จิตร ภูมิศักดิ์ : อักษรขอมไทย คือ “อักษรเขมร” แบบพื้นเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา
แม้ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง จะเป็นร่องรอยสำคัญของ“อักษรไทย” แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวอักษรไทยไม่ได้อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นทันทีทันใดจากการประดิษฐ์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มีพัฒนาการและดัดแปลงมาจากอักษรที่ใช้กันอยู่ก่อนแล้ว คือ“อักษรขอม” หรืออักษรขอมไทย
แล้วอักษรขอมมาจากไหน ? ร่องรอยของอักษรโบราณนี้อยู่ที่ลพบุรี หรืออดีตคือละโว้ นั่นเอง
อักษรขอมรัฐละโว้
รัฐละโว้เติบโตขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก มีศูนย์กลางอยู่ที่ลพบุรี หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีชี้ว่า ละโว้คือทายาทของ “ทวารวดี” และเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ส่งอิทธิพลไปยังบ้านเมืองอื่น ๆ โดยรอบ
หลัง พ.ศ. 1500 รัฐละโว้ หรือกัมโพช ได้เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเมืองพระนครบริเวณทะเลสาบเขมรในกัมพูชา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกัมพุชเทศ (กัมพูชาโบราณ) แต่ยังมีความเป็นรัฐประชาชาติ คือมีประชากรหลายกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งหลักแหล่งปะปนกันอยู่ นับถือศาสนาหลัก ๆ ได้แก่ ศาสนาผี ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) และศาสนาพุทธ โดยเฉพาะนิกาย “มหายาน” ซึ่งมีต้นแบบจากพิมาย ในพื้นที่ต้นแม่น้ำมูล
เมื่อกษัตริย์แห่งเมืองพระนครนับถือฮินดูกับพุทธมหายานเป็นหลัก ละโว้จึงรับอิทธิพลดังกล่าวด้วย แต่เนื่องจากทั้ง 2 ศาสนาเน้นพิธีกรรมเป็นหลัก จนสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรไปกับการบวงสรวงบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ ผู้คนบางส่วนจึงเริ่มหันไปรับพุทธศาสนานิกาย “เถรวาท” จากลังกา
คนสมัยต่อมาที่นับถือเถรวาท จึงเรียกพวกที่นับถือพราหมณ์กับพุทธมหายานว่า “ขอม”โดยไม่จำแนกชาติพันธุ์-ภาษา มีความหมายทางวัฒนธรรมอย่างกว้าง ๆ ว่าพวกทางใต้ คือบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตลอดจนลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างและลุ่มทะเลสาบเขมร ชาวละโว้ (ที่ใช้วัฒนธรรมขอม) จึงเป็นขอม เช่นเดียวกับตัวอักษรที่คนกลุ่มนี้ใช้ ก็ถูกเรียกว่า “อักษรขอม”ด้วย
เมื่อศาสนากับตัวอักษรมาคู่กัน ตัวอักษรขอมที่ใช้ในงานศาสนา คาถาอาคมต่าง ๆ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนผู้รู้อักษรศาสตร์ก็ได้รับสถานะพิเศษ คือเป็น “ครู” ดังที่คนตระกูลไทย-ลาวสมัยก่อนมักเรียกผู้รู้อักษรขอมอย่างเคารพนับถือว่า “ครูขอม”
อักษรขอมไทยคือ “อักษรเขมร”
