเขมร ก็คือ อักษรขอมมีรูปร่างไม่เหมือนอักษรเขมรที่ใช้กันในเมืองเขมร…”

แต่จิตรยังคงยืนยันว่า “อักษรขอม คืออักษรเขมร” ที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาลสืบถึงปัจจุบัน จึงขอคัดคำอธิบายประเด็นดังกล่าวมาชี้แจงประเด็นนี้ ดังนี้ [ปรับย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกอง บก. ศิลปวัฒนธรรม]

“เป็นความจริงอยู่ว่าอักษรขอมที่ใช้กันในเมืองไทยมาแต่โบราณนั้นมีรูปร่างต่างจากอักษรเขมรในประเทศกัมพูชาอยู่บ้างเล็กน้อย. ความแตกต่างเหล่านั้นเปนลักษณะปลีกย่อยเต็มที ที่แตกต่างกันมากสักหน่อยก็มีเพียงสามตัวเท่านั้น (คืออักษร ก ง และ ช – ผู้เขียน) นอกจากสามตัวนี้แล้ว ก็เปนอักษรอย่างเดียวกันทั้งนั้น จะผิดกันบ้างก็เปนเรื่องปลีกย่อยหรือเรื่องของลายมือ.

ตามความเห็นของข้าพเจ้า อักษรขอมก็คืออักษรเขมรนั่นเอง แต่ทว่าเปนอักษรที่ใช้กันจนเกิดลักษณะเฉพาะถิ่นขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย.

เราต้องไม่ลืมว่าสมัยโบราณไม่มีตัวพิมพ์และการพิมพ์ที่ใช้กันเปนมาตรฐาน ซึ่งทำให้ตัวอักษรเหมือนกันทั่วทุกภาคทุกถิ่น. รูปอักษรของสมัยโบราณ เปนเรื่องที่คิดประดิษฐ์เขียนกันเปนรูปทรงและลักษณะผิดเพี้ยนกันมากบ้างน้อยบ้าง ตามฝีมือของอาจารย์เจ้าสำนัก. ในประเทศเขมรสมัยนครธมเอง ก็มีอักษรใช้อยู่หลายแบบหลายรูปทรง มีทั้งอย่างทรงเครื่องตัวเหลี่ยมไปจนแบบหวัดตัวมนหรือกลม แล้วแต่ฝีมือของช่างจำหลักและเจ้าของจารึก เปนต้นว่าอักษร ญ (ต้นฉบับไม่มีเชิง – ผู้เขียน) ดังนี้

อักษรเขมรโบราณเหล่านี้ ส่วนมากจะใช้กันเปนระยะๆ ระยะหนึ่งนิยมแบบหนึ่งเปนที่สังเกตได้ แต่ในแต่ละระยะก็จะมีแบบนิยมเฉพาะของราชสำนัก แบบที่นิยมของฝ่ายวัด แบบตัวเขียนหวัดของประชาชน ใช้อยู่พร้อมกัน.

เมื่อโจว ต้ากวาน ราชทูตจีนไปยังราชสำนักเขมรระหว่าง พ.ศ. 1839-40 ก็ได้เล่าว่า ในสังคมเขมรมีอักษรใช้หลายแบบ คือ ราชสำนักใช้แบบหนึ่ง, พราหมณ์ใช้แบบหนึ่ง, ชาวบ้านชาวเมืองใช้อีกแบบหนึ่ง เปนต้น.

เช่นรูปอักษร ญ ที่ยกตัวอย่างมา 5 แบบข้างต้นนั้น ถ้าเปนราชสำนักที่ต้องการจะจารึกด้วยภาษาสันสกฤต และต้องการจะแสดงยศอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะเลือกใช้อักษรแบบที่ 1 ซึ่งเปนทรงสี่เหลี่ยมและเครื่องเคราน่าเกรงขาม; แม้จารึกเปนภาษาเขมร ถ้าต้องการจะให้เต็มยศ ก็จะใช้อักษรแบบที่ 1 นี้เปนแบบจารึก.

