โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีมาตรา 112 ของทักษิณ ชินวัตร กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีเมื่อปี 2558

iLaw

อัพเดต 22 ส.ค. 2568 เวลา 06.04 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2568 เวลา 06.55 น. • iLaw

สารบัญ

แสดง / ซ่อน

  • ย้อนที่มาที่ไปคดีมาตรา 112 ของทักษิณ

  • ยกฟ้องเหตุพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้

ย้อนทีมาที่ไปคดีมาตรา 112 ของทักษิณ

22 สิงหาคม 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญานัดทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Chosun Media ของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เกี่ยวกับการรัฐประหาร 2557 โดยอัยการบรรยายฟ้องว่า เนื้อหาสัมภาษณ์ของทักษิณนั้น เข้าใจว่าสื่อถึงรัชกาลที่ 9 และ“เข้าใจว่าการยึดอำนาจ รัฐประหารเป็นเรื่องที่ทหารได้รับคำสั่งมาจากในวัง พระมหากษัตริย์ออกมาช่วยในการทำรัฐประหารและอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร”

เดินสายต่างประเทศ สับผลงานคสช.-เบื้องหลังรัฐประหารออกสื่อ

ก่อนหน้าวันครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร 2557 วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 ทักษิณ ชินวัตร ที่ขณะนั้นยังมียศนำหน้าว่า “พ.ต.ท.” อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้เป็นหนึ่งในองค์ปาฐกถาในงานประชุมผู้นำแห่งทวีปเอเชียครั้งที่ 6 ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างนั้นทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเช่น รอยเตอร์ส เขาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลคสช.ที่ “ไม่ค่อยน่าประทับใจ” ซึ่งความเคลื่อนไหวของทักษิณเป็นวันเดียวกันกับที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเดินทางสอบคำให้การในคดีจำนำข้าวที่ศาลลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในเวลานั้นระบุทำนองว่า ไม่มีความสำคัญและไม่ขอตอบโต้

ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 Chosun Media เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของทักษิณก่อนจะลบออกไปในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 นอกจากนี้ยังมีเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า หยุดดัดจริตประเทศไทยเผยแพร่คลิปวีดีโอของสำนักข่าว Chosun Media โดยทักษิณให้สัมภาษณ์เป็นภาษาไทยความยาว 1.32 นาที กล่าวว่า

“คือประเทศไทยนี่ตราบใดที่เขาปล่อยให้ทำงาน ก็ยังมีอำนาจ แต่ถ้าไม่ปล่อยให้ทำงานก็ไม่มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกองคมนตรีทั้งหลายก็เที่ยวนี้ก็ แล้วก็ทหารก็จะฟังทางองคมนตรี

เพราะตอนที่เขาไม่ต้องการให้เราอยู่ เขาก็ให้สุเทพออกมา และมีทหารเข้ามาช่วย และก็มีพวกบางคนมาจากในวังมาช่วย ซึ่งก็เป็น palace circle ก็เลยทำให้เราไม่มีอำนาจอะไร ผมก็เลยคุยกับนายกปูฯว่า เหตุการณ์เหมือนที่พี่โดนมา ทหารเขาอาจจะชื่นชอบประชาธิปไตยแบบพม่า ที่พม่าเลิกแล้ว แต่เขาชอบอย่างนั้นไง เราไม่รู้

ผมก็ยังตำหนิเค้าไป เขาก็ยังอายุน้อยเค้าคงโกรธ ที่ปฏิวัติแบบนี้ เค้าก็คงโกรธว่าประเทศไทยมาดีๆ แล้ว แต่เค้าคงคงโกรธนะเราเป็นครอบครัวสาธารณะจะพูดอะไรต้องระมัดระวัง”

