โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เหตุผลว่าทำไมหลังจากปี 2017 จีนจึงไม่มีการก่อการร้ายจากกลุ่มแยกดินแดนอีกเลย

The Better

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 23.52 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2568 เวลา 10.46 น. • THE BETTER

นี่ไม่ใช่ส่วนต่อขยายจาก 'กรณีส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศ' แต่เป็นความใคร่รู้ของผมเองเกี่ยวกับการจัดการปัญหาชนกลุ่มน้อย "ที่ก่อปัญหา" ในประเทศจีน

หากติดตามเหตุลบ้านการเมืองในจีนย่อยๆ คงจะทราบว่าจีนมรชนกลุ่มน้อยมากถึง 56 กลุ่ม แต่มีไม่กี่กลุ่ม "ที่ก่อปัญหา" เช่นต้องการแบ่งแยกดินแดน และถึงขั้นลงมือก่อการร้ายด้วยการฆ่าคนบริสุทธิ์

ไม่กี่กลุ่มที่ว่านั้นอันที่จริงมีกลุ่มเดียวด้วยซ้ำ นั่นคือ พวกชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ที่ก่อเหตุก่อการร้ายถี่มากระหว่างปี 2013 - 2014

ไม่ใช่แค่สังหารผู้บริสุทธิ์ แต่ "ครูสอนศาสนา" ที่ต้องการสันติภาพระหว่างชนชาติ ก็ยังถูกสังหารไปด้วย คือ กรณีของ จูมา ตาฮีร์ (居玛·塔伊尔) อิหม่ามชาวอุยกูร์ที่ถูกวัยรุ่นหัวรุนแรงอุยกูร์ 3 คนแทงจนเสียชีวิตเมื่อวัน 30 กรกฏาคม 2014

ต่อมาอีกไม่กี่วัน คือ 28 กรกฎาคม 2014 กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธได้ก่อเหตุรุนแรงในอำเภอซาเชอ (莎车县) หรือยาร์กันต์ ทำการโจมตีสถานีตำรวจและโจมตีพลเรือนและทุบทำลายรถยนต์ แต่ตำรวจยิงผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 59 ราย และจับกุมผู้ต้องสงสัย 215 ราย ยึดป้ายเรียกร้องให้ทำญิฮาด รวมถึงอาวุธต่างๆ เช่น มีดยาวและขวาน

ผมจะยกอีกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งคือน่าสะเทือนใจมาก คือ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2014 กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ถือมีด 5 คนได้โจมตีผู้โดยสารในสถานีรถไฟคุนหมิงในคุนหมิง มณฑลยูนนานโดยผู้ก่อเหตุได้ชักมีดยาวออกมาแทงและฟันผู้โดยสารแบบสุ่มๆ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย และบาดเจ็บอีก 143 รายถือเป็นการแทงหมู่ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

คนตายบางคนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับความคิดทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น เป็นแค่ชาวนาตาดำๆ หนึ่งในเหยื่อที่รอดมาได้ถึงกับรำพึงรำพันว่า "เราทุกคนเป็นแค่ชาวนาที่ซื่อสัตย์ ทำไมคนเหล่านี้ถึงโหดร้ายนัก"

ทราบข้อมูลมาว่าคนร้ายต้องการจะข้ามพรมแดนออกจากจีนโดยผิดกฎหมาย เพื่อที่จะมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามเส้นทางของ "พวกแบ่งแยกดินแดน" ในซินเจียงใช้กันเพื่อลักลอบมายังประเทศอาเซียนแล้วต่อไปยังตุรกีและตะวันออกกลาง จากนั้นก็ไปร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวในแถบนั้น

นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้น และตอกย้ำว่า "การก่อการร้าย" ไม่เลือกผู้บริสุทธิ์หรือผู้เป็นศัตรู เพราะ "มันลงมือแบบสุ่ม"

หลังจากเหตุการณ์นี้ดูเหมือนรัฐบาลจีนจะหมดความอดทน และเป็นยุคสมัยที่ สีจิ้นผิง ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศพอดีๆ อะไรๆ ที่ไม่เข้าที่เข้าทางก็ถูกทำให้เข้าทางโดยเร็ว