ด้วยความจริงเช่นนี้การที่อักษรเขมรรุ่นเดียวกันแต่ต่างสำนักกันแลต่างถิ่นกัน จะมีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อยนั้น เปนเรื่องที่ธรรมดาที่สุด

ในเมืองไทยเมื่อสมัยยังไม่มีการศึกษาอย่างใหม่ในวัดจะสอนหนังสือขอมและไทย. หนังสือขอมสำหรับใช้เขียนคัมภีร์ทางศาสนาและภาษาบาลี. อักษรขอมในเมืองไทยที่สอนกันก็ยังมี 3 แบบ คือ :

1. อักษรขอมบรรจงรูปอักษรเหลี่ยมทรงมน ใช้เขียนภาษาบาลีและคำไทยในคัมภีร์ทางศาสนาต่าง ๆ

2. อักษรขอมตัวเกษียนรูปอักษรเปนตัวเฉียงทแยง เอนไปข้างขวา ใช้เปนตัวสำหรับเขียนหวัด เพื่อจดคำอธิบายแทรกลงในหน้าหนังสือเวลาต่อหนังสือกับครู; ตัวคล้ายกับอักษรเขมรปัจจุบันมาก.

3. อักษรเฉียงขอมรูปร่างลักษณะคล้ายกับอักษรเขมรปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอักษรอยู่บ้าง แต่มีตัวแปลกพิสดารผิดกว่ากันมาก ตัวสระและวิธีผสมก็แปลกมาก. เจรียง(เชรียง) อักษรนี้เคยพบใช้เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร เช่น ตำราพระกัลปนาวัดจังหวัดพุทลุง พ.ศง 2242 (คำว่าคำราที่ใช้ในกรณีปัลปนาหรืออุทิศถวายที่ดินและคนแก่วัดนี้ แปลว่าพระราชกฤษฎีกา มิใช่แปลว่าตำรับตำรา)

อักษรเฉียงขอมนี้แม้จะมีตัวแปลกพิสดารมากกว่าอักษรเขมรทั่วไป แต่ตำราเก่าๆ ก็ยังจัดเปนอักษรเขมรแบบหนึ่ง. ตำราเขียนภาษาไทยโบราณเรียกอักษรเฉียงขอมเปนภาษาบาลีว่า เฉมเขมกฺขรํ (เฉมเขม+อกฺขรํ) คำว่า เขม นั้นก็คือ เขมร, ซึ่งแปลออกมาจากคำว่า ขอม.ในความสำนักของผู้แต่งตำรานี้ ขอม คือ เขมร, จึงเรียกว่า เฉียงขอม ว่า เฉมเขมะ.

อักษรขอมทั้งสามชนิดนี้ ความเปนจริงแล้วก็คืออักษรเขมรที่ใช้ตกค้างอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้มาแต่โบราณนั่นเอง เมื่อใช้นานไปก็เกิดลักษณะเฉพาะพิเศษของถิ่นขึ้น หรือไม่ก็พัฒนาไปตามลำพังของถิ่นตนโดยห่างเหินขาดการติดต่อสัมพันธ์กับอักษรเขมรในประเทศเขมรเอง

อักษรขอมนั้นโดยรูปอักษรแล้ว เปนอักษรเขมรที่ใช้ตกค้างอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างไม่มีปัญหา, หาใช้อักษรของชนชาติอะไรที่มิใช่เขมรไม่. สิ่งที่เปนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา, และเปนของไท-ไต นับแต่ลุ่มน้ำแม่กกลงมา, ก็คือวิธีเขียนผสมตัวสะกด อันเปนแบบพิเศษซึ่งเราเรียกกันว่า ขอมไทย คือเอาอักษรขอมมาเขียนภาษาไทย วิธีเขียนมีลักษณะพิเศษคือ เอาตัวสะกดไว้ใต้ตัวออกเสียง … วิธีดังกล่าวนี้ เปนวิธีที่เขมรไม่เคยใช้กันมาเลย.