แจ้งม.112 ถอนหนังสือเดินทาง-ยศตำรวจ

ข้อมูลจากวิญญัติ ชาติมนตรีระบุว่า ผู้ร้องทุกข์คือ โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในเวลานั้นแต่ในชั้นสืบพยาน นายตำรวจนายดังกล่าวให้การทำนองว่า เป็นแรงกดดันมาจากจากฝ่ายทหารและจากเหตุเดียวกันนี้ทักษิณยังถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทกองทัพบกอีกหนึ่งคดี วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญ กองทัพบกยื่นฟ้องทักษิณที่ศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ 1824/2558 ฐานความผิดคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 กระทรวงต่างประเทศพิจารณายกเลิกหนังสือเดินทางของทักษิณตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 สืบเนื่องจากข้อเสนอจากฝ่ายความมั่นคงที่ขอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการเนื่องด้วยคำสัมภาษณ์ของทักษิณ มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย หรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ประกอบกับกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนบก.ปอท. ส่งสำนวนคดีให้อัยการ เพื่อให้ดำเนินคดีทักษิณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีความผิดที่เกิดภายนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดจะเป็นผู้สั่งตั้งพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้เพื่อพิจารณาต่อไปต่อมาอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในเดือนกันยายน 2559 แต่ผู้ต้องหาหลบหนีจึงออกหมายจับ

นอกจากการดำเนินคดีแล้วในวันที่ 5 กันยายน 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 26/2558 ถอดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากยศตำรวจ ซึ่งเท่าที่สามารถติดตามได้ข้อเรียกร้องนี้มาจากวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

คดีมาตรา 112 เดินหน้าต่อหลังกลับประเทศ

บีบีซีไทยประมวลเหตุการณ์สำคัญระบุว่า ย้อนกลับไปในช่วงรัฐประหาร 2549 ทักษิณอยู่ระหว่างการประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกาและไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทยในระหว่างการรัฐประหาร จนกระทั่งพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ทักษิณจึงกลับประเทศไทยพร้อมกับภาพ “กราบแผ่นดิน” แต่เพียงไม่นานในวันที่ 1สิงหาคม 2551 สาธารณชนทราบว่า เขาเดินทางออกนอกประเทศไปอีกครั้ง ครั้งนี้ยาวนานกว่า 15 ปี

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ทักษิณเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยและกราบพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่10 และพระราชินีที่หน้าอาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคล (MJets)

ระหว่างทีทักษิณกำลังรับโทษในคดีทุจริตรวมสามคดีที่โรงพยาบาลตำรวจกระบวนการคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เริ่มขึ้นอีกครั้งวันที่ 17 มกราคม 2567 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสืบสวนกับทักษิณ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2567 อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องคดี

คำฟ้องระบุพฤติการณ์โดยสรุปว่า ขณะเกิดเหตุในคดีนี้และในปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดหรือจะกล่าวหาหรือจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยพระมหากษัตริย์ขณะเกิดเหตุคดีนี้คือ รัชกาลที่ 9 ส่วนพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันคือ รัชกาลที่ 10

โดยจำเลยได้พูดให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของสำนักข่าว Chosun Media ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เป็นภาษาไทย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 และจำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้บังอาจร่วมกันนำคลิปวิดีโอถ้อยคำ การพูดให้สัมภาษณ์ของจำเลยในชื่อ “คลิป ทักษิณให้สัมภาษณ์ทิ้งบอม เบื้องหลัง ยืดอำนาจ อัดสุเทพ บิ๊กทหาร องคมนตรี” เผยแพร่บนยูทูบ โดยผู้ที่ใช้ชื่อว่า “news_viv” ความยาว 1.32 นาที และเผยแพร่บนเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี “หยุดดัดจริตประเทศไทย” ซึ่งตั้งค่าเปิดเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ลงในยูทูบและเฟซบุ๊ก (ข้อความตามที่ถอดความในหัวข้อ เดินสายต่างประเทศ สับผลงานคสช.-เบื้องหลังรัฐประหารออกสื่อ)

