โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชาจะกลายเป็นเหมือนเนปาลหรือไม่? ถ้าปิดด่านและกดดันทางเศรษฐกิจต่อ'ตระกูลฮุน'ต่อไป

The Better

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 00.23 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2568 เวลา 10.30 น. • THE BETTER

ผมได้ยินบางความเห็นที่บอกว่า หากเราปิดด่านชายแดนต่อไป จะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อระบอบตระกูลฮุน จนกระทั่งเมื่อคนกัมพูชาอดอยากปากแห้ง ไม่มีงานทำ ไม่มีอะไรจะกิน ก็จะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบอบฮุนจนพินาศ

บางคนชี้ว่าสถาพของกัมพูชาจะคล้ายกับเนปาล ซึ่งประชาชนทนไม่ไหวจนต้องล้มรัฐบาลและไล่ล่าพวกนักการเมือง

แต่นี้เป็นการ "ฝันหวาน" จนเกินไปของคนไทยโดยคิดว่าทุกประเทศที่มีรัฐบาลอันชั่วร้ายจะต้องพบจุดจบแบบเนปาล

ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า มันแทบเป็นไปไม่ได้ในกรณีของคนกัมพูชา

ผมขอชี้ให้เห็นว่าในกรณีของเนปาลนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเปิดโปงพวก Nepo Kid ที่เป็นลูกหลานอวดร่ำอวดรวยของนักการเมืองฟิลิปปินส์ พอเนปาลเอาอย่างบ้างก็ไม่เพียงแค่เปิดโปง แต่ไล่ล่าตัวเป็นๆ กันเลยทีเดียว

กระนั้นก็ตาม ต้นตำรับแนวคิดนี้คือฟิลิปปินส์ไม่ได้ลงมือไล่ล่าและล้มรัฐบาลแบบเนปาล ปัจจุบันคนฟิลิปปินส์ก็ยัง "ฝันหวาน" กับการโค่นนักการเมืองกันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าก่อม็อบ

เพียงแค่นี้จะเห็นแล้วว่าเงื่อนไขและปัจจัยของแต่ละประเทศไม่นั้นต่างกันลิบลับ จะเอามาเทียบโดยไม่พิจารณาลักษณะเบื้องหลังของประเทศนั้นๆ ไม่ได้

ในกรณีของคนกัมพูชา ผมขอเรียกว่าเป็น "มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม"

เราจะเห็นว่าแม้กัมพูชาจะยากจนและ รายได้ต่อหัวต่ำ สกุลเงินก็ไร้ค่า โรงพยาบาลไม่พอ โรงเรียนคุณภาพต่ำ ฯลฯ ถือเป็นประเทศยากจนอันดับต้นๆ ของเอเชีย

แต่คนกัมพูชาก็ยังยินดีอยู่ในระบอบตระกูลฮุนโดยไม่มีใครกล้าท้าทาย นอกจากจะไม่ท้าทายยังยกย่องบูชาราวกับเป็นพระมาโปรด

สาเหตุก็คือ คนกัมพูชามีความคิดวิเคราะห์ (Critical thinking) น้อย หากมีทักษะการวิเคราะห์สูง พวกเขาก็คงเห็นว่า "ตัวเองอยู่ในประเทศสลัมแท้ๆ" และควรจะต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้ชีวิตผู้คนตกต่ำตั้งแต่หลายปีที่แล้ว

อีกสาเหตุก็คือ คนกัมพูชามีความตื่นตัวทางการเมือง (Political awareness) น้อย หากตื่นตัวทางการเมืองสักนิด ก็จะควรจะต่อต้านระบอบฮุนที่กดขี่ทางการเมือง ปิดปากฝ่ายตรงข้าม และกอบโกยผลประโยชน์เข้าพวกตน

แค่เพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนกัมพูชา "จงรักภักดี" หรือ "จมปลัก" ไปกับระบอบฮุนไปอีกนานแสนนาน

นี่เองที่ผมเรียกว่า "มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม" ซึ่งต่างจากปรเะทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ที่พร้อมจะต่อต้านรัฐบาลของตนทุกเมื่อ

แม้แต่คนเมียนมาพร้อมที่จะสู้รัฐบาลเผด็จการได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่คนลาวก็พร้อมที่จะวิจารณ์ "พรรครัฐ" อย่างตรงไปตรงมา ท่าทีแบบนี้จะสร้างเสริมพัฒนาการทางการเมืองและการตระหนักรู้สถานะของประเทศตนที่แท้จริง และจะทำให้ "เจริญรุ่งเรือง" เมื่อทุกอย่างสุกงอมแล้ว

