โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“วังจะบังติกอ” วังเก่าอายุเกือบ 200 ปี สมัยปัตตานีแบ่งเป็น 7 หัวเมือง!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 02.55 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2568 เวลา 17.23 น.
วังจะบังติกอ บริเวณหน้าประตูวัง (ภาพโดย ปณทัศน์ ชัยมาลิก, ถ่ายเมื่อ 11 เมษายน 2568)

“วังจะบังติกอ” วังเก่าอายุเกือบ 200 ปี สมัยสยามแบ่งการปกครองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง

เมื่อพูดถึง“วัง”ผู้อ่านหลายท่านมักนึกถึงศูนย์กลางอำนาจและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ในเมืองปัตตานีเองก็มี “วังจะบังติกอ”ที่บอกเล่าอดีตของหัวเมืองมลายูชายแดนใต้ ก่อนที่การปฏิรูปการปกครองในรัชกาลที่ 5 จะเปลี่ยนแปลงภูมิภาคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

วังแห่งนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ แต่ยังสะท้อนรากเหง้าของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับประชาชนมลายูมุสลิมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา

จะบังติกอเป็นวังที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ปัตตานีอย่างยิ่ง ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2329 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อสยามสามารถเข้ายึดครองปัตตานีได้สำเร็จ สยามได้แต่งตั้งผู้นำเชื้อสายมลายูที่ไว้ใจให้เป็นเจ้าเมือง 2 คน ชื่อ เติงกูลามีดีนและ ดาโต๊ะปังกาลันซึ่งเคยทำงานให้สยาม

อย่างไรก็ตาม การตั้งผู้นำท้องถิ่นที่มีเชื้อพระวงศ์รัฐมลายูมาปกครองปัตตานีหลังจากสามารถพิชิตมาได้ ส่งผลให้สยามต้องพบกับการต่อต้านของเจ้าเมือง สุดท้ายใน พ.ศ. 2352 ชาวปัตตานีและดาโต๊ะปังกาลันได้ก่อกบฏต่อสยาม

บทเรียนดังกล่าวเป็นผลให้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(รัชกาลที่ 2) ทรงเปลี่ยนนโยบายในการปกครองหัวเมืองมลายู พระองค์ทรงแต่งตั้งชาวสยามชื่อว่า นายขวัญซ้ายขึ้นเป็นเจ้าเมือง นับเป็นเจ้าเมืองปัตตานีคนแรกที่มิได้มีเชื้อสายมลายู

หลังจากนายขวัญซ้ายเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2358 พระองค์ทรงเปลี่ยนแนวทางการปกครองอีกครั้งหนึ่ง โดยหันมาใช้นโยบายเชิง“แบ่งแยกและปกครอง” เพื่อสร้างการคานอำนาจภายในท้องถิ่นด้วยการกระจายอำนาจ ไม่ให้เมืองใดเมืองหนึ่งแข็งเมือง รวมถึงเพิ่มจำนวนเจ้าเมืองที่มีความภักดีต่อราชวงศ์จักรี ดังเช่นที่เป็นอยู่ในล้านนา ลาว และกัมพูชาในสมัยนั้น

ด้วยเหตุข้างต้น พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าเมืองสงขลาลงมาศึกษาสภาพโครงสร้างทางการเมืองปัตตานี

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2359 เจ้าเมืองสงขลาจึงได้จัดการแบ่งปัตตานีออกเป็นหัวเมืองย่อย 7 หัวเมือง อันได้แก่ หนองจิก ยะหริ่ง ยะลา สายบุรี ระแงะ รามัน และปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ในปัจจุบัน คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เพื่อง่ายแก่การปกครองและควบคุมของสยาม โดยเจ้าเมืองแต่ละหัวเมืองมีสถานะเท่ากัน และขึ้นตรงกับเจ้าเมืองสงขลา มิได้ขึ้นต่อเมืองศูนย์กลางปัตตานีอย่างในอดีต

ในระยะแรกสยามได้แต่งตั้ง เต็งกูสุหลง(Tengku Sulong) เป็นเจ้าเมืองปัตตานี แต่ก็เกิดการก่อกบฏขึ้นอีกครั้ง จึงได้แต่งตั้งชาวบ้านกรือเซะขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองปัตตานีแทนในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะแต่งตั้งบุตรของเจ้าเมืองกลันตันมาเป็นเจ้าเมืองปัตตานี นามว่า ตนกูมูฮัมหมัด(พ.ศ. 2388-2399) หรือตนกูบือซาร์ ใน พ.ศ. 2388

เมื่อทางการแต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าเมือง ตนกูมูฮัมหมัดก็ได้เดินทางมายังปัตตานีทันที โดยได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองใหม่มายัง “จะบังติกอ” จากเดิมอยู่ที่กรือเซะ และได้สร้างวังขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่พำนักสำหรับพระองค์และบุตรหลาน พร้อมกับเป็นสถานที่ทำงานรับแขกเมืองและว่าราชการของเจ้าเมือง

วันและเวลาในการสร้างไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่าผู้ออกแบบเป็นชาวจีน ใช้เวลาสร้างแล้วเสร็จราว 3 เดือน สันนิษฐานว่าสร้างเสร็จภายในช่วงเวลาที่ตนกูมูฮัมหมัดมีชีวิตอยู่ เพราะตนกูมูฮัมหมัดเองก็ได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในวังแห่งนี้

