โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับจังหวะหุ้นไทยราคาถูก เลือกลงทุน-สะสมผลตอบแทน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.พ. 2568 เวลา 04.59 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. 2568 เวลา 04.59 น.

ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปี 2568 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปิดตลาดวันที่ 10 ก.พ. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,270.49 จุด ติดลบไป 129.72 จุด หรือ -9.26% มองมุมบวก คือทำให้ Valuation ในระดับปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่แพง เพราะหุ้นหลายกลุ่มปรับตัวลงมากเกินไป จากประเด็นด้านความเชื่อมั่นและสภาพคล่องที่หายไป ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง

หุ้นไทยราคาถูก-PE ลดลงต่ำ

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นไทยเวลานี้ค่อนข้างถูก เพราะว่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) ของตลาดอยู่แค่ 13.5 เท่า ต่างจากค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ที่ 15-16 เท่า และหากตัดหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ออกไป ระดับ PE จะลดเหลือเพียง 12.5 เท่า ทำให้ Valuation ในระดับปัจจุบันยิ่งถูกมาก

“ปกติถ้าจะดูความถูกแพง เราจะเทียบผลตอบแทนจากหุ้นลบด้วยผลตอบแทนพันธบัตร และดูว่าส่วนต่างเยอะแค่ไหน ถ้าส่วนต่างเยอะแปลว่าหุ้นถูก ตอนนี้ส่วนต่างระหว่างหุ้นกับพันธบัตรอยู่ที่กว่า 5% สะท้อนว่าหุ้นถูกมาก เพียงแต่ว่าที่หุ้นไทยไม่ปรับขึ้น เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น อาจไม่มั่นใจภาพเศรษฐกิจ บวกกับมีข่าวเชิงลบของหุ้นเฉพาะตัว ทำให้แม้ตอนนี้หุ้นจะถูก แต่นักลงทุนก็กลัวว่าหุ้นจะตกลงกว่านี้อีก”

กราฟิกหุ้นถูก

แนะนำ 3 กลุ่มหุ้นแนวโน้มดี

ทั้งนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำหุ้นที่ธุรกิจมีการเติบโตสม่ำเสมอ และในอนาคตยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีใน 3 เซ็กเตอร์หลักคือ 1.กลุ่มค้าปลีก โดยมอง บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาหุ้นซึมซับปัจจัยลบเฉพาะตัวไปมากแล้ว ทำให้หุ้นราคาถูก เพราะ PE ลดจาก 30 เท่า เหลือ 17 เท่า 2.กลุ่มโรงพยาบาล แทบจะทุกบริษัทที่เมื่อก่อนซื้อขาย PE ที่ 30 เท่า ตอนนี้เหลือใกล้ ๆ 20 เท่า อาทิ บมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG), บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และ 3.กลุ่มท่องเที่ยว ที่เมื่อก่อนเทรด PE ที่ 20-30 เท่า ตอนนี้ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เทรดเหลือ 16 เท่า และ 17 เท่าตามลำดับ

นายวีระวัฒน์กล่าวว่า ส่วนเซ็กเตอร์อื่น อาทิ บมจ.โอสถสภา (OSP) ตอนนี้ราคาหุ้นถูกมาก เพียงแต่ตลาดอาจจะยังไม่มั่นใจว่าการปรับกลยุทธ์ ปรับลดราคาเครื่องดื่ม M-150 จาก 12 บาท เหลือ 10 บาท เพื่อสู้กับคู่แข่ง กำไรจะหายไปแค่ไหน ซึ่งคงต้องพิจารณาจากผลประกอบการไตรมาส 1/2568

ส่วนหุ้นธนาคารที่ราคาปรับขึ้นไปมาก ๆ แต่หลายธนาคารยังเทรดต่ำ Book Value อยู่อีกมาก อาทิ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นต้น นอกจากนี้ หุ้น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ที่ตอนนี้เทรด PE กว่า 10 เท่า จากเมื่อก่อนอยู่ที่ 20-30 เท่า

“จะเห็นได้ว่าหุ้นแต่ละตัว Valuation มีส่วนลด (Discount) ลงมาเกือบครึ่งหนึ่งของในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา”

1,300 จุด จังหวะเข้าลงทุน

สำหรับจังหวะในการเข้าลงทุน นายวีระวัฒน์กล่าวว่า แนะนำที่ระดับ SET Index ต่ำกว่า 1,300 จุด สามารถเข้าสะสมเพื่อรับผลตอบแทน และรอจุดเปลี่ยน หรือ Trigger Point จากผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ในช่วงเดือน ก.พ.ที่แต่ละบริษัททยอยประกาศออกมาได้

