โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บลจ. แนะปรับพอร์ต ทรัมป์ยืดเก็บภาษี 90 วัน ความผันผวนยังสูง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 16.30 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2568 เวลา 06.00 น.

บลจ. แนะปรับพอร์ต รับมือตลาดผันผวน มองนโยบายทรัมป์ยังไม่แน่นอน แม้กลับลำยืดเก็บ 90 วัน แนะเป็นจังหวะปรับพอร์ตลงทุนทั่วโลก กระจายความเสี่ยง

บลจ.อเบอร์ดีน ชูตราสารหนี้ไทย-ต่างประเทศ หุ้นโลก เน้นปันผลสม่ำเสมอ

นายพงค์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และการจัดสรรสินทรัพย์ บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ส่งผลต่อความผันผวนระยะสั้นของตลาดทั่วโลก แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะระงับการเก็บภาษีนำเข้าจากกว่า 75 ประเทศ เป็นเวลา 90 วัน และลดอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ลงเหลือ 10% แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เนื่องจากเป้าหมายของทรัมป์ ต้องการลดการขาดดุลทางการค้า เปิดเกมเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงทางการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ดีขึ้น อีกทั้งทรัมป์ยังคงเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้ายังคงส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ชะลอตัว

อเบอร์ดีน แนะนำใช้จังหวะนี้ปรับพอร์ตกระจายลงทุน ซึ่งมองว่าในระยะสั้นตลาดทั่วโลกมีความอ่อนไหวต่อกระแสข่าวค่อนข้างมาก และมีความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี จึงมองว่าผู้ลงทุนควร stay invested หรือยังคงอยู่ในเกมของการลงทุน โดยแนะนำปรับพอร์ตกระจายลงทุนหลากหลายทั้งภูมิภาคและสินทรัพย์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้

กลยุทธ์การลงทุนในช่วง 3-6 เดือนจากนี้ แนะนำผู้ลงทุนโฟกัสกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่นสูงและได้รับผลกระทบในเชิงบวกจากนโยบายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ดังนี้

  • ตราสารหนี้ไทย คาดว่าได้อานิสงส์ในเชิงบวก เนื่องจากภาษีนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นยิ่งเพิ่มโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 2 ครั้งในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1.50% ขณะเดียวกันเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเปิดโอกาสให้ ธปท. หันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

กองทุนแนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน อินคัม ครีเอชั่น (ABINC) ด้วยกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ที่มากกว่า 2 ปี อีกทั้งมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพประมาณ 35 % (ข้อมูล ณ 28 กุมภาพันธ์ 2568) จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนจากอัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (yield enhancement) ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพ (high liquidity management) (ความเสี่ยงระดับ 4)

  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ เน้นลงทุนตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์ที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unhedged) มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นได้ เนื่องจากในอดีต เช่น ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และโควิด-19 พบว่าการลงทุนในระยะกลางถึงยาวในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์นั้นมีการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางตรงกันข้าม (Negative Correlation) กับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น

กองทุนแนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล เอนแฮนซ์ ฟิกซ์ อินคัม ฟันด์ (ABGFIX) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้ โดยกองทุนหลักชื่อว่า abrdn SICAV I - Short Dated Enhanced Income Fund เน้นลงทุนในบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง โดยเฉลี่ยของพอร์ตอยู่ที่ A- อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตลงทุนไม่เกิน 2 ปี และมีสภาพคล่องสูง โดยเป็นกองทุนต่างประเทศที่ผู้ลงทุนสามารถรับเงินค่าขายคืนได้ภายใน 2 วันทำการ (ความเสี่ยงระดับ 4)

  • หุ้นทั่วโลก เน้นลงทุนหุ้นที่จ่ายปันผลสูง เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้จากการจ่ายปันผล รวมถึงหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ด้วยการลงทุนในหุ้นสไตล์ Defensive ช่วยให้พอร์ตลงทุนมีความทนทานในทุกสภาพตลาดได้ดี

กองทุนแนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล ไดนามิค ดิวิเด็น ฟันด์ (ABGDD) โดยกองทุนหลักชื่อว่า abrdn SICAV I - Global Dynamic Dividend Fund มุ่งเน้นให้ผลตอบแทนจากการจ่ายเงินปันผลรายเดือนสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงตลาดขาลงและมีการลงทุนในตลาดหลากหลายทั่วโลก ทำให้พอร์ตโดยรวมมีความยืดหยุ่นสูง แม้ในภาวะตลาดมีความไม่แน่นอนสูง (ความเสี่ยงระดับ 6)

นางสาวดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน กล่าวว่า สำหรับพอร์ตหุ้นไทยภายใต้การบริหารของอเบอร์ดีน คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดหุ้นไทยโดยรวม เนื่องจากผู้จัดการกองทุนได้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความท้าทายในปัจจุบัน โดยเน้นลงทุนหุ้น Defensive ที่มีความทนทานได้ค่อนข้างดีในทุกสภาพตลาด รวมถึงหุ้นได้ประโยชน์จากการขับเคลื่อนจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น กลุ่มโทรคมนาคม เฮลท์แคร์และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยกว่า

ก่อนหน้านี้อเบอร์ดีนได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Sector) และให้น้ำหนักการลงทุนที่น้อยกว่าดัชนีชี้วัด (Underweight ) ในหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิกส์ หลังภาพรวมการเติบโตของกำไรยังไม่ชัดเจน ส่วนประเด็นที่ได้ประเมินว่าไทยนั้นน่าจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain diversification) อาจเกิดขึ้นช้ากว่าคาด แม้ว่าไทยจะมีความเสี่ยงเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐที่สูงขึ้น แต่เมื่อได้ประเมินต้นทุนส่วนอื่นๆ แล้วไทยยังมีต้นทุนถูกกว่า

อย่างไรก็ตามอเบอร์ดีนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเรื่องการปรับเพิ่มภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศที่สำคัญ เช่น จีน สหภาพยุโรป และเวียดนาม ดังนั้นเชื่อว่าการกระจายความเสี่ยงทางการค้าและข้อตกลงการค้าทวิภาคีในอนาคตระหว่างประเทศไทยและประเทศอื่นๆ น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แต่อาจจะใช้เวลาอีกสักระยะ

สำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยจำนวนมากและสามารถถือลงทุนได้ในระยะกลางถึงระยะยาว (ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป) มองว่าไม่ใช่จังหวะเหมาะสมที่จะลดน้ำหนักการถือครองกองทุนหุ้นไทยตอนนี้ โดยช่วงที่ตลาดหุ้นปรับฐานเป็นจังหวะโอกาสที่ผู้จัดการกองทุนจะเข้าเก็บหุ้นที่มีคุณภาพ มีพื้นฐานแข็งแกร่งที่ราคาปรับลดลงมามากแล้ว

อีกทั้งหากประเมินจากสถิติในอดีตพบว่าเมื่อตลาดปรับตัวลดลงมาแรงมาก (นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ดัชนีหุ้นไทย ปรับลดลงมากกว่า 20%) ก็มีโอกาสที่ในระยะสั้นเราจะเห็นการฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ ขณะที่นักลงทุนที่มีความกังวลและไม่สามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้นได้ เราแนะนำให้ลดการถือครองกองทุน หุ้นไทยลงบางส่วน เพื่อไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทยที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

บลจ.กสิกรไทย ชู “Core Port กองทุนผสม”

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดทุนล่าสุด ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนในอัตรา 125% เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ได้รับการผ่อนผันภาษีเป็นระยะเวลา 90 วัน โดยถูกเก็บภาษีในอัตรา 10% เท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี AI และกลุ่มป้องกันประเทศ ในส่วนของตลาดทั่วโลกที่เคยมีความผันผวนสูงก่อนหน้านี้ ก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว เนื่องจากการเก็บภาษีครั้งนี้เน้นเป้าหมายไปที่ประเทศจีนเป็นหลัก

บลจ.กสิกรไทย ประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 3 แนวทาง

1. สถานการณ์เจรจาสำเร็จ หากสหรัฐฯ และจีนสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ภายใน 90 วัน จะส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับมาเติบโต ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) แข็งค่าขึ้น และหุ้นกลุ่มสินค้าตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Stocks) จะได้รับประโยชน์ ในขณะที่การถือครองทองคำและเงินสดอาจลดความน่าสนใจลง

2. สถานการณ์ยืดเยื้อ หากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ และทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินมาตรการภาษีต่อไป หรือเพิ่มอัตราภาษีขึ้นอีก จะส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนจะกลับมาโฟกัสในสินทรัพย์ปลอดภัย และมีความผันผวนต่ำอย่างทองคำมากขึ้น