เนื้อหาการให้สัมภาษณ์ที่เผยแพร่ดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย รัชกาลที่ 9 ซึ่งประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อมูล ข้อความ และตัวอักษรที่จำเลยได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของสำนักข่าว Chosun Media ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ดังกล่าว เข้าใจว่า สื่อถึงรัชกาลที่ 9 และ“เข้าใจว่าการยึดอำนาจ รัฐประหารเป็นเรื่องที่ทหารได้รับคำสั่งมาจากในวัง พระมหากษัตริย์ออกมาช่วยในการทำรัฐประหารและอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร”

ทักษิณให้การปฏิเสธ ศาลสั่งพิจารณาลับ

19 สิงหาคม 2567 ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ทักษิณให้การปฏิเสธ อัยการนำพยานเข้าสืบสิบปาก ส่วนทนายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 14 ปาก ศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 1-3 กรกฎาคม 2568 และสืบพยานจำเลย 15, 16, 22 และ 23 กรกฎาคม 2568 โดยวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เป็นนัดสืบพยานจำเลย ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบสามปากได้แก่ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและทักษิณ ซึ่งเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแล้วจึงสืบพยานจำเลยเพียงเท่านี้ สำหรับการสืบพยานนั้นศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นการลับ

ยกฟ้องเหตุพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้

22 สิงหาคม 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญานัดทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คดีนี้สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Chosun Media ของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เกี่ยวกับการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.ในปี 2557

บรรยากาศตั้งแต่เวลา 09:22 น.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงศาลอาญาโบกมือทักทายสื่อมวลชน โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด สำนักข่าว ThaiPBS รายงานว่า ทักษิณมาด้วยชุดสูทสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนคไทสีเหลือง ก่อนจะสวมกอดกับ พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวคนกลาง ที่เดินทางมาให้กำลังใจ และเดินเข้าไปบริเวณด้านในอาคารศาลอาญารัชดาทันที เพื่อเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีที่ 902 บริเวณโถงทางเดินเข้าห้องพิจารณาชั้น 9 ถูกปิดด้วยแผงเหล็กและมีตำรวจศาลสองคนคอยชี้แจงกับประชาชนเพื่อไม่ให้ผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น ส่วนพื้นที่บริเวณหน้าศาลถูกจัดให้เป็นพื้นที่ของสื่อมวลชนพบว่า มีสื่อมวลชนมารอฟังคำพิพากษาราว 100 คน

เวลา 10:40 น. ทักษิณเดินออกมาจากอาคารศาลอาญาและกล่าวว่า “ยกฟ้อง” ทักทายสื่อมวลชนโดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่าง ก่อนจะขึ้นรถออกไปจากบริเวณศาลอาญา

วิญญัติให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าศาลยกฟ้อง และกล่าวว่า “เหตุผลในการยกฟ้องมีหลากหลายเหตุผลแต่ทั้งหมดทั้งปวงก็คือการพิสูจน์ของโจทก์ สืบไม่สมกับภาระการพิสูจน์ตามฟ้อง” และได้อธิบายต่อโดยมีใจความว่า

  • คลิปที่เป็นเหตุตามฟ้องเป็นเพียงการนำคลิปบางส่วนของคำให้สัมภาษณ์ซึ่งมีถ้อยคำที่จำกัดมาใช้ประกอบเป็นหลักฐาน ซึ่งศาลเชื่อว่ามีคำสัมภาษณ์จริงที่มากกว่านี้ และคลิปที่มีมาเป็นเพียงบางส่วนและคำพูดของจำเลยไม่ได้เจาะจงถึงพระมหากษัตริย์

  • ศาลตีความคำพูดที่ให้สัมภาษณ์โดยใช้หลักไวยากรณ์ โดยเห็นว่า ตัวประธานไม่ใช่บุคคลที่เฉพาะเจาะจงไว้ตามมาตรา 112 แม้จะมีสรรพนามคำว่า “เขา” ที่พยานบางปากตีความหรือพิจารณาตามความเห็นส่วนตัวของพยาน ซึ่งสามารถเชื่อถือได้น้อยมากและศาลเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากพยานที่มาให้ความเห็นมีความอคติและฝ่ายจำเลยก็ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า พยานมีความเกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองบ้าง มีใครเคยขึ้นเวทีปราศรัยหรือให้ความเห็นแบบไม่เป็นกลางหรือให้ความเห็นที่ขัดแย้งกับชั้นสอบสวนและชั้นศาลอย่างชัดเจนบ้าง

