โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อีก 2 ปีหนี้สาธารณะไทย 64% ชนเพดาน 70% รัฐบาลเหลือช่องว่างการคลังไม่มาก ศก.ไทยฟื้นอืดช้าฉุดรายได้รัฐเข้าไม่เต็มสูบ ตั้งงบรายจ่ายผูกพันยากจะลด

BTimes

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2568 เวลา 06.42 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 พื้นที่ทางการคลังของไทยลดลงอย่างมากสะท้อนจากการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่มีจำกัดขึ้น ส่งสัญญาณถึงความสำคัญในการบริหารจัดการการคลังที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

พื้นที่ทางการคลังสำหรับใช้ดำเนินนโยบายของไทยลดลง นับตั้งแต่หลังช่วงโควิด-19 พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยลดลงอย่างมาก ส่งผลให้การดำเนินนโยบายทางการคลังเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมีจำกัดมากขึ้น พื้นที่ทางการคลังไทยในกรอบงบประมาณ มาจากการขาดดุลงบประมาณประจำปี ซึ่งกรอบกฎหมายกำหนดไว้ที่ 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และ 80% ของงบประมาณสำหรับชำระเงินต้นกู้ หากรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อชดเชย

การขาดดุลงบประมาณได้ ทั้งนี้ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่การคลังยังเหลือพอที่จะขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อนำมาดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงเวลา ในปี 2568 ไทยแทบไม่เหลือพื้นที่การคลัง โดยไทยขาดดุลงบประมาณประจำปีเข้าใกล้กรอบกฎหมายนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา สะท้อนข้อจำกัดในการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมต่างจากในอดีต

เนื่องจากไทยมีงบประมาณรายจ่ายที่เป็นภาระผูกพัน ไม่สามารถปรับลดได้ อาทิ เงินเดือน/ค่าจ้าง และการชำระหนี้คงค้าง ซึ่งมีสัดส่วนราว 23% และ 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ตามลำดับ ส่งผลให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลสูงถึง 4.5% ของ GDP ในปีเดียวกัน อย่างไรก็ดี ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นเร่งด่วนซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลยังมีพื้นที่การคลังจากแหล่งเงินกู้นอกงบประมาณ ซึ่งมีกรอบเพดานหนี้สาธารณะเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง โดยที่ผ่านมามีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจอยู่หลายครั้ง และล่าสุดการออก พ.ร.ก. กู้เงินจำนวน 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2563-2564 เพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้หนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นมาก และมีการขยับเพดานหนี้สาธารณะมาอยู่ที่ไม่เกิน 70% จาก 60% ในปี 2564

หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ระดับ 64.2% ของ GDP ในเดือน ก.พ. 2568 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยจะแตะระดับเพดานที่ 70% ต่อ GDP ในปี 2570 แม้ว่าแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2569-2572) ระบุว่ารัฐบาลมีแผนจะขาดดุลงบประมาณลดลง แต่ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ในขณะที่เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าหลังโควิด-19 ท่ามกลางประเด็นเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลง

หากจะขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้น ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง และความเสี่ยงต่อการปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) ซึ่งจะส่งผลมายังต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า ยกตัวอย่าง โครเอเชียและไซปรัสซึ่งเคยมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ BBB+ เช่นเดียวกับไทย (S&P Global) ได้รับการปรับอันดับขึ้นเป็น A- ในช่วงปลายปี 2567 จากฐานะการคลังที่ดีขึ้น สะท้อนจากระดับหนี้สาธารณะที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพื้นที่การคลังผ่านการดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลัง (Quasi fiscal) โดยให้หน่วยงานของรัฐรับภาระในการดําเนินมาตรการตามที่รัฐบาลกำหนด แต่ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของหน่วยงานรัฐนั้นๆ โดยรัฐบาลต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายหรือรายได้ที่สูญเสียไปของหน่วยงานรัฐนั้น ซึ่งยอดคงค้างที่รัฐต้องชดเชยถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 32% ของงบประมาณประจำปี โดยในปี 2568 รัฐบาลประมาณการไว้ราว 1.03 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 27.4% ของประมาณ

โดยสรุป พื้นที่การคลังไทยลดลงมากจากช่วงวิกฤตโควิด-19 อีกทั้ง ไทยยังจำเป็นต้องขาดดุลการคลังในระดับสูง จากภาระงบประมาณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) และความเสี่ยงเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น ไทยควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่การคลัง โดยบริหารจัดการการคลังอย่างเหมาะสม เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณกลับสู่ระดับปกติ (Fiscal Consolidation) และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...