การวางผังและที่ตั้ง

ที่ตั้งวังจะบังติกออยู่ริมแม่น้ำปัตตานี ตรงสามแยกตำบลจะบังติกอ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ตัววังหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีเนื้อที่ 7 ไร่ ล้อมรอบด้วยกำแพงทึบก่ออิฐถือปูน

รูปทรงของวังเป็นบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่ มีหลังคาเป็นทรงปั้นหยา หรือแบบลีมะ ซึ่งเป็นรูปทรงหลังคาที่ได้รับอิทธิพลจากถาปัตยกรรมแบบอาณานิคมของชาวตะวันตก หลังคาทรงปั้นหยานี้นับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ และพบได้ทั่วไปในจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี

ตัวอาคารวังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูงราว 1 เมตร สร้างด้วยไม้ ภายในอาคารมีห้องโถงขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่ทำการของเจ้าเมือง ลวดลายตามผนังเป็นอิทธิพลจากศิลปะจีน ส่วนด้านหลังของห้องโถงจะเป็นที่อยู่อาศัยของภรรยาและบริวาร

บริเวณหน้าวังหรือทางทิศใต้ เจ้าเมืองคนที่สองชื่อ ตนกูปูเต๊ะ(พ.ศ. 2399-2424) ได้สร้างมัสยิดแห่งหนึ่งขึ้นมา ปัจจุบันชื่อว่า มัสยิดรายอฟาฏอนี

ถัดจากมัสยิดเป็นสถานที่หลอมโลหะทำต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง เพื่อใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการส่งไปยังกรุงเทพฯ อีกทั้งยังมีการผลิตเงินเหรียญของเมืองปัตตานีในที่แห่งนี้ เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยน เพราะเมืองปัตตานีก็เป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญ ความต้องการใช้งานเหรียญก็เยอะตาม จึงได้มีการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับเหรียญอื่น ๆ

ปรากฏหลักฐานว่าพบแม่พิมพ์สำหรับผลิตเงินเหรียญในบริเวณวังแห่งนี้ และยังมีตัวอย่างเงินเหรียญที่ใช้ในเมืองปัตตานีที่ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 ลักษณะคล้ายอีแปะของจีน รูปร่างกลม มีเจาะรูตรงกลาง ด้านหน้าเขียนเป็นภาษามลายูความว่าเหรียญนี้ใช้จ่ายในปัตตานี ด้านหลังเขียนเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับด้านหน้า แต่เพิ่มคำว่า “สะนะฮฺ 1309” หมายถึง ปีฮิจญ์เราะฮฺ 1309 ในศาสนาอิสลาม เทียบเท่ากับ พ.ศ. 2432 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5)

จะบังติกอเป็นศูนย์กลางการปกครองในท้องถิ่นอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองปัตตานีคนต่อ ๆ มา ได้แก่ตนกูปูเต๊ะบุตรชายคนโตของตนกูมูฮัมหมัด เมื่อตนกูปูเต๊ะถึงแก่กรรม บุตรชายคนโตก็ได้เป็นเจ้าเมืองต่อ จนกระทั่งถึงเจ้าเมืองคนสุดท้ายคือ ตนกูอับดุลกอร์เดร์(พ.ศ. 2442-2445)

ท้ายสุด รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั่วประเทศขึ้น จึงได้ยุบเมืองต่าง ๆ และรวมเป็นมณฑล เช่นกันกับเมืองทั้ง 7 ที่โดนแบ่งแยกไปก่อนหน้าด้วย เมื่อรวมกันแล้วจึงเรียกว่า มณฑลปัตตานี

วังจะบังติกอจึงเปลี่ยนจากการเป็นศูนย์กลางอำนาจและการปกครอง เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของบุตรหลานตนกูมูฮัมหมัด และตำแหน่งพระยาตานี ซึ่งสืบทอดโดยราชวงศ์กลันตันก็ได้สิ้นสุดลงในยุคสมัยนี้

กล่าวสรุปได้ว่า วังจะบังติกอนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ปัตตานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแบ่งการปกครองออกเป็น 7 หัวเมือง วังนี้ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับแก่เชื้อสกุลราชวงศ์กลันตันที่ได้มาเป็นเจ้าเมืองปัตตานีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะสิ้นสุดลงภายหลังในช่วงการปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (1999). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้(เล่มที่ 15). สยามเพรส แมเนจเม้นท์.

วันอิฮซาน ตูแวสิเดะ. (2024). ปาตานีฉบับชาติ(ไม่นิยม) : สงครามช่วงชิงอำนาจก่อนปักปันเส้นเขตแดน. มติชน.

จุรีรัตน์ บัวแก้ว. (2531). การสำรวจโบราณสถานเบื้องต้นเมืองปัตตานี :ศึกษาเฉพาะกรณี วังจะบังติกอ . ปัตตานี :คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Al-Fatani, A. F. (2000). ประวัติศาสตร์ปัตตานี Pengantar Sejarah Patani.แปลโดย Nik Abdul Rakib Sirimethakul. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. เรียกใช้เมื่อ เมษายน 11, 2568

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ เมษายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “วังจะบังติกอ” วังเก่าอายุเกือบ 200 ปี สมัยปัตตานีแบ่งเป็น 7 หัวเมือง!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...