  • ศาลใช้พจนานุกรมฉบับออกซฟอร์ดเพื่อตีความว่า ความหมายที่ปรากฎในคำฟ้อง โดยความหมายที่พูดถึงในการสัมภาษณ๋ไม่ได้หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ ศาลเชื่อว่า ไม่สามารถทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงผู้ใด

  • การฟ้องคดีเกิดขึ้นภายใต้มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่เขียนขึ้นโดยคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) จึงทำให้กระกวนการ ข้าราชการและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคดีตกอยู่ภายใต้ความเกรงกลัวอำนาจของคสช. การดำเนินคดีจึงไม่เป็นกลาง

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้อัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ วิญญัติระบุว่า การจะอุทธรณ์ต้องมีความผิดที่เข้าข่ายตามข้อกฎหมายซึ่งกรณีนี้มองว่าข้อเท็จจริงที่ศาลยกฟ้องค่อนข้างครบถ้วน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับอัยการว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ และกล่าวต่อว่าหลังฟังคำตัดสินทักษิณมีอาการยิ้มและรู้สึกดีใจ พร้อมระบุว่า หลังจากนี้จะได้มีเวลาทำเพื่องานชาติได้อย่างเต็มที่

ทั้งนึ้หลังนักข่าวถามว่าเมื่อผลอกมาแบบนี้จะเกิดการเปรียบเทียบกับคดีมาตรา 112 ของประชาชนคนอื่นๆ และกลายเป็นที่จับตาหรือไม่ วิญญัติชี้แจงว่ามาตรา 112 จะเป็นที่จับตาหรือไม่เป็นเรื่องการเมือง มีหลายกลุ่มคนพยายามจะทำให้การเมืองเป็นทางตัน เรื่องของการฟ้องคดีมาตรา 112 ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งภาครัฐก็ใช้มาตรานี้มาดำเนินการกับประชาชนหรือผู้ที่มีความเห็นต่าง “แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดี 112 ทุกคนจะเป็นคนที่ต้องได้รับความเห็นใจ ขอให้แยกการกระทำและพฤติการณ์ของแต่ละคน ส่วนที่มีการโต้เถียงกันในสภาฯ เป็นเรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่ที่นำมาใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการเมือง”

นอกจากนี้ยังระบุว่า ทักษิณกล่าวขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจในวันนี้

ผู้ชุมนุมที่มาให้กำลังใจวันนี้ปักหลักบริเวณประตูทางเข้าหน้าศาลอาญา ประตู 8 ไปจนถึงบริเวณป้ายรถเมล์หน้าศาลอาญา บางส่วนปักหลักที่บริเวณลานจอดรถของศาลอาญา ผู้ชุมนุมสวมใส่เสื้อสีแดง และเสื้อสีแดงสกรีนข้อความให้กำลังใจและรูปของอดีตนายกฯ ทักษิณ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่เดินทางมาจากในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด รวมถึงมีกลุ่มแกนนำมวลชนเสื้อแดงเข้ามาจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้กำลังใจ ประมาณ 150 คน ซึ่งตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลอาญาได้มีการกันพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มมวลชนอยู่ พื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เดินทางมาที่ศาลอาญา

“ภูมิ” คนเสื้อแดงให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับข่าวสารจากกลุ่มคนเสื้อแดง กทม. 50 เขต ว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะเข้ามาฟังคำพิพากษาในวันนี้ ทางกลุ่มที่นำโดนแกนนำจึงนัดกันเพื่อมาให้กำลังใจ และขอยืนยันว่าไม่ได้มากดดันศาลแต่อย่างใด และเมื่อได้ยินว่าพิพากษายกฟ้องก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันมวลชนคนเสื้อแดงกทม. 50 เขตที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ร่วมถ่ายภาพกับวิญญัติ ชาติมนตรี