อักษรขอมในที่นี้ก็คือ “อักษรเขมร”ดังที่ จิตร ภูมิศักดิ์อธิบายไว้ในหนังสือ “ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม”มีความโดยสรุปว่า อักษรขอม คืออักษรที่กำเนิดมาจากอักษรเขมร นัยหนึ่งก็คืออักษรเขมรที่ใช้อยู่ ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและมีพัฒนาเฉพาะตนขึ้นที่นี่ เรียกว่า “อักษรขอมไทย”
จิตรชี้ว่า ชนชาติเขมรที่เป็นชนชั้นปกครองแห่งนครธม (เมืองพระนคร) ก็ใช้อักษรเขมรแบบนครธม แต่ชาวเขมรรวมถึงชาวไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จะใช้อักษรดังกล่าวตามแบบท้องถิ่นตนอีกที วัดซึ่งเป็นสถานศึกษาในอดีตก็สอนหนังสือขอมหรือเขมรแบบพื้นเมือง กระทั่งดินแดนแถบนี้กลายเป็นอิสระจากอำนาจที่นครธม จึงพัฒนาตัวอักษรของตนเองขึ้น นั่นคือ “อักษรไทย” ส่วนอักษรขอมไทยก็ใช้กันอยู่แต่ตามวัดหรือเนื่องในงานด้านศาสนา
นอกจากนี้ยังอธิบายว่า แม้จะมีนักค้นคว้าชาตินิยมพยายามชี้ว่า อักษรขอมเป็นอักษร “ชนชาติขอม” ไม่ใช่อักษรของ “ชนชาติเขมร”กล่าวคือ“อักษรขอมนี้แหละคือซากที่ยืนยันความมีอยู่ของชนชาติขอมที่เปนอีกชาติหนึ่งต่างหากจากเขมร. เหตุผลที่แสดงว่าอักษรขอมไม่ใช่อักษรเขมร ก็คือ อักษรขอมมีรูปร่างไม่เหมือนอักษรเขมรที่ใช้กันในเมืองเขมร…”
แต่จิตรยังคงยืนยันว่า “อักษรขอม คืออักษรเขมร” ที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาลสืบถึงปัจจุบัน จึงขอคัดคำอธิบายประเด็นดังกล่าวมาชี้แจงประเด็นนี้ ดังนี้ [ปรับย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกอง บก. ศิลปวัฒนธรรม]
“เป็นความจริงอยู่ว่าอักษรขอมที่ใช้กันในเมืองไทยมาแต่โบราณนั้นมีรูปร่างต่างจากอักษรเขมรในประเทศกัมพูชาอยู่บ้างเล็กน้อย. ความแตกต่างเหล่านั้นเปนลักษณะปลีกย่อยเต็มที ที่แตกต่างกันมากสักหน่อยก็มีเพียงสามตัวเท่านั้น (คืออักษร ก ง และ ช – ผู้เขียน) นอกจากสามตัวนี้แล้ว ก็เปนอักษรอย่างเดียวกันทั้งนั้น จะผิดกันบ้างก็เปนเรื่องปลีกย่อยหรือเรื่องของลายมือ.
ตามความเห็นของข้าพเจ้า อักษรขอมก็คืออักษรเขมรนั่นเอง แต่ทว่าเปนอักษรที่ใช้กันจนเกิดลักษณะเฉพาะถิ่นขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย.
เราต้องไม่ลืมว่าสมัยโบราณไม่มีตัวพิมพ์และการพิมพ์ที่ใช้กันเปนมาตรฐาน ซึ่งทำให้ตัวอักษรเหมือนกันทั่วทุกภาคทุกถิ่น. รูปอักษรของสมัยโบราณ เปนเรื่องที่คิดประดิษฐ์เขียนกันเปนรูปทรงและลักษณะผิดเพี้ยนกันมากบ้างน้อยบ้าง ตามฝีมือของอาจารย์เจ้าสำนัก. ในประเทศเขมรสมัยนครธมเอง ก็มีอักษรใช้อยู่หลายแบบหลายรูปทรง มีทั้งอย่างทรงเครื่องตัวเหลี่ยมไปจนแบบหวัดตัวมนหรือกลม แล้วแต่ฝีมือของช่างจำหลักและเจ้าของจารึก เปนต้นว่าอักษร ญ (ต้นฉบับไม่มีเชิง – ผู้เขียน) ดังนี้
อักษรเขมรโบราณเหล่านี้ ส่วนมากจะใช้กันเปนระยะๆ ระยะหนึ่งนิยมแบบหนึ่งเปนที่สังเกตได้ แต่ในแต่ละระยะก็จะมีแบบนิยมเฉพาะของราชสำนัก แบบที่นิยมของฝ่ายวัด แบบตัวเขียนหวัดของประชาชน ใช้อยู่พร้อมกัน.
เมื่อโจว ต้ากวาน ราชทูตจีนไปยังราชสำนักเขมรระหว่าง พ.ศ. 1839-40 ก็ได้เล่าว่า ในสังคมเขมรมีอักษรใช้หลายแบบ คือ ราชสำนักใช้แบบหนึ่ง, พราหมณ์ใช้แบบหนึ่ง, ชาวบ้านชาวเมืองใช้อีกแบบหนึ่ง เปนต้น.
เช่นรูปอักษร ญ ที่ยกตัวอย่างมา 5 แบบข้างต้นนั้น ถ้าเปนราชสำนักที่ต้องการจะจารึกด้วยภาษาสันสกฤต และต้องการจะแสดงยศอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะเลือกใช้อักษรแบบที่ 1 ซึ่งเปนทรงสี่เหลี่ยมและเครื่องเคราน่าเกรงขาม; แม้จารึกเปนภาษาเขมร ถ้าต้องการจะให้เต็มยศ ก็จะใช้อักษรแบบที่ 1 นี้เปนแบบจารึก.
ด้วยความจริงเช่นนี้การที่อักษรเขมรรุ่นเดียวกันแต่ต่างสำนักกันแลต่างถิ่นกัน จะมีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อยนั้น เปนเรื่องที่ธรรมดาที่สุด
ในเมืองไทยเมื่อสมัยยังไม่มีการศึกษาอย่างใหม่ในวัดจะสอนหนังสือขอมและไทย. หนังสือขอมสำหรับใช้เขียนคัมภีร์ทางศาสนาและภาษาบาลี. อักษรขอมในเมืองไทยที่สอนกันก็ยังมี 3 แบบ คือ :
1. อักษรขอมบรรจงรูปอักษรเหลี่ยมทรงมน ใช้เขียนภาษาบาลีและคำไทยในคัมภีร์ทางศาสนาต่าง ๆ
2. อักษรขอมตัวเกษียนรูปอักษรเปนตัวเฉียงทแยง เอนไปข้างขวา ใช้เปนตัวสำหรับเขียนหวัด เพื่อจดคำอธิบายแทรกลงในหน้าหนังสือเวลาต่อหนังสือกับครู; ตัวคล้ายกับอักษรเขมรปัจจุบันมาก.
3. อักษรเฉียงขอมรูปร่างลักษณะคล้ายกับอักษรเขมรปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอักษรอยู่บ้าง แต่มีตัวแปลกพิสดารผิดกว่ากันมาก ตัวสระและวิธีผสมก็แปลกมาก. เจรียง(เชรียง) อักษรนี้เคยพบใช้เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร เช่น ตำราพระกัลปนาวัดจังหวัดพุทลุง พ.ศง 2242 (คำว่าคำราที่ใช้ในกรณีปัลปนาหรืออุทิศถวายที่ดินและคนแก่วัดนี้ แปลว่าพระราชกฤษฎีกา มิใช่แปลว่าตำรับตำรา)
อักษรเฉียงขอมนี้แม้จะมีตัวแปลกพิสดารมากกว่าอักษรเขมรทั่วไป แต่ตำราเก่าๆ ก็ยังจัดเปนอักษรเขมรแบบหนึ่ง. ตำราเขียนภาษาไทยโบราณเรียกอักษรเฉียงขอมเปนภาษาบาลีว่า เฉมเขมกฺขรํ (เฉมเขม+อกฺขรํ) คำว่า เขม นั้นก็คือ เขมร, ซึ่งแปลออกมาจากคำว่า ขอม.ในความสำนักของผู้แต่งตำรานี้ ขอม คือ เขมร, จึงเรียกว่า เฉียงขอม ว่า เฉมเขมะ.
อักษรขอมทั้งสามชนิดนี้ ความเปนจริงแล้วก็คืออักษรเขมรที่ใช้ตกค้างอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้มาแต่โบราณนั่นเอง เมื่อใช้นานไปก็เกิดลักษณะเฉพาะพิเศษของถิ่นขึ้น หรือไม่ก็พัฒนาไปตามลำพังของถิ่นตนโดยห่างเหินขาดการติดต่อสัมพันธ์กับอักษรเขมรในประเทศเขมรเอง
อักษรขอมนั้นโดยรูปอักษรแล้ว เปนอักษรเขมรที่ใช้ตกค้างอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างไม่มีปัญหา, หาใช้อักษรของชนชาติอะไรที่มิใช่เขมรไม่. สิ่งที่เปนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา, และเปนของไท-ไต นับแต่ลุ่มน้ำแม่กกลงมา, ก็คือวิธีเขียนผสมตัวสะกด อันเปนแบบพิเศษซึ่งเราเรียกกันว่า ขอมไทย คือเอาอักษรขอมมาเขียนภาษาไทย วิธีเขียนมีลักษณะพิเศษคือ เอาตัวสะกดไว้ใต้ตัวออกเสียง … วิธีดังกล่าวนี้ เปนวิธีที่เขมรไม่เคยใช้กันมาเลย.
