“โตเกียว” รักษาอันดับ 1 จุดหมายปลายทางครอบครัว “โซล” อัตราค้นหาพุ่ง 33%
อโกด้า เผยผลวิเคราะห์ข้อมูลการค้นหาที่พักในช่วงปิดเทอมของครอบครัวชาวไทย ชี้โตเกียวยังคงเป็นจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน ขณะที่กรุงโซลแสดงการเติบโตของความสนใจสูงสุด โดยมีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้น 33% ส่วนการเดินทางในประเทศยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 26% โดยมีพัทยาและหัวหินเป็นจุดหมายปลายทางในประเทศยอดนิยม
อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มในช่วงปิดเทอมของครอบครัวชาวไทย โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความสนใจในการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ข้อมูลดังกล่าวระบุว่าการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยในช่วงปิดเทอมมีอัตราเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ยังคงรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มีการค้นหามากที่สุดในกลุ่มครอบครัวชาวไทยในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคมเป็นปีที่สองติดต่อกัน ปัจจัยสำคัญที่คาดว่ามีผลต่อความนิยมนี้รวมถึงสภาพอากาศในฤดูใบไม้ร่วงที่เอื้อต่อการเดินทาง และการมีแหล่งท่องเที่ยวที่ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย
ในขณะเดียวกัน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่แสดงการเติบโตของความสนใจสูงสุด โดยมียอดการค้นหาที่พักจากครอบครัวที่มีเด็กเพิ่มขึ้นสูงถึง 33% แซงหน้าเซี่ยงไฮ้ที่เคยครองตำแหน่งนี้ในปีก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมป๊อปเกาหลีที่ส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของครอบครัวชาวไทย
จุดหมายปลายทางต่างประเทศยอดนิยม 5 อันดับแรก
นอกเหนือจากโตเกียวที่ครองอันดับ 1 และโซลที่มีอัตราการค้นหาสูงสุดแล้ว ข้อมูลยังแสดงให้เห็นถึงความนิยมในจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียงตามลำดับความนิยมของการค้นหาดังนี้:
- อันดับ 1: โตเกียว (ญี่ปุ่น) - ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจสูงสุด
- อันดับ 2: ฮ่องกง - มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดครอบครัว
- อันดับ 3: โอซาก้า (ญี่ปุ่น) - เป็นอีกเมืองในญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
- อันดับ 4: สิงคโปร์ - เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มียอดค้นหาในระดับสูง
- อันดับ 5: จุดหมายปลายทางอื่น ๆ
แม้ว่าการเดินทางระหว่างประเทศจะได้รับความสนใจ แต่การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมีการค้นหาที่พักในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 26 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
จุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองชายทะเล และเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
- อันดับ 1: พัทยา - มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 14%
- อันดับ 2: หัวหิน - มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 12%
- อันดับ 3: กรุงเทพฯ - มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 20%โดยยังคงบทบาทเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมและการคมนาคม
- อันดับ 4: ชลบุรี (ไม่รวมพัทยา) - มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 30% โดยมีจุดเด่นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
- อันดับ 5: เขาใหญ่ - มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 23% เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางที่เน้นธรรมชาติและเข้าถึงง่ายจากกรุงเทพฯ
นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าวว่า ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับครอบครัวในการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน แพลตฟอร์มของอโกด้าจึงมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อเสนอที่คุ้มค่าสำหรับที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมุ่งเน้นไปที่การใช้เวลาคุณภาพร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ
ข้อมูลการค้นหาที่พักของอโกด้าในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม 2568 นี้ ได้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทยและภูมิภาคอย่างชัดเจน อัตราการเพิ่มขึ้นของการค้นหาที่พักในประเทศสูงถึง 26%และการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 3% ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนของครอบครัวชาวไทยกลับสู่ระดับก่อนหน้าการระบาดใหญ่
1. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินและโรงแรม
- การเดินทางระหว่างประเทศ: การที่โตเกียวยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 และโซลมีการเติบโตสูงสุดถึง 33% ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสายการบินที่ให้บริการเส้นทางบินสู่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินที่เน้นเส้นทางภูมิภาค ซึ่งอาจมีการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินหรือการใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้นในช่วงที่มีความต้องการสูง (High Season)
- ตลาดภายในประเทศ: การเติบโตของการค้นหาในประเทศ 26% โดยเฉพาะเมืองชายทะเลอย่างพัทยา (+14%) และหัวหิน (+12%) แสดงให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตที่เน้นกลุ่มครอบครัว (Family-Friendly Resorts) ในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นนี้ การเพิ่มขึ้นของ 30% ในชลบุรี และ 23% ในเขาใหญ่ ชี้ให้เห็นถึงความสนใจในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและใกล้ชิดกับเมืองหลัก
- รายได้เสริมในท้องถิ่น: การไหลเวียนของนักท่องเที่ยวในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เกี่ยวข้องกับการบริการ การค้าปลีก และร้านอาหาร ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของการจ้างงานและรายได้ในพื้นที่ท่องเที่ยว
2. บทบาทของนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล
- อิทธิพลของ K-Pop และสื่อวัฒนธรรม: การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโซล (+33%) เน้นย้ำถึงบทบาทของวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ การที่ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญ
- แพลตฟอร์ม OTA (Online Travel Agency): การที่อโกด้าซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม OTA เปิดเผยข้อมูลนี้ ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นตัวชี้วัดความต้องการที่แม่นยำและรวดเร็วกว่าข้อมูลการจองในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) และกำหนดราคา (Pricing Strategy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ความท้าทายและโอกาสในการลงทุน
- ความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐาน: การเติบโตของการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น การเพิ่มขึ้นของชลบุรีและเขาใหญ่ อาจนำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Waste Management) และการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
- โอกาสในการลงทุน: ตัวเลขการเติบโตเหล่านี้สร้างโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจใน:
- อสังหาริมทรัพย์และบริการ: การลงทุนในโรงแรมระดับกลางถึงพรีเมียมที่เน้นกลุ่มครอบครัวในพัทยาและหัวหิน
- การเชื่อมโยงการคมนาคม: การลงทุนในการพัฒนาระบบขนส่งที่สะดวกสบายและรวดเร็วเพื่อเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับจุดหมายปลายทางใกล้เคียง เช่น เขาใหญ่และชลบุรี
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Tourism): ความสนใจในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและการผ่อนคลายในเขาใหญ่บ่งชี้ถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสปาเพื่อรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม