Flow Coffee Roasters การไหลของเวลาจากบ้านเก่าอายุร้อยปี สู่ร้านกาแฟของชาวออฟฟิศ โปรเจ็กต์ที่ตั้งใจรักษาสิ่งเก่าไปพร้อมกับพัฒนาสิ่งใหม่ และอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นมิตร
“มันมีด้วยเหรอน้อง ร้านกาแฟตรงนี้น่ะ”
แม้แต่พี่วินมอเตอร์ไซค์ก็ยังงงกับเรา เมื่อเรียกมาส่งตรงหน้าตึกแถวแห่งหนึ่งในย่านถนนสุรวงศ์ เพราะร้านกาแฟที่เราต้องการจะมา ก่อนหน้านี้มันเคยถูกบดบังโดยหมู่อาคารพาณิชย์และรายล้อมไปด้วยตึกสำนักงานสูงๆ เต็มไปหมด จนแทบไม่มีแม้แต่ทางเข้า เรียกว่าเป็นพื้นที่เปลี่ยวเพราะถูกปิดร้างมานานมากกว่า 30 ปี จนหลายคน แม้แต่คนในพื้นที่ก็ยังลืมไปแล้วว่ามันเคยเป็นอะไร
จนกระทั่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บ้านหลังเก่าที่หลับใหลจากสายตาผู้คนอยู่หลังตึกแถวแห่งนี้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของคอมมิวนิตี้สเปซ ชื่อว่า Time Signature Surawong โปรเจ็กต์ที่เป็นการร่วมมือกันของ ดุษฎี ทวีพานิชย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นลัท-นลิน ขันติธีรธรรม ผู้รับหน้าที่เป็นดีไซน์เนอร์ และ อธิวัฒน์ พิเชฐธรรมสาร เจ้าของร้านกาแฟและโรงคั่ว Flow Coffee Roasters ที่ต่างมีแนวคิดคล้ายๆ กัน นั่นคือการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับหัวใจสำคัญเป็นความยั่งยืน ในการจะอยู่ร่วมกับบริบทของชุมชนได้อย่างลงตัว
Flow Coffee คือร้านกาแฟร้านแรกและร้านเดียวที่เข้ามาอยู่ด้วยในพื้นที่แห่งนี้ด้วยกัน จากแบรนด์ซึ่งเริ่มต้นมาโดยเป็นโรงคั่วและขายทางออนไลน์ การมีหน้าร้านแห่งที่ 2 เกิดขึ้นในพื้นที่นี้จึงเป็นข้อดีที่ให้คนได้มาสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองในรูปแบบของร้านกาแฟสแตนด์อโลน
และคำว่า Flow ซึ่งหมายถึง ‘การไหลของเวลา’ ก็กลายมาเป็นแนวคิดที่น่าจะใช้อธิบายตัวบ้านเก่าอายุมากกว่าร้อยปีหลังนี้ได้ดีที่สุดด้วย
“เราอยากสร้างคอมมิวนิตี้ที่สามารถอยู่ไปได้ยาวๆ ไม่ได้เป็นแค่ย่านฮิต หรือมาแค่เป็นกระเเสแล้วหายไป” ดุษฎี ทวีพานิชย์ นักพัฒนาโครงการเล่าให้เราฟังถึงเหตุผลว่าทำไมจึงเลือกบ้านหลังเก่าที่ร้างมานานกว่า 30 ปี เป็นสเปซแห่งใหม่สำหรับคนเมือง ก็เพราะมันไม่เพียงได้เปรียบในเชิงกายภาพ แต่พื้นที่ถนนสุรวงศ์ ยังเป็นย่านเก่าแก่ย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง โดยรอบมีทั้งแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และยังเป็นย่านสำนักงานที่ชาวออฟฟิศจำนวนมากแวะเวียนมาตลอดทั้งวัน เรียกว่าวิถีชีวิตทั้งท้องถิ่นและโมเดิร์นสอดประสานกันอย่างลงตัวที่นี่ก็ว่าได้
บ้านหลังนี้ถูกสร้างเมื่อประมาณช่วงปี พ.ศ. 2470-2590 ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดวันและเวลาที่แน่ชัด มีเจ้าของบ้านคนเเรกคือ พันตรี หม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ตอนแรกที่เห็นโลเคชั่นนี้จาก Google Map พวกเขาเล่าให้เราฟังว่ามันแทบจะเข้ามาไม่ได้เลย เนื่องจากพื้นที่ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างมานาน และถูกเปลี่ยนผ่านจากเจ้าของเดิม ทำให้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะรื้อถางจนสามารถเข้ามาได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความท้าทายอีกเหมือนกัน คือการที่มันเป็นหมู่อาคารบ้านเก่าสร้างมานานร่วมร้อยปี เคยผ่านการถูกน้ำท่วมขัง และเต็มไปด้วยปลวกที่กัดกันโครงสร้างไปเยอะ แค่เฉพาะตัวบ้านหลังนี้ก็ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็มในการรีโนเวทแล้ว
และการรีโนเวทก็แทบจะไม่ได้ใช้วัสดุที่เป็นของใหม่ หากเน้นการใช้โครงสร้างเดิมกับวัสดุเดิมที่ยังใช้งานได้ ชิ้นไหนยังคงสภาพอยู่ได้ดีก็ยังใช้อยู่ เพื่อรักษากลิ่นอายของตัวบ้านเดิมให้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นขั้นตอนที่ไม่ง่ายเลย เพราะการตัดสินใจทุบของเดิมทิ้ง หรือสร้างใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดอาจจะทำได้ง่ายกว่า ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณก็จริง แต่เสน่ห์กับความอัตลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้ก็จะหายไปด้วย
“การซ่อม ยากกว่าการสร้างใหม่ มันต้องลงทุนลงแรงมากกว่า ทีมเรายังคุยกันตลอดเลยว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ยอมรับว่าเราต้องใช้ ‘หลายฮึบ’ อยู่เหมือนกันค่ะ ”
“เราจำเป็นต้องรู้ว่าเพื่อนบ้านเป็นใคร เขาอยู่กันยังไง มีอะไรอยู่ตรงนี้บ้าง และเราจะอยู่กันยังไงให้ทุกคนแฮปปี้ที่สุด เหมือนเราเข้ามาเป็นเพื่อนบ้านกับเขา ขออนุญาตเขาก่อนทุกครั้งที่จะมีเสียงดังจากการก่อสร้างบ้าง หรือบางครั้งที่อาจจะกระทบกับระบบไฟ ระบบน้ำ แต่เราไม่ทิ้งเขา อะไรทำให้เขาอยู่กันอย่างมีความสุข เราก็ทำ”
จากที่เมื่อก่อนชาวบ้านไม่กล้าเปิดประตูหลังบ้าน เพราะกลัวสัตว์มีพิษบ้าง กลัวโจรบ้าง กลายเป็นว่าภูมิทัศน์หลังบ้านของชาวชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่รกร้าง ไม่เปลี่ยวเหมือนเมื่อก่อน แถมสะอาด ปลอดภัยมากขึ้นด้วย “บางพื้นที่เข้าไปพัฒนาแล้วเสน่ห์ของชุมชนหายไป เพราะฉะนั้นอะไรที่เคยอยู่แล้วยังเล่าเรื่องพื้นที่ตรงนี้ได้ เราก็จะเก็บไว้ แม้แต่ต้นไม้ต้นเก่าที่อยู่มานานพอๆ กับบ้านที่เห็นนี้ด้วยค่ะ”
ไม่เพียงแค่นั้น พื้นที่ด้านหน้าของโครงการยังกลายเป็นพื้นที่ให้ชาวชุมชนเข้ามาใช้ทำมาหากิน อย่างเช่นอากงเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวที่เคยตั้งร้านขายอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ตึกแถวนั้นได้ถูกปิดไปแล้ว ก็ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันที่นี่ และในเวลาพักเที่ยง เราก็จะเห็นบรรดาชาวออฟฟิศเดินมากินก๋วยเตี๋ยวอากง เสร็จแล้วก็เลยเข้ามาซื้อกาแฟ เป็นภาพวิถีของการพึ่งพาอาศัยกันแบบนี้ทุกวัน