ในภาษาเขมร การซ้อนอักษรไว้ข้างล่างหมายความว่าตัวเขียนล่างเปนตัวกล้ำ… ต่างกับอักษรขอมไทยที่ใช้ตัวสะกดซ้อนไว้ล่างตัวออกเสียง … วิธีแบบขอมไทยนี้ มีแต่ในภาษาลาว ซึ่งเรียกว่า ขอมลาวอีกภาษาเดียวเท่านั้น
ความเห็นของข้าพเจ้า อักษรขอมก็คืออักษรเขมรแบบที่ใช้ตกค้างอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อนำมาเขียนคำภาษาไทยด้วยวิธีอย่างไทยก็เรียกว่า‘ขอมไทย’.และอักษรขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังแบ่งออกเปน ขอมบรรจง ขอมตัวเกษียน และ เฉียงขอม ซึ่งเปนพัฒนาการของตัวอักษรเขมรที่ชนในถิ่นนี้พัฒนาขึ้นโดยเปนอิสระจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา.
สรุปผลจากการศึกษาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่ามีภาษาขอมของชนชาติขอม และอักษรขอมของชนชาติขอม ซึ่งเปนอีกชนชาติหนึ่งที่มิใช่เขมร.
ภาษาที่เรียกว่า ‘ภาษาขอม’ นั้น แท้จริงก็คือภาษาเขมรของชาติที่พูดภาษาเขมร: และก็เปนภาษาเดียวกับภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา, เปนภาษาเดียวกับภาษาเขมรในจังหวัดศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ รวมทั้งบางส่วนในจังหวัดปราจีนบุรีทุกวันนี้.
ภาษานี้มีพัฒนาการสืบสาวได้เปนสายสัมพันธ์มาแต่ยุคสมัย มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์. อนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ได้แสดงมาข้างต้นนั้น เปนการแสดงให้เห็นถึงส่วนที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นแก่คำจำนวนหนึ่งในภาษาเท่านั้น; มีคำอีกเปนจำนวนมากมายกว่าครึ่งที่มิได้เปลี่ยนแปลงเลย หากใช้รูปคงเดิมมาตั้งแต่สมัยพนมหรือฝูหนาน มาจนถึงสมัยพนมเปญปัจจุบัน,
ส่วนอักษรขอมนั้น ก็คืออักษรเขมรที่ไทยได้รับมาใช้อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดถึงสุโขทัยตั้งแต่ครั้งโบราณและได้ใช้อยู่ในกิจการทางพุทธศาสนาตลอดมาจนมีพัฒนาการของตนเองขึ้นเปนพิเศษต่างหากจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา. และแม้ถึงกับได้นำมาเขียนคำภาษาไทยด้วยอักขรวิธีอย่างไทย ดังที่เรียกว่าอักษรขอมไทยขึ้น.”
อักษรขอมไทย เขียนคำภาษาไทย ด้วยอักขรวิธีไทย ลงบนสมุดไทยนี่เอง วิวัฒนาการมาเป็นตัวอักษรอีกแบบที่เรารู้จักกันว่าเป็น อักษรไทย
แต่ก็ต้องพึงระลึกไว้ด้วยว่า อักษรเขมรที่เรียกว่า “อักษรขอม” ก็มิได้อุบัติขึ้นมาบนผืนพิภพแบบดื้อ ๆ เช่นกัน แต่มีรากเหง้าอันเก่าแก่มาจาก “อักษรปัลลวะ” ของชาวทมิฬในอินเดียใต้โน้นเลย
อ่านเพิ่มเติม :
- สืบราก “อักษรไทย” จากอินเดียใต้ ณ จุดประชุมพลวานรของพระราม
- อักษรไทยมาจากไหน? อ่านฝรั่งคลั่งสยามค้นข้อมูลเรื่องที่มาของ “อักษรไทย”
- ถกหลักฐาน “เลขไทย” ได้แบบจากเลขเขมร หรือว่ามีต้นเค้าจาก “เลขอินเดียใต้”?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2548). อักษรไทยมาจากไหน?.กรุงเทพฯ : มติชน.
จิตร ภูมิศักดิ์. (2547). ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม.กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 กันยายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จิตร ภูมิศักดิ์ : อักษรขอมไทย คือ “อักษรเขมร” แบบพื้นเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com