ปัญหาเร่งด่วนในเวลานั้นคือการสะสางความพยายามแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายในซินเจียง

ปรากฏว่า "วิธีการแก้ปัญหาของจีน" ชะงัดเอามากๆ เพราะหลังจากปี 2017 จีนไม่เคยพบกับการก่อการร้ายอีกเลย

ในสายตาโลกตะวันตก "วิธีการแก้ปัญหาของจีน" ถูกมองว่าเป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ซึ่งเราจะไม่อภิปรายกัน ณ ที่นี่ เพราะประการแรกคือเราเคยพูดถึงเรื่องนี้มาแล้วในบทความก่อนๆ โดยมีข้อสรุปว่า "เป็นคำอธิบายของชาติตะวันตก" เพื่อที่จะโจมตีจีน

เราจะมาพูดถึง "หนึ่งในวิธีการ" ที่จีนใช้ควบคุมความไม่สงบในพื้นที่ที่มีกลุ่มก่อการร้ายเคลื่อนไหวอยู่

สื่อตะวันตกนั้นมักจะกล่าวถึง "วิธีการใหญ่" ที่จีนใช้ นั่นคือ "การสอดส่องมหาชน" คือการจับตาความเคลื่อนไหวของประชาชนในวงกว้าง เพื่อติดตามกิจกรรมของกลุ่มต้องสงสัย ซึ่งในกรณีนี้แทรกซึมในสังคมช่วงนั้นมากพอสมควร

มีข้อมูลจากสื่อตะวันตกที่อ้างว่าจีนใช้วิธีการที่เรียกว่า "จิ้งหว่าง เว่ยซื่อ" (净网卫士)

"จิ้งหว่าง เว่ยซื่อ" เป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่ง แปลแบบตรงๆ คือ การเคลียร์เน็ตเวิร์กและป้องกันเน็ตเวิร์ก จากอะไร? จากการสื่อสารกับเนื้อหาที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

เรื่องนี้ไม่มีการเผยแพร่กันในจีน แต่สื่อตะวันตก (ซึ่งมักจะโจมตีเรื่องจีน "กดขี่" คนซินเจียง แต่ไม่พิจารณาเรื่องภัยก่อการร้าย) เป็นฝ่ายที่เปิดเผย

จากข้อมูลของสื่อตะวันตก "จิ้งหว่าง เว่ยซื่อ" ได้รับการติดตั้งโดยรัฐบาลท้องถิ่นในซินเจียงและสถานที่อื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเฝ้าระวัง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2017 รัฐบาลเขตเทียนซานของอุรุมชี ซินเจียง ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังประชาชนในพื้นที่ผ่าน WeChat เพื่อเรียกร้องให้พวกเขาติดตั้ง "จิ้งหว่าง เว่ยซื่อ" ต่อมาประชาชนในเขตฮามี่ เขตอีหลี และพื้นที่ที่อื่นๆ ในซินเจียง ยังได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวด้วย

เมื่อฝังซอฟต์แวร์ "จิ้งหว่าง เว่ยซื่อ" ในโทรศัพท์มือถือแล้ว มันจะทำการตรวจเนื้อหาที่รับและส่ง หากพบว่ามีเนื้อหาอันตรายที่เกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนหรือการก่อการร้าย รวมถึงเรื่อง "ซีเรีย" อันเป็นเป้าหมายที่พวกแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงมักจะไปฝึกรบกันที่นั่น ซอฟต์แวร์จัทำการเตือนให้ผู้ใช้ลบเนือ้หาดังกล่าวเสีย