แต่มนุษย์ประเภทอย่างคนกัมพูชาจะไม่มีวันลุกฮือต่อต้านผู้กดขี่ตนเองทำให้ "ไม่มีอนาคต" ยิ่งกว่านั้น หากรัฐบาลผู้กดขี่ยังใช้วิธีอันชั่วร้ายด้วยการโยนความผิดให้กับ "ปัจจัยภายนอก" คนพวกนี้ก็จะเชื่อว่า "พวกข้างนอก" ทำให้พวกเขาลำบาก และยิ่งยกย่องเชิดชู "เผด็จการภายใน" ที่ช่วยปกป้องพวกเขา

เช่น หากมีการปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยไทยต่อกัมพูชา (เช่น ปิดด่าน ไปจนถึงปิดท่าเรือ และปิดน่านน้ำ) จนกระทั่งเศรษฐกิจของกัมพูชาถึงจุดต่ำสุด

เพียงแค่ระบอบฮุนโฆษณาชวนเชื่อว่าไทยเป็น "มารร้าย" ที่ทำให้คนกัมพูชาต้องอยู่อย่างอดอยาก คนกัมพูชาก็พร้อมที่จะเชื่ออย่างสุดหัวใจ

ดังนั้น ต่อให้ไทยปิดด่าน กัมพูชาก็จะไม่เกิดการลุกฮือเหมือนเนปาล แต่คนกัมพูชาจะหาเหตุผลร้ายแปดประการมาโทษไทยเท่านั้น
นี่คือ "อวิชชา" ของการเป็น "มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม" ของคนกัมพูชา คือมองไม่เห็นแสวงสว่างอื่นๆ เลย นอกจากแสงจากระบอบฮุน

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ "สถานการณ์ระยะสั้น"

ในระยะสั้นคนกัมพูชาจะเชื่อถือระบอบเผด็จการเพราะอย่างน้อยการสนับสนุนเผด็จการก็ยังดีกว่าปล่อยให้ไทยเอาชนะ "พวกเดียวกันเอง"

หากประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างเผด็จการระบอบฮุนที่เป็นตัวการความขัดแย้งทั้งมวลและยังเป็นผู้เลี่ยงดูธุรกิจสีเทาที่ทำลายคนไทยและคนทั่วโลก - ประเทศไทยสามารถดำเนินการแบบ "สถานการณ์ระยะยาว" และมีความดุดันมากกว่าปิดด่าน

เช่น การทำการปิดกั้นทางเศรษฐกิจในวางกว้าง ไม่ว่าจะเป็น การสร้างอุปสรรคทางการค้า (เก็บภาษีในอัตราสูง) การอายัดทรัพย์สินนักการเมืองกัมพูชา และการห้ามคนไทยเดินทางเข้ากัมูชาและห้ามคนกัมพูชาเดินทางมายังไทย

พวกนี้คือ "อาวุธทำลายล้างสูงในสงครามเศรษฐกิจ"

ในระยะยาวนานนับปี มันจะค่อยๆ บ่อนทำลายความอดทนต่อระบอบเผด็จการของคนกัมพูชา หากเมื่อถึงจุดขีดสุดที่เหมือนฟางเส้นสุดท้าย พวกเขาก็จะเปลี่ยนเป้าหมายจากการโจมตีไทย มาเป็นการขับไล่ระบอบฮุน

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ "โหดร้าย" ต่อประชาชนกัมพูชาอย่างมาก และประเทศไทยไม่ควรกระทำต่ำช้าเหมือนกัมพูชาที่ใช้พลเรือนเป็น Collateral damage เหมือนกับที่กัมพูชาเข่นฆ่าพลเรือนไทยอย่างเลือดเย็น

ในสถานการณ์ระยะยาว สิ่งที่ชอบธรรมกว่าและกอปรด้วยเมตตาธรรมมากกว่า คือการทำแคมเปญเปิดโปงความชั่วร้ายของระบอบฮุน ซึ่งคอร์รัปชั่นอย่างเลวร้าย ทำการสนับสแกมเมอร์ สนับสนุนการค้ามนุษย์ และเมินเฉยต่อคุณภาพชีวิตประชาชน

พูดง่ายๆ คือ หากจะชนะในระยะยาว จะต้องทำ "สงครามโฆษณาชวนเชื่อ" ต่อโลกภายนอกและบอกความจริงกับประชาชนภายในกัมพูชา