ในมุมมองของนักพัฒนาอสังหาฯ มองว่าธุรกิจที่จะเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ ไม่เพียงแค่ต้องมีปรัชญาเดียวกัน มันยังต้องช่วยทำให้ย่านมีชีวิตชีวา และเป็นการพัฒนาพื้นที่ไปในตัวได้จริงๆ และนั่นก็ตรงกับปรัชญาดั้งเดิมของ Flow Coffee ที่ไม่ได้ต้องการจะเสิร์ฟกาแฟหรือเครื่องดื่มราคาสูงเกินเอื้อม เพราะตั้งใจเป็นร้านกาแฟที่ผู้คนสามารถซื้อหาได้ทุกวัน เป็น Daily Product ในราคาย่อมเยาที่เหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมา คนทำงาน หรือคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ย่านนี้ก็ตาม ซึ่งเร็วๆ นี้ นอกจาก Flow Coffee แล้ว เพื่อนบ้านที่จะเข้ามาอยู่ด้วยกันในพื้นที่นี้ก็กำลังจะมีร้านอาหารไฟน์ ไดนิ่ง และโรงแรมตามมาด้วย เพื่อเข้ามาช่วยเติมเต็มคอมมิวนิตี้ให้อบอุ่นยิ่งขึ้น
“อยากให้มันเหมือนพาทุกคนกลับไปบ้านหลังนี้ เมื่อร้อยปีที่แล้ว เป็นจุดนัดพบของเพื่อนๆ และเป็นบ้านที่อบอุ่นสบายใจอีกหลังของทุกคน” นั่นคือความตั้งใจของทีมพัฒนาโครงการ
ทุกๆ องค์ประกอบของพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารหรือผู้คนต่างเล่าเรื่องราวในแบบของมัน จากอดีต ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน และเราก็ดีใจที่มันยังมีโอกาสได้ ‘อยู่รอด’ ต่อไป เพื่อเล่าเรื่องราวใหม่ๆ จากผู้คนใหม่ๆ ในอนาคตที่จะเข้ามา
เพราะการรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่มันง่าย การเก็บรักษาเอาไว้นั้นยากกว่า
-
Flow Coffee Roasters
ตั้งอยู่ในโครงการ Time Signature Surawong
ซอยนเรศ (ติด 7-Eleven ข้างตึก Jewellery Center)
เปิดวันจันทร์ - เสาร์ เวลา 07.30 - 16.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
จอดรถได้ที่ตึก Jewelry Center
บทความต้นฉบับได้ที่ : Flow Coffee Roasters การไหลของเวลาจากบ้านเก่าอายุร้อยปี สู่ร้านกาแฟของชาวออฟฟิศ โปรเจ็กต์ที่ตั้งใจรักษาสิ่งเก่าไปพร้อมกับพัฒนาสิ่งใหม่ และอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นมิตร
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ไม่เห็นต้องมองหาผู้ชายรวยๆ หรือคนที่เพียบพร้อม เพราะฉันเป็นคนคนนั้นเองได้ค่ะ! ‘Rich Man’ เพลงจาก aespa ที่บอกว่า ผู้หญิงเติมเต็มชีวิตของตัวเองได้ และไม่ใช่ด้วยความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง
- Sally Rooney นักเขียนชาวไอริช เจ้าของผลงานนวนิยายฮิต Normal People แสดงจุดยืนต่อต้านความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ และอาจทำให้เธอต้องตกเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’ ในสายตารัฐบาลอังกฤษ
- วิธีขายของมันๆ สไตล์ ‘Doja Cat’ ในฐานะ Global Brand Ambassador คนใหม่ของ MAC ที่ทาลิปสี Lady Danger แล้วกินโชว์บนพรมแดง VMAs ส่งต่อเอเนอร์จี้ ‘สวย! มั่นใจ! ไม่กลัว!’ ที่มีร่วมกับแบรนด์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com