ต่อมาเวลา 11:24 น. เพจเฟซบุ๊ก “สื่อศาล” เผยแพร่สรุปคำพิพากษามีรายละเอียดดังนี้

ประเด็นที่ 1จำเลยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์นักข่าวตามคลิปและมีเนื้อหาตามฟ้องหรือไม่

โจทก์มีพยานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพยานปากนายอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล มาเบิกความว่า ดูคลิปวิดีโอหมาย วจ. 1 และวจ. 2 แล้วเห็นว่า เป็นการกล่าวถ้อยคำให้สัมภาษณ์จำเลยจริง แม้โจทก์ไม่มีคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยฉบับเต็มมาเป็นหลักฐาน แต่เมื่อพยานโจทก์ต่างยืนยันว่า คลิปวิดีโอหมายวจ. 1 และวจ. 2 เป็นคลิปที่ให้สัมภาษณ์ของจำเลยบางช่วงบางตอน และพยานโจทก์เห็นว่า สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เป็นการตัดต่อคลิปวิดีโอ ไม่ปรากฏว่าเป็นการตัดต่อในส่วนใดและส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริง จึงเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้มาสนับสนุนหักล้างพยานหลักฐานโจทก์

ประกอบกับจำเลยยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า บุคคลและเสียงในคลิปวิดีโอหมายวจ. 1 และวจ. 2 คือจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเนื้อหาของข้อความตามคำฟ้อง ไม่ได้เป็นการตัดต่อหรือเสริมแต่งเพื่อใส่ความให้ร้ายจำเลย

ประเด็นที่ 2 ข้อความที่พูดเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่

ในส่วนของข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ความฟ้องนั้นเป็นการพูดหรือแสดงหรือพาดพิงหรือทำให้เข้าใจว่า เป็นการกล่าวถึงรัชกาลที่ 9 อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่ เห็นว่าข้อความที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความนั้นระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ หรือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ถูกใส่ความโดยตรงการใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่า หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนการดูหมิ่นต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึงขนาดทำให้อับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว

อีกทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการใช้ข้อความ หรือคำพูดก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็น หรือได้อ่านหรือได้ยินข้อความนั้นแล้วจะส่งผลให้ผู้ถูกกระทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อความหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยมิได้ใช้คำว่า " พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9" โดยตรง และไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด หากแต่ใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 3 ว่า "เขา" เรียกแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน และยังมีคำว่า "องคมนตรี" "ทหาร" "Palace Circle" และ "คนในวัง" ล้วนแต่อยู่ในประโยคคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย

เห็นว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่โจทก์นำมาเป็นพยานเพียงปากเดียวกับพยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมืองอันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานบุคคลดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อาจแสดงให้เชื่อได้ว่า วิญญูชนทั่วไปจะตีความข้อความที่จำเลยกล่าวไปในลักษณะที่พยานเหล่านั้นเข้าใจ ส่วนพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจของโจทก์ก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพยานเบิกความตอบคำถามค้านสอดคล้องกันว่า ในระหว่างการดำเนินคดีกับจำเลยนั้น ความจริงพยานเห็นต่างเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้ เพราะคลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่า เป็นต้นฉบับทั้งไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเฟซบุ๊กและยูทูบที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่พบว่า บุคคลที่นำมาเผยแพร่ ซึ่งเป็นเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรก ล้วนเข้าใจตรงกันว่า จำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และองคมนตรีทั้น ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่า รัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้อหงลังการปฏิวัติรัฐประหาร

พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกล่าวข้อความตามคำฟ้องโดยเจตนาหมายถึงรัชกาลที่ 9 หรือเมื่อวิญญูชนทั่วไปได้พบเห็นหรืออ่านข้อความที่จำเลยกล่าวแล้วจะเข้าใจว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 ในขณะที่การสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามฟ้อง

สำหรับข้อหาร่วมกันแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 9 โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่มิได้นำพยานหลักฐานใดๆ มานำสืบเกี่ยวกับข้อหานี้เลย จึงรับฟังไม่ได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...