ซอฟต์แวร์อีกตัวหนึ่ง คือ Integrated Joint Operations Platform ซึ่งสื่อตะวันตกอ้างว่ามีการใช้กับคนในซินเจียง โดยระบบจะรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก เช่น ใบแจ้งยอดธนาคาร ประวัติอาชญากรรม และบันทึกการโทรศัพท์ ซึ่งตำรวจใช้คัดกรองบุคคลที่มีพฤติกรรม 36 ประเภทที่ทางการถือว่าไม่เหมาะสม ได้แก่ ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ผู้ที่หลีกเลี่ยงการติดต่อกับเพื่อนบ้าน ที่เข้าร่วม "กิจกรรมทางศาสนา" ผู้ที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟนอีกต่อไป และพฤติกรรม "ผิดปกติ" อื่นๆ จากนั้นทางการจะจับกุมและสอบสวนผู้ที่ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เรื่องนี้จะจริงอย่างที่สื่อตะวันตกรายงานหรือไม่นั้น ขอยกให้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันต่อไปในภายภาคหน้า

และแม้ว่ารัฐบาลจีนจะปฏิเสธว่าไม่มีวิธีการแบบนั้น นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นที่เราต้องการจะสื่อ

เพราะประเด็นที่เราต้องการจะสื่อก็คือ สำหรับประเทศที่รอไม่ได้เรื่องภัยจากการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดน วิธีการติดตามแบบครอบคลุมแบบนี้เป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้"

หากพิจารณาว่าการก่อการร้ายทักทำแบบ "สุ่มตัวผู้รับเคราะห์" และลงมือแบบ "กองโจร" การรับมือแบบปกติคือความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ

เรื่อง "การติดตามความเป็นส่วนตัว" ยังเป็นเรื่องที่ "วิวาทะได้" (debatable) หากมีทัศนะแบบชาติตะวันตกก็ย่อมมองว่านี่คือ "การละเมิดสิทธิมนุษยชน"

แต่จีนก็มองว่า "ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน" คือสิทธิมนุษยชนเช่นกัน หากปล่อยให้ขบวนการที่เป็นภัยต่อประชาชนเคลื่อนไหวต่อไป หรือปล่อยให้ประชาชนได้รับข้อมูลอันตรายต่อไป ประชาชนเหล่านั้นก็จะเห็นดีเห็นงามกับการก่อการร้าย ถึงขั้นช่วยเหลือผู้ก่อการร้าย

ดังนั้น หนึ่งในวิธีการสำคัญในการหยุดยั้งวงจรนั้นก็คือ ทำลายการเข้าถึงเนื้อหา (หรือการสื่อสาร) กับการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้าย

นี่คือ "ส่วนหนึ่ง" ของการปราบการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายในซินเจียง ซึ่งประเทศอื่นๆ คงยากที่ทำตามเพราะต้องใช้ "ระบอบการปกครอง" ที่รวมศูนย์อย่างเข้มข้นแบบจีน

แน่นอนว่า ทุกวันนี้จีนถูกโจมตีอย่างหนักจากชาติตะวันตก "กรณีซินเจียง" แต่ปรากฏฎว่าซินเจียงกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยไปแล้ว เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนที่ไม่พบการก่อการร้ายมาตั้งแต่ปี 2017

จีนนั้นให้ซินเจียงเป็นเขตปกครองตนเองของชาติพันธุ์ต่างๆ เช่นเดียวกับดินแดนหลายแห่งของชนชาติอื่นๆ ในประเทศ ซึ่งเท่ากับให้อำนาจในการ "ดูแลตัวเอง" ในระดับหนึ่งแล้ว ยังไม่นับเอกสิทธิ์หลายประการของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มากกว่าชาวฮั่นที่เป็นคนส่วนใหญ่เสียอีก เช่น ชนกลุ่มน้อยจะได้รับอนุญาตให้มีลูกกี่คนก็ได้ และได้รับคะแนนเพิ่มไปเปล่าๆ จำนวหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะนี่คือนโยบายการสร้างดุลระหว่างชนกลุ่มน้อยและชนกลุ่มใหญ่

แบบนี้ถือเป็นการส่งเสริม "สิทธิมนุษยชน" หรือไม่? เทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ชนกลุ่มน้อยที่ต้องอยู่อย่างหวาดผวาในเวลานี้แล้ว กลุ่มได้ว่าชนกลุ่มน้อยในจีนมีสิทธิมุนษยชนมากกว่าด้วยซ้ำ