ในภาษาเขมร การซ้อนอักษรไว้ข้างล่างหมายความว่าตัวเขียนล่างเปนตัวกล้ำ… ต่างกับอักษรขอมไทยที่ใช้ตัวสะกดซ้อนไว้ล่างตัวออกเสียง … วิธีแบบขอมไทยนี้ มีแต่ในภาษาลาว ซึ่งเรียกว่า ขอมลาวอีกภาษาเดียวเท่านั้น

ความเห็นของข้าพเจ้า อักษรขอมก็คืออักษรเขมรแบบที่ใช้ตกค้างอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อนำมาเขียนคำภาษาไทยด้วยวิธีอย่างไทยก็เรียกว่า‘ขอมไทย’.และอักษรขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังแบ่งออกเปน ขอมบรรจง ขอมตัวเกษียน และ เฉียงขอม ซึ่งเปนพัฒนาการของตัวอักษรเขมรที่ชนในถิ่นนี้พัฒนาขึ้นโดยเปนอิสระจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา.

สรุปผลจากการศึกษาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่ามีภาษาขอมของชนชาติขอม และอักษรขอมของชนชาติขอม ซึ่งเปนอีกชนชาติหนึ่งที่มิใช่เขมร.

ภาษาที่เรียกว่า ‘ภาษาขอม’ นั้น แท้จริงก็คือภาษาเขมรของชาติที่พูดภาษาเขมร: และก็เปนภาษาเดียวกับภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา, เปนภาษาเดียวกับภาษาเขมรในจังหวัดศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ รวมทั้งบางส่วนในจังหวัดปราจีนบุรีทุกวันนี้.

ภาษานี้มีพัฒนาการสืบสาวได้เปนสายสัมพันธ์มาแต่ยุคสมัย มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์. อนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ได้แสดงมาข้างต้นนั้น เปนการแสดงให้เห็นถึงส่วนที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นแก่คำจำนวนหนึ่งในภาษาเท่านั้น; มีคำอีกเปนจำนวนมากมายกว่าครึ่งที่มิได้เปลี่ยนแปลงเลย หากใช้รูปคงเดิมมาตั้งแต่สมัยพนมหรือฝูหนาน มาจนถึงสมัยพนมเปญปัจจุบัน,

ส่วนอักษรขอมนั้น ก็คืออักษรเขมรที่ไทยได้รับมาใช้อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดถึงสุโขทัยตั้งแต่ครั้งโบราณและได้ใช้อยู่ในกิจการทางพุทธศาสนาตลอดมาจนมีพัฒนาการของตนเองขึ้นเปนพิเศษต่างหากจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา. และแม้ถึงกับได้นำมาเขียนคำภาษาไทยด้วยอักขรวิธีอย่างไทย ดังที่เรียกว่าอักษรขอมไทยขึ้น.”

อักษรขอมไทย เขียนคำภาษาไทย ด้วยอักขรวิธีไทย ลงบนสมุดไทยนี่เอง วิวัฒนาการมาเป็นตัวอักษรอีกแบบที่เรารู้จักกันว่าเป็น อักษรไทย

แต่ก็ต้องพึงระลึกไว้ด้วยว่า อักษรเขมรที่เรียกว่า “อักษรขอม” ก็มิได้อุบัติขึ้นมาบนผืนพิภพแบบดื้อ ๆ เช่นกัน แต่มีรากเหง้าอันเก่าแก่มาจาก “อักษรปัลลวะ” ของชาวทมิฬในอินเดียใต้โน้นเลย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2548). อักษรไทยมาจากไหน?.กรุงเทพฯ : มติชน.

จิตร ภูมิศักดิ์. (2547). ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม.กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 กันยายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จิตร ภูมิศักดิ์ : อักษรขอมไทย คือ “อักษรเขมร” แบบพื้นเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...