จับจังหวะหุ้นไทยราคาถูก เลือกลงทุน-สะสมผลตอบแทน
ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปี 2568 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปิดตลาดวันที่ 10 ก.พ. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,270.49 จุด ติดลบไป 129.72 จุด หรือ -9.26% มองมุมบวก คือทำให้ Valuation ในระดับปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่แพง เพราะหุ้นหลายกลุ่มปรับตัวลงมากเกินไป จากประเด็นด้านความเชื่อมั่นและสภาพคล่องที่หายไป ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง
หุ้นไทยราคาถูก-PE ลดลงต่ำ
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นไทยเวลานี้ค่อนข้างถูก เพราะว่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) ของตลาดอยู่แค่ 13.5 เท่า ต่างจากค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ที่ 15-16 เท่า และหากตัดหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ออกไป ระดับ PE จะลดเหลือเพียง 12.5 เท่า ทำให้ Valuation ในระดับปัจจุบันยิ่งถูกมาก
“ปกติถ้าจะดูความถูกแพง เราจะเทียบผลตอบแทนจากหุ้นลบด้วยผลตอบแทนพันธบัตร และดูว่าส่วนต่างเยอะแค่ไหน ถ้าส่วนต่างเยอะแปลว่าหุ้นถูก ตอนนี้ส่วนต่างระหว่างหุ้นกับพันธบัตรอยู่ที่กว่า 5% สะท้อนว่าหุ้นถูกมาก เพียงแต่ว่าที่หุ้นไทยไม่ปรับขึ้น เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น อาจไม่มั่นใจภาพเศรษฐกิจ บวกกับมีข่าวเชิงลบของหุ้นเฉพาะตัว ทำให้แม้ตอนนี้หุ้นจะถูก แต่นักลงทุนก็กลัวว่าหุ้นจะตกลงกว่านี้อีก”
แนะนำ 3 กลุ่มหุ้นแนวโน้มดี
ทั้งนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำหุ้นที่ธุรกิจมีการเติบโตสม่ำเสมอ และในอนาคตยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีใน 3 เซ็กเตอร์หลักคือ 1.กลุ่มค้าปลีก โดยมอง บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาหุ้นซึมซับปัจจัยลบเฉพาะตัวไปมากแล้ว ทำให้หุ้นราคาถูก เพราะ PE ลดจาก 30 เท่า เหลือ 17 เท่า 2.กลุ่มโรงพยาบาล แทบจะทุกบริษัทที่เมื่อก่อนซื้อขาย PE ที่ 30 เท่า ตอนนี้เหลือใกล้ ๆ 20 เท่า อาทิ บมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG), บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และ 3.กลุ่มท่องเที่ยว ที่เมื่อก่อนเทรด PE ที่ 20-30 เท่า ตอนนี้ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เทรดเหลือ 16 เท่า และ 17 เท่าตามลำดับ
นายวีระวัฒน์กล่าวว่า ส่วนเซ็กเตอร์อื่น อาทิ บมจ.โอสถสภา (OSP) ตอนนี้ราคาหุ้นถูกมาก เพียงแต่ตลาดอาจจะยังไม่มั่นใจว่าการปรับกลยุทธ์ ปรับลดราคาเครื่องดื่ม M-150 จาก 12 บาท เหลือ 10 บาท เพื่อสู้กับคู่แข่ง กำไรจะหายไปแค่ไหน ซึ่งคงต้องพิจารณาจากผลประกอบการไตรมาส 1/2568
ส่วนหุ้นธนาคารที่ราคาปรับขึ้นไปมาก ๆ แต่หลายธนาคารยังเทรดต่ำ Book Value อยู่อีกมาก อาทิ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นต้น นอกจากนี้ หุ้น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ที่ตอนนี้เทรด PE กว่า 10 เท่า จากเมื่อก่อนอยู่ที่ 20-30 เท่า
“จะเห็นได้ว่าหุ้นแต่ละตัว Valuation มีส่วนลด (Discount) ลงมาเกือบครึ่งหนึ่งของในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา”
1,300 จุด จังหวะเข้าลงทุน
สำหรับจังหวะในการเข้าลงทุน นายวีระวัฒน์กล่าวว่า แนะนำที่ระดับ SET Index ต่ำกว่า 1,300 จุด สามารถเข้าสะสมเพื่อรับผลตอบแทน และรอจุดเปลี่ยน หรือ Trigger Point จากผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ในช่วงเดือน ก.พ.ที่แต่ละบริษัททยอยประกาศออกมาได้
