โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดบทเรียน “สิงคโปร์” Financial Hub ไทยพร้อมหรือยัง โอกาสอยู่ตรงไหน?

Thairath Money

อัพเดต 07 ก.พ. 2568 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2568 เวลา 08.14 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2025 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน หรือ ร่าง พ.ร.บ. ไฟแนนเชียล ฮับ เพื่อดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ มูลค่าสูง และสร้างโอกาสจ้างงานให้กับคนไทย

โดยสาระสำคัญของกฎหมายใหม่นี้ คือการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินให้เป็นหน่วยงานให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Authority) ที่มีอำนาจตั้งแต่ออกใบอนุญาต กำกับดูแล และกำหนดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งทางภาษีและไม่ใช่ภาษี ให้กับการประกอบธุรกิจการเงิน 8 ประเภท ภายใต้ Financial Hub ได้แก่

  • ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
  • ธุรกิจบริการการชำระเงิน
  • ธุรกิจหลักทรัพย์
  • ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ธุรกิจประกันภัย
  • ธุรกิจนายหน้าประกันภัยต่อ
  • ธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนธุรกิจทางการเงิน

โดยจะต้องจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในไทยหรือสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าต่างชาติที่อยู่นอกประเทศไทยเท่านั้น

หลังจากที่ ครม. อนุมัติแล้ว ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะถูกส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแบบเร่งด่วน คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 50 วัน จากนั้นจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้หนทางการเป็น "ศูนย์กลางการเงิน" นั้นไม่ง่าย ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์ต้องใช้เวลามากถึง 40-50 ปี เนื่องจากการจะดึงดูดให้นักลงทุนตัดสินใจทำธุรกิจการเงิน ซึ่งมีมูลค่าสูง ประเทศไทยจะต้องมีความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน และกฎหมายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ รวมถึงทักษะแรงงานไทยที่จะต้องพัฒนาให้รองรับกับธุรกิจใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้ามา

Thairath Money ชวนถอดบทเรียนสิงคโปร์ สู่หนทางการเป็นศูนย์กลางการเงิน ไทยพร้อมแค่ไหน มีโอกาสตรงไหนอีกบ้าง

เส้นทางสิงคโปร์ สู่ Financial Hub

เส้นทางสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1965 เมื่อสิงคโปร์ประกาศแยกตัวจากมาเลเซีย และมีเอกราชเป็นของตัวเอง ภายใต้การนำของ ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องหาทางรอดให้ประเทศตัวเอง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ตอนนั้นสิงคโปร์เป็นประเทศยากจนที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตัวเอง ขาดแคลนน้ำดื่ม ในขณะที่มีประชากรอยู่รวมกันถึงสามเชื้อชาติ แต่มีข้อได้เปรียบคือเป็นเมืองท่า ศูนย์กลางการค้าเก่า เพราะเคยอยู่ใต้อาณานิคมอังกฤษ จึงมีโครงสร้างพื้นฐานระบบการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตรา สิงคโปร์จึงตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการเงิน เพื่อนำพาประเทศออกจากความยากจน

ต่อมาในปี 1968 สิงคโปร์ได้จัดตั้ง Asian Dollar Market (ADM) ซึ่งทำให้สกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และทำให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนดึงดูดให้ธนาคารต่างประเทศเข้ามาตั้งสาขาในประเทศ

เมื่ออุตสาหกรรมการเงินของสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ในปี 1971 จึงจัดตั้งธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เพื่อเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจการเงิน และวางนโยบายขับเคลื่อนสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก

ต่อมาในปี 1973 จึงได้จัดตั้ง Stock Exchange of Singapore หรือตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Singapore Exchange (SGX)

ช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากการขึ้นของธนาคารกลาง (MAS) และตลาดหลักทรัพย์ (SGX) สิงคโปร์ได้กลายเป็นศูนย์กลางการจัดการสินทรัพย์ชั้นนำของเอเชียตั้งแต่นั้นมา โดยในปี 2015 สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ในสิงคโปร์มีมูลค่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า โดยขณะนั้นมีผู้จัดการกองทุนที่จดทะเบียนและได้รับอนุญาตทั้งหมด 628 ราย

ในช่วงทศวรรษ 2000 สิงคโปร์ได้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การเป็นศูนย์รวมของสตาร์ทอัพจำนวนมากผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคการเงิน นำไปสู่การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรม Fintech ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Smart Nation ของสิงคโปร์ที่ต้องการผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับนโยบายรัฐ เพื่อค้นหาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่จะเป็น New Growth Engines ให้กับเศรษฐกิจ หลังจากนั้นสิงคโปร์ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์รวมบริษัทฟินเทคสตาร์ทอัพและพื้นที่ทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ อีกทั้งการสนับสนุนจากธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่มีโครงการแซนด์บ็อกซ์และเงินช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ระบบนิเวศฟินเทคเติบโตอย่างรวดเร็ว