แต่แล้วก็ยังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจีนที่ฆ่าฟันคนไม่เลือกหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จีนจึงต้องมีการริดรอน "สิทธิมุนษยชนของคนบางกลุ่ม" เพื่อรักษา "สิทธิมุนษยชนของคนส่วนใหญ่เอาไว้"

แต่นี่เป็นเพียง "เครื่องมือ" บางส่วนเท่านั้น การใช้ซอฟต์แวร์ติดตามและทำลายเนื้อหาล้างสมองประชาชนให้เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของการปราบความรุนแรงที่เกิดในซินเจียงและจากซินเจียงไปพื้นที่อื่นๆ

ปัญหาพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทำให้การก่อการร้ายมีผู้คนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอยู่เรื่อยๆ ก็คือ คนที่ไปยุ่งเกี่ยวเหล่านั้น "ไม่มีอะไรทำ"

เรื่องนี้ฟังแล้วคล้ายกับบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ยากจน และไร้อนาคตทางเศรษฐกิจ ทำให้มีผู้คนที่ "ไม่มีอะไรทำ" ไปร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนได้ง่ายๆ

ในซินเจียงก็เช่นกัน จากการายงานของ หม่าผิ่นเยี่ยน (马品彥) นักวิจัยต่อต้านการก่อการร้ายของสถาบันสังคมศาสตร์ซินเจียง กล่าวว่า เยาวชนที่ว่างงานและได้รับการศึกษาไม่เพียงพอจากเขตชนบททางตอนใต้ของซินเจียง มีความเสี่ยงที่จะถูกกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาเกณฑ์คนเข้าทำงาน

ดังนั้น หนึ่งใน "ปฏิบัติการ" ใหญ่ของจีนในการกวาดล้างขบวนการอันตรายเหล่านั้น ก็คือ การสร้างงานในพื้นที่และการพัฒนาการเกษตรแบบพลิกฟ้าคว่ำดินจนทำให้ในขณะนี้ซินเจียงที่เป็นทะเลทรายปลูกพืชได้หลากหลาย กระทั่งเลี้ยงปลาแซลมอนก็ยังได้

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2020 รัฐบาลประชาชนของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ออกประกาศว่าอำเภอซาเชอ อันเป็นที่เกิดเหตุก่อการร้ายเมื่อไม่กี่ปีก่อนนั้น และอำเภออื่นๆ อีก 10 แห่งหลุดพ้นจากความเป็นเขตยากจน และถูกถอดออกจากรายชื่อเขตยากจนแล้ว จนถึงขณะนี้ เขตยากจนทั้ง 32 แห่งในซินเจียงได้รับการปลดพ้นจากความยากจนแล้ว และปัญหาความยากจนขั้นรุนแรงได้รับการแก้ไขมาโดยตลอด

เออร์เคน ตุนยาซี (艾尔肯·吐尼亚孜) สมาชิกคณะกรรมการถาวรของคณะกรรมการพรรคเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์และรองประธานรัฐบาลประชาชน กล่าวว่าซินเจียงเคยเป็นพื้นที่ยากจนที่ติดต่อกันและหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยการยึดมั่นในกลยุทธ์พื้นฐานในการบรรเทาความยากจนอย่างมีเป้าหมายและการลดความยากจนอย่างมีเป้าหมาย โดยเน้นที่ "ไม่ต้องกังวลสองเรื่องและรับประกันสามเรื่อง" (两不愁三保障) คือ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและเสื้อผ้า การศึกษาภาคบังคับ การดูแลทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย

การมีเป้าหมายในการกำจัดความยากจนนี่เองที่เป็นพลังขับเลื่อนสำคัญในการปราบการก่อการร้าย

ผลก็คือ ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นและมีอนาคต และ "มีอะไรทำ" ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องอันตรายอื่นๆ และทำให้จีนไม่มีการก่อการร้ายอีกจนถึงทุกวันนี้

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2023 แสดงให้เห็นผู้คนเดินผ่านป้ายโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองในอำเภอซาเชอ หรือยาร์กันต์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (ภาพโดย Pedro PARDO / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...