3. สถานการณ์แตกขั้วถาวร หากเศรษฐกิจโลกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างถาวรระหว่างสหรัฐฯ และจีน ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลง และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาวอาจชะลอตัวลง กลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ (Reshoring) กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่บางแห่ง เช่น อินเดียและเวียดนาม เป็นต้น

จากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงนี้ บลจ.กสิกรไทย ตระหนักถึงความกังวลของผู้ลงทุน และขอแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรับมือกับทุกสภาวะตลาด นั่นคือ การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) โดยแนะนำจัดสรรพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) ประมาณ 80% ในกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่มีนโยบายเน้นการลงทุนระยะยาวตามหลักการ Asset Allocation ซึ่งมีให้เลือก 3 กองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE

จุดเด่นของกองทุนผสม K-WealthPLUS Series คือความสามารถในการปรับพอร์ตการลงทุนให้ทันต่อสถานการณ์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก บลจ.กสิกรไทย และ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่เข้ามาดูแลพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลการบริหารจัดการกองทุนอย่างเข้มงวด

บลจ. บัวหลวง แนะเพิ่มเงินสด เน้นลงทุนใน Core Portfolio

บลจ.บัวหลวง ออกรายงานกลยุทธ์การลงทุนหลังสหรัฐฯขึ้นภาษีศุลกากร แบ่งได้เป็น 3 ส่วน

1. หาจังหวะลดสัดส่วนการลงทุนและถือเงินสดบางส่วน แม้ในช่วงสั้นตลาดหุ้นจะปรับลดลงตามจังหวะและความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการขึ้นภาษีศุลกากร แต่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะของสหรัฐฯ เองก็มีการปรับตัวลดลงมาแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้อาจจะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้บ้างในลักษณะของการ Side-way up ซึ่งอาจจะเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยลดสัดส่วนเพื่อเพิ่มน้ำหนักเงินสดในอนาคตอันใกล้

2. เน้นลงทุนใน Core Portfolio (พอร์ตหลัก) และ Wait and See เพื่อรักษาสัดส่วนของการลงทุนในหุ้นไว้ โดยเฉพาะเมื่อหุ้นยังคงปรับฐานต่อ เนื่องจากปัจจัยเรื่องนโยบายรวมถึงความเป็นไปได้ของการเจรจานั้นคาดเดาทั้งเวลาและผลลัพธ์ได้ยาก แต่กองทุนเหล่านี้มีผลการดำเนินงานที่ดี ผ่านการปรับฐานมาแล้วหลายครั้ง และคาดว่าจะทำได้ดีในระยะยาวเมื่อความผันผวนลดลง โดยเน้นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยง

เน้นกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นคุณภาพ เช่น กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นโกลบอล (B-GLOBAL) และกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นโกลบอลอินโนเวชั่น และเทคโนโลยี (B-INNOTECH) ซึ่งจะเป็น 2 กองทุนหลักสำหรับระยะยาว โดยคาดว่าหุ้นคุณภาพและหุ้นขนาดใหญ่อาจจะปรับลดลงน้อยกว่าตลาดในภาพรวมหากเศรษฐกิจแย่กว่าคาดหรือเกิดภาวะถดถอย และจะกลับเป็นผู้นำตลาดหากในช่วงที่ตลาดฟื้นตัวขึ้น การพยายามรักษาสัดส่วนของหุ้นไว้ในช่วงที่ตลาดปรับฐานหรือมีความผันผวน ส่วนหนึ่งเพราะการคาดการณ์ฟื้นตัวของตลาดนั้นทำได้ยาก

ในส่วนของกองทุนตราสารหนี้ กองทุนเปิดบัวหลวงไดนามิกบอนด์ (B-DYNAMIC BOND) จะได้ประโยชน์จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากกว่าคาดเนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) ปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นอีกกองทุนสำคัญที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันได้

3. De-risk จากกองทุนที่คาดว่าจะ Underperform ตลาดในภาพรวม และ Rebalance กลับไปเน้นลงทุนใน Core Portfolio หรือ กองทุนแบบพาสซีพ เช่น กองทุน Thematic Fund ที่มีการลงทุนในหุ้นเติบโต หรือหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในภาวะที่ตลาดเป็น Risk-Off และเกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

"กลยุทธ์ในภาพรวม คือการเพิ่มเงินสดในจังหวะเวลาที่ทำได้และเน้นลงทุนใน Core Portfolio เมื่อมีการปรับลดลง สำหรับนักลงทุนที่ยังมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่ครบ หรือเน้น Wait and See สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนอยู่แล้ว"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...