“ถ้างบการเงินออกมาไม่ได้แย่กว่าที่คาดมาก หรือไม่ได้นำไปสู่การปรับประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ และภาพเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดูแย่ ก็เชื่อว่าตลาดหุ้นอาจจะพอฟื้นตัวได้บ้าง ทั้งนี้ ให้ดูภาพปัจจัยในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียนและภาพเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจัยต่างประเทศมีแต่ปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ”

สถิติหุ้นปันผลชนะ SET

ขณะที่นายภูวดล ภูสอดเงิน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บล. บัวหลวง กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือน ก.พ.-พ.ค. 2568 จะเข้าสู่เทศกาลจ่ายปันผลประจำปี 2567 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งโดยสถิติผลตอบแทนหุ้นปันผล (SETHD) ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ของทุกปีจะสูงกว่า SET Index

“ค่ากลางตั้งแต่ปี 2558-2567 ของ SETHD พบว่า ในเดือน ม.ค.ของทุกปี ผลตอบแทนจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7% ในขณะที่ SET Index และ SET50 อยู่ที่ 1.1% และในเดือน ก.พ.ของทุกปี ผลตอบแทน SETHD อยู่ที่ 1.1% ในขณะที่ SET Index และ SET50 อยู่ที่ 0.3% และ 0.4% ตามลำดับ สะท้อนได้ว่า หากนักลงทุนลงทุนหุ้นปันผลให้ชนะผลตอบแทน SET Index ได้นั้น ต้องลงทุนในช่วง 2 เดือนนี้”

กราฟิก หุ้นปันผล

7 หุ้นปันผลตัวท็อป

ฟาก นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ CFTe, AISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า บริษัทได้รวบรวมหุ้นที่คาดจะจ่ายปันผลช่วงปี 2567 โดยคัดสรรหุ้นปันผลสูง (High Dividend) จากที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มากกว่า 3.5% ในเชิงกลยุทธ์แนะนำซื้อหุ้นปันผลสูงก่อนที่จะขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณ 2 สัปดาห์แล้วขายวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี

ทั้งนี้ ได้คัดกรองหุ้นปันผลเด่นภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อคือ 1.เป็นหุ้นที่จะจ่ายเงินปันผล งวดปี 2567 อาจจะจ่ายครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง และ 2.เป็นหุ้นพื้นฐานที่มีแนวโน้มการเติบโต มีกระแสเงินสดมั่นคง อยู่ในธีมการลงทุนหลักของ บล.กรุงศรี ในปี 2568 อาทิ ธีมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2568 ได้แก่ กลุ่มธนาคาร หรืออยู่ในอุตสาหกรรม Upcycle อาทิ ไอซีที หรือหุ้นที่อยู่ในกลุ่มได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มการเงิน ฯลฯ โดยเรียงตามอัตราตอบแทนเงินปันผลจากสูงไปต่ำ

ทั้งนี้ หุ้นที่คาดจะจ่ายปันผลเด่น มีดังนี้ “หุ้น Big Cap” ได้แก่ 1.SCB ราคาเป้าหมาย 135 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 8.6% 2.TTB ราคาเป้าหมาย 2.2 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 7.2% 3.HMPRO ราคาเป้าหมาย 13.5 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 4% และ 4.ADVANC ราคาเป้าหมาย 305 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 3.7%

และ “หุ้น Mid Cap” ได้แก่ 5.AP ราคาเป้าหมาย 11.8 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 7.6% 6.TISCO ราคาเป้าหมาย 97 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 5.8% และ 7.SC ราคาเป้าหมาย 3.2 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 5.8%

“มูลค่าเงินปันผลช่วงปี 2557-2566 สูงถึงปีละ 3-6 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลให้นักลงทุนใช้ประกอบการวางแผนลงทุนในจังหวะที่ตลาดหุ้นผันผวน แต่สามารถจะได้รับผลตอบแทนที่ดีได้” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรีกล่าว

แนวทางทั้งหมดนี้น่าจะตอบโจทย์ผู้ที่มองหาจังหวะลงทุนอยู่ และสามารถเลือกหุ้นเข้าลงทุนได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับจังหวะหุ้นไทยราคาถูก เลือกลงทุน-สะสมผลตอบแทน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...