เปิดจุดเด่นฮับการเงิน "สิงคโปร์"

1. โครงสร้างพื้นฐานพร้อม Regulator มีวิสัยทัศน์

สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่ามีสภาพแวดล้อมการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนทั้งสินทรัพย์และขยายธุรกิจในสิงคโปร์ โดยเฉพาะภาคการเงินที่เป็นศูนย์รวมของฟินเทคและบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี โดยมีธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ทำหน้าที่กำกับดูแล พิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเงิน รวมถึงช่วยกำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลก ซึ่งช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถจัดตั้งการดำเนินงานในประเทศได้สะดวกและรวดเร็ว

ทั้งนี้การขอใบอนุญาตสำหรับการประกอบธุรกิจการเงินทุกประเภท เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และบริการชำระเงิน ส่วนใหญ่ใช้เวลาดำเนินการเพียง 6 สัปดาห์ถึง 4 เดือน นอกจากนี้ธนาคารกลางสิงคโปร์ยังจัดตั้งกองทุนพัฒนาภาคการเงินขึ้น เพื่อให้แรงจูงใจทางภาษี รวมถึงให้เงินช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินเพื่อจัดตั้งหรือขยายธุรกิจในภูมิภาค ปัจจุบันธุรกิจการเงินจะได้รับการลดหย่อนภาษีที่อัตรา 5% 10% 12% และ 13.5% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ภายใต้แผนแรงจูงใจทางภาษีสำหรับภาคการเงิน (Financial Sector Incentive (FSI) Scheme: FSI)

2. เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการเงิน

ด้วยความที่สิงคโปร์มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานการเงินและการกำกับดูแลที่เข้มงวดและโปร่งใสจากธนาคารกลางสิงคโปร์ ประกอบกับเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีความมั่งคั่งสูง ทำให้มหาเศรษฐีทั่วโลกพากันย้ายสินทรัพย์มาเก็บรักษาความมั่งคั่งไว้ในสิงคโปร์ สะท้อนจากการเติบโตของจำนวนสำนักงานครอบครัว (Family office) ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2566 มีการจัดตั้งสำนักงานครอบครัวไปแล้ว 1,650 แห่ง และนับตั้งแต่มีการจัดตั้งสถาบันบริหารความมั่งคั่ง ปัจจุบันสิงคโปร์มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) มูลค่า 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 4.65 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2546

3. เต็มไปด้วยแรงงานทักษะสูง

กุญแจสำคัญดอกสุดท้ายที่ทำให้สิงคโปร์ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก คือ การมีแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการเงิน สะท้อนจากการจัดอันดับ World Competitiveness 2024 ซึ่งสิงคโปร์ครองอันดับแรก เช่นเดียวกับผลการสอบ PISA ชี้ให้เห็นถึงคุณภาพและความแข็งแกร่งของระบบการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของการผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานที่มีทักษะดังกล่าวจะมีอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางสิงคโปร์จึงได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาทักษะภาคการเงิน โครงการฝึกอบรมทางการเงิน โครงการฝึกอบรมมาตรฐานสถาบันการธนาคารและการเงิน และโครงการทุนการศึกษาทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในภาคการเงิน

HSBC แนะไทยอยากเป็นฮับการเงิน ต้องเร่งปั้นคนเก่งการเงิน

เฟรดเดอริค นอยแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี(HSBC) ให้ความเห็นว่า ความมุ่งหมายเป็นศูนย์กลางการเงิน หรือ Financial Hub ของประเทศไทย ควรเริ่มต้นจากการลดระเบียบข้อบังคับ เพื่อดึงดูดสถาบันการเงินต่างชาติและองค์กรต่างๆ ให้มาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายหรือลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงิน แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ความพร้อมของทรัพยากรบุคคลในประเทศ และความสะดวกในการย้ายถิ่นฐานของบุคลากรชาวต่างชาติ

โดยเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และฮ่องกงที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้าง Financial Hub ก็มาจากความสามารถในการดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก และการอำนวยความสะดวกในการย้านถิ่นฐานและค่าใช้จ่ายไม่สูง รวมถึงเรื่องอัตราภาษีที่แข่งขันได้สำหรับคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย การให้ความสะดวกเรื่องที่พัก เรื่องวีซ่า

ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างศูนย์กลางการเงินและดึงคนเก่งจากทั่วโลก ซึ่งทั้งไต้หวันและเกาหลีก็พยายามทำเรื่องนี้อยู่

ที่มา NUS

ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศ กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดบทเรียน “สิงคโปร์” Financial Hub ไทยพร้อมหรือยัง โอกาสอยู่ตรงไหน?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...