ในช่วงเวลานี้จะต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองในกัมพูชา แต่ป้อน "ความจริง" ให้คนกัมพูชาได้ตระหนัก แล้ว "ความเคลื่อนไหว" จะปรากฏในที่สุด
ผมจะยกตัวอย่างประเทศหนึ่งซึ่งถูกปิดกันทางเศรษฐกิจมายาวนาน คือ เวเนซุเอลา

เวเนฯ ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรต่างกรรมต่างวาระ ทั้งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่การเมืองไปจนถึงการคว่ำบาตรระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันแห่งนี้มีสภาพเศรษฐกิจมี่เหมือนยาจก

สาเหตุแห่งการคว่ำบาตรมีหลายประการ ทั้งเรื่องความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด การที่รัฐบาลกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และการที่เวเนซุเอลาเป็นศัตรูทางอุดมการณ์กับสหรัฐฯ (เข้าข้างรัสเซียและอิหร่าน)

สภาพของเวเนฯ นั้นคล้ายกัมพูชา ผิดกันตรงที่เวเนฯ รวยน้ำมัน ส่วนกัมพูชาไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เวเนฯ ถูกปิดกั้นทางเศรษฐกิจมานานหลายปี ประชาชนเริ่มโทษรัฐบาล แต่ถึงที่สุดแล้วจากผลสำรวจของ Datanalisis ในปี 2023 พบว่าชาวเวเนซุเอลา 74% ไม่สนับสนุนการคว่ำบาตร โดย 30% เชื่อว่าปัญหาของเวเนซุเอลาเกิดจากการคว่ำบาตร

ประชาชนรู้ดีว่าต้องโทษรัฐบาลที่เป็นตัวการที่ทำให้ประเทศถูกคว่ำบาตร แต่พอการคว่ำบาตรกินเวลานานๆ เข้าและไม่บรรลุเป้าหมาย ชาวเวเนฯ เริ่มไม่สนับสนุนการคว่ำบาตร ต่างจากตอนแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นใจต่อแนวทางนี้

ยังไม่นับการที่ รัฐบาลเวเนฯ มักจะกล่าวโทษ "ศัตรูภายนอก" ว่าเป็นตัวการความยาลำบาก การปั่นหัวแบบนี้นานๆ เข้าก็ทำให้คนเวเนฯ ไม่มีกะใจจะต่อต้าน "ศัตรูภายใน" ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบาก

เช่นการที่รัฐบาลเวเนฯ กล่าวว่าวิกฤตการเมืองในประเทศ คือ"การรัฐประหารที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเพื่อโค่นล้ม (รัฐบาลมาดูโร) และควบคุมสำรองน้ำมันของประเทศ"

เช่นกัน ระบอบฮุนก็อาจอ้างได้ว่า "วิกฤตในกัมพูชาเกิดขึ้นเพราะไทยต้องการดินแดนของกัมพูชา" พื่อปลุกระดมคนในประเทศให้เบี่ยงเบนจากปัญหา

ดังนั้น การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น ปิดด่าน สั่งห้ามเข้าประเทศ การอายัดทุน ฯลฯ จะไม่ได้ผลง่ายๆ แถมยังอาจได้ผลตรงกันข้าม ที่เลวร้ายกว่านั้นคือจะส่งผลให้วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม คือ ทำให้ประชาชนตาดำๆ ต้องซวยไปด้วย

แม้จะทุกข์ยากขนาดนี้แล้ว คนเวเนฯ หรือแม้แต่คนกัมพูชาก็จะไม่ลุกฮือต่อต้าน

ดังนนั้น วิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและเสียหายน้อยกว่าต่อประชาชน (หากอยากจะให้กัมพูชาเป็นแบบเนปาล" ก็คือ "ต้องทำแบบเนปาล" คือการเปิดโปงความฉ้อฉลของ "ลูกหลานนักการเมือง" และ "ลูกหลานในเครือข่ายตระกูลฮุน" ที่อยู่ดีมีสุขบนความทุกข์ของประชาชนกัมพูชา

ในท่ามกลางความขัดสนที่เกิดจากสงครามของสองประเทศ "ข้อเท็จจริง" เรื่องความฉ้อฉลของระบอบฮุน จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนความคิดของคนกัมพูชาได้ดีที่สุด

ไม่ใช้วิธีสร้างความทุกข์รวมหมู่ ที่จะทำให้คนกัมพูชายิ่งเป็นแนวร่วมกับระบอบที่กดขี่พวกเขา

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo -ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญระหว่างการประท้วงหน้ารัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ประณามการห้ามใช้โซเชียลมีเดียและการทุจริตของรัฐบาล (ภาพโดย PRABIN RANABHAT / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...