“ถ้างบการเงินออกมาไม่ได้แย่กว่าที่คาดมาก หรือไม่ได้นำไปสู่การปรับประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ และภาพเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดูแย่ ก็เชื่อว่าตลาดหุ้นอาจจะพอฟื้นตัวได้บ้าง ทั้งนี้ ให้ดูภาพปัจจัยในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียนและภาพเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจัยต่างประเทศมีแต่ปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ”
สถิติหุ้นปันผลชนะ SET
ขณะที่นายภูวดล ภูสอดเงิน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บล. บัวหลวง กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือน ก.พ.-พ.ค. 2568 จะเข้าสู่เทศกาลจ่ายปันผลประจำปี 2567 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งโดยสถิติผลตอบแทนหุ้นปันผล (SETHD) ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ของทุกปีจะสูงกว่า SET Index
“ค่ากลางตั้งแต่ปี 2558-2567 ของ SETHD พบว่า ในเดือน ม.ค.ของทุกปี ผลตอบแทนจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7% ในขณะที่ SET Index และ SET50 อยู่ที่ 1.1% และในเดือน ก.พ.ของทุกปี ผลตอบแทน SETHD อยู่ที่ 1.1% ในขณะที่ SET Index และ SET50 อยู่ที่ 0.3% และ 0.4% ตามลำดับ สะท้อนได้ว่า หากนักลงทุนลงทุนหุ้นปันผลให้ชนะผลตอบแทน SET Index ได้นั้น ต้องลงทุนในช่วง 2 เดือนนี้”
7 หุ้นปันผลตัวท็อป
ฟาก นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ CFTe, AISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า บริษัทได้รวบรวมหุ้นที่คาดจะจ่ายปันผลช่วงปี 2567 โดยคัดสรรหุ้นปันผลสูง (High Dividend) จากที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มากกว่า 3.5% ในเชิงกลยุทธ์แนะนำซื้อหุ้นปันผลสูงก่อนที่จะขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณ 2 สัปดาห์แล้วขายวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี
ทั้งนี้ ได้คัดกรองหุ้นปันผลเด่นภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อคือ 1.เป็นหุ้นที่จะจ่ายเงินปันผล งวดปี 2567 อาจจะจ่ายครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง และ 2.เป็นหุ้นพื้นฐานที่มีแนวโน้มการเติบโต มีกระแสเงินสดมั่นคง อยู่ในธีมการลงทุนหลักของ บล.กรุงศรี ในปี 2568 อาทิ ธีมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2568 ได้แก่ กลุ่มธนาคาร หรืออยู่ในอุตสาหกรรม Upcycle อาทิ ไอซีที หรือหุ้นที่อยู่ในกลุ่มได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มการเงิน ฯลฯ โดยเรียงตามอัตราตอบแทนเงินปันผลจากสูงไปต่ำ
ทั้งนี้ หุ้นที่คาดจะจ่ายปันผลเด่น มีดังนี้ “หุ้น Big Cap” ได้แก่ 1.SCB ราคาเป้าหมาย 135 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 8.6% 2.TTB ราคาเป้าหมาย 2.2 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 7.2% 3.HMPRO ราคาเป้าหมาย 13.5 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 4% และ 4.ADVANC ราคาเป้าหมาย 305 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 3.7%
และ “หุ้น Mid Cap” ได้แก่ 5.AP ราคาเป้าหมาย 11.8 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 7.6% 6.TISCO ราคาเป้าหมาย 97 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 5.8% และ 7.SC ราคาเป้าหมาย 3.2 บาท ผลตอบแทนเงินปันผล 5.8%
“มูลค่าเงินปันผลช่วงปี 2557-2566 สูงถึงปีละ 3-6 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลให้นักลงทุนใช้ประกอบการวางแผนลงทุนในจังหวะที่ตลาดหุ้นผันผวน แต่สามารถจะได้รับผลตอบแทนที่ดีได้” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรีกล่าว
แนวทางทั้งหมดนี้น่าจะตอบโจทย์ผู้ที่มองหาจังหวะลงทุนอยู่ และสามารถเลือกหุ้นเข้าลงทุนได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับจังหวะหุ้นไทยราคาถูก เลือกลงทุน-สะสมผลตอบแทน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net