โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ซูหยางกับพี่สาวทั้งเจ็ด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 เม.ย. 2568 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 09.39 น. • ม่านหลังจันทร์
สโนวไวท์มีคนแคระทั้งเจ็ดคอยดูแล ส่วนเขามีพี่สาวเจ็ดคนที่ต้องดูแล!!

ข้อมูลเบื้องต้น

สโนวไวท์มีคนแคระทั้งเจ็ดคอยดูแล ส่วนเขามีพี่สาวเจ็ดคนที่ต้องดูแล!!

ผังและอายุพี่สาวทั้ง 7 ตอน ซูหยางเกิด

*** หากพบปักหาซื้อแล้วอ่านไม่ได้หรือเกิดปัญหาใดทีไม่ใช่ในส่วนของเนื้อหา กรุณาติดต่อแอดมินเด็กดีตามนี้ค่ะ
https://web.facebook.com/NiyayDekD

คำเตือน!

1. นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการความสมเหตุสมผล เพราะไรท์แต่งขึ้นจากจินตนาการ ความไม่มีเหตุผลและความเป็นไปไม่ได้ ไม่อิงจากประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น

2. กรุณาคอมเม้นด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบไรท์ยอมรับการติ-ชม ที่มีเหตุผลได้

3. นิยายเรื่องนี้อัพฟรีจนจบแต่มีระยะเวลาอ่านฟรีตามที่กำหนดในแต่ละตอน ไม่ฟรีตอนพิเศษ

4. นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งยังไม่ได้ตรวจคำผิด ยังไม่ได้รีไรท์ แจ้งก่อนเพื่อให้ทำใจและงดดราม่า

5. นิยายเรื่องนี้ 1 เล่มจบ

****โปรดอ่านคำเตือนให้เข้าใจก่อนการบริโภค

เริ่มอัพ 20/5/2567

บทนำ

กลางห้องหนังสือของคฤหาสน์ตระกูลซู ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าราวฟ้าประทานยืนเพ่งมองหน้าของบิดาที่อายุเลยเลขห้าไปหลายปีแล้ว แต่ยังคงความภูมิฐานไว้ จนกระทั่งหญิงสาวคราวลูกหลายต่อหลายรายมาเสนอตัวให้ถึงที่ น่าเสียดายแทนหญิงสาวเหล่านั้นที่เจ้าพ่อกาสิโนรายนี้รักมั่นต่อภรรยาผู้จากไปก่อนวัยอันควร ทำให้ตระกูลซูไร้นายหญิงนับตั้งแต่วันที่เธอจากไปนานกว่ายี่สิบปีแล้ว

“เฮ้อ! ฉันรู้ว่าแกไม่พอใจเรื่องป้า ๆ ของแก แต่นั่นคือพี่สาวของฉัน พวกหล่อนมีศักดิ์เป็นป้าของแก แล้วแกจะให้ฉันนิ่งเฉยได้ไง” นายท่านซูมองลูกชายคนเดียวพลางนึกถึงภรรยาคนเดียวของเขา

ทำไมนะเมียจ๋า ทำไมเมียจ๋าถึงคลอดลูกชายหัวดื้อคนนี้ออกมาแค่คนเดียวล่ะ ทำไมเมียจ๋าไม่คลอดหลาย ๆ คนหน่อย ผัวจะได้มีตัวเลือกในการฝากผีฝากไข้ ไม่ต้องมานั่งปรับความเข้าใจกับเจ้าลูกผีบ้าคนนี้อย่างไม่มีทางเลือกเช่นนี้

“เหอะ… ผมไม่ได้บอกให้พ่ออยู่เฉย หรือว่าไม่ให้ช่วยเหลือพวกป้า ๆ เลยสักคำนะ ผมแค่บอกว่า มันควรจะมีทางแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่ให้เงิน เงิน เงิน ถ้าให้กันง่าย ๆ อย่างนี้แล้ววันหน้าพ่อไม่มีเงินให้อีกเลย พวกป้า ๆ จะไม่ตายเลยเหรอ” ซูหยางมองบิดาบังเกิดเกล้าด้วยแววตาเอือมระอา

ตระกูลซูมีหน้ามีตาจากฝีมือนายท่านซูที่บุกเบิกธุรกิจกาสิโนทั้งในเขตปกครองพิเศษฝั่งเอเชียและฝั่งอเมริกา ความกล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ทำให้นายท่านซูขึ้นแท่นเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกในระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบปี จากนั้นกิจการอื่น ๆ ก็งอกเงยตามมาเมื่อกำไรจากกาสิโนทบทวีคูณ โดยเฉพาะการขยายสาขาของกาสิโนตระกูลซู และการถือกำเนิดโรงแรมห้าดาวในเครือซูคอร์ปอเรชั่น เรียกว่าธุรกิจขยายเป็นวงกว้าง

จนปัจจุบัน นายท่านซูมีกาสิโนกว่ายี่สิบแห่งทั่วโลก และโรงแรมในเครือก็มีถึงหนึ่งร้อยยี่สิบสาขา เหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของตระกูลซูในยุคนี้

เพียงแต่เป็นความมั่งคั่งของนายท่านซูผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับเครือญาติฝ่ายไหนของเขาเลย นั่นเพราะนายท่านซูมาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่พ่อแม่แยกทางกัน

พี่สาวสามคนอยู่ในการเลี้ยงดูของมารดาซึ่งพอหย่ากับบิดาของนายท่านซูแล้วก็แต่งงานใหม่กับชายที่พอมีฐานะคนหนึ่ง และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ส่วนนายท่านซูเติบโตภายใต้การดูแลของบิดาที่ตกเป็นหนี้จากการช่วยค้ำประกันให้เพื่อนสนิท และนี่คือสาเหตุที่ทำให้มารดาขอหย่ากับบิดาของเขา เพราะไม่อยากร่วมแบกหนี้ก้อนโตไปด้วย

ความยากจนช่างน่ากลัว ประโยคนี้…นายท่านซูรู้ซึ้งแก่ใจดีที่สุด ดังนั้นจึงทำทุกวิถีทางที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านหรือการหาเงินมาช่วยใช้หนี้

เสียดายที่พ่อของนายท่านซูอ่อนแอจนยอมแพ้ให้กับความโหดร้ายของโลกใบนี้

หลังจากแบกรับภาระหนี้แค่สองปี พ่อของเขาก็ติดเหล้าอย่างหนักและจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับในเวลาไม่นาน มรดกชิ้นเดียวที่เหลือไว้ให้ลูกชายอย่างนายท่านซู คือเงินประกันชีวิตที่ชำระเบี้ยประกันครบก่อนจะเป็นหนี้ก้อนโตจากการค้ำประกัน

นายท่านซูไม่แน่ใจว่า นี่เป็นความตั้งใจของพ่อหรือไม่ ที่ต้องการให้เขาได้รับเงินประกันก้อนนี้มาตั้งตัว ด้วยการทำร้ายตัวเองจากการดื่มเหล้าอย่างหนักจนตายจากไป แต่เพราะเงินประกันที่ได้จากชีวิตของพ่อก้อนนี้ ทำให้ชีวิตของนายท่านซูเริ่มต้นขึ้น

…จนกลายเป็นนายท่านซู เจ้าพ่อกาสิโน มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่!

ทว่าเมื่อนายท่านซูลงหลักปักฐานจนมีชีวิตที่ดีขึ้นมากแล้ว คนแรกที่หวนกลับเข้ามาในชีวิตของเขา คือมารดาบังเกิดเกล้า ที่มาแสดงตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นแม่ ซึ่งนายท่านซูก็มอบเงินให้ตามสมควร และให้ในบางวาระเท่านั้น

ไม่ได้ให้ทุกอย่างและทุกเวลาที่หล่อนต้องการ

แต่สำหรับพี่สาวทั้งสามคน นายท่านซูมองว่าไม่ได้ทำผิดอะไร ประกอบกับในยามยากลำบาก พี่สาวทั้งสามเคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขาบ้าง จึงทำให้นายท่านซูไม่ปฏิเสธเมื่อพี่สาวมาทวงถามหาความช่วยเหลือคืนบ้าง

หากนั่นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ลูกชายคนเดียวอย่างซูหยาง เพราะซูหยางคิดว่า การที่นายท่านซูอย่างเขาช่วยเหลือพี่สาวทั้งสามคน ตามจำนวนเงินที่พวกเธอเรียกร้องทุกครั้งไปนั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

ลูกชายของเขายืนยันว่า นี่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

“แกอย่าพูดเหมือนไม่รู้ได้มั้ยว่า ตอนนี้…ต่อให้กิจการทุกอย่างเจ๊งหมด แกก็ยังมีเงินมหาศาลไว้ให้ใช้ไปอีกหลายสิบชาติน่ะ”

“มันไม่เกี่ยวกันเลยพ่อ ผมไม่ได้หวงสมบัติของพ่อ ผมไม่ได้ห่วงเลยว่าสมบัติของพ่อจะร่อยหรอจนไม่เหลืออะไรให้ผมอีก ผมแค่จะบอกพ่อเป็นครั้งที่ร้อยว่า การที่พ่อช่วยป้า ๆ ด้วยการให้แต่เงินของพ่อนั้นมันไม่มีวันจบปัญหาทั้งหมดได้เลย” ซูหยางกล่าวพลางจ้องนายท่านซูอย่างไม่พอใจ

ตัวเขาเองไม่ได้พึ่งพาบิดาในการดำรงชีวิต ด้วยการเป็นศิลปินชื่อเสียงโด่งดังในสาขาประติมากรรม ผลงานปั้นของเขาถูกนำไปจัดแสดงนิทรรศการแล้วถึงสองครั้ง และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ถึงกับมีมหาเศรษฐีแย่งประมูลผลงานของเขาไปในราคาหลักล้านเหรียญสหรัฐฯ จนปัจจุบันศิลปินชื่อซูหยางมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้ว

และนั่นยังไม่รวมมรดกจำพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับราคาแพง ๆ กับที่ดินทำเลทองอีกหลายแห่งที่ได้รับมาจากแม่ของเขา ซูหยางจึงพูดได้เต็มปากว่า ต่อให้พ่อของเขาไม่ยกมรดกให้เขาเลย ซูหยางผู้นี้ก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาและสองแขนตัวเอง

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง”

“บางทีพ่ออาจจะต้องหาผัวใหม่ให้ป้า หรือไม่ก็ส่งคนไปจัดการลุงเขยไร้ความสามารถพวกนั้นซะ เรื่องมันจะได้จบ” เหตุที่ซูหยางกล้าพูดเช่นนี้ เพราะปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดจากเหล่าป้า ๆ ของเขา

…โอเค มันอาจเกิดจากป้า ๆ ของเขาก็ได้ แต่ต้นเหตุตัวจริงคือเหล่าลุงเขยต่างหาก

เริ่มจากป้าใหญ่ผู้จู้จี้จุกจิกและโหดเหี้ยมจากการที่ลุงเขยคือชายเจ้าชู้ตัวพ่อ ทำให้ป้าใหญ่ตามไล่ตบตีบรรดาเมียน้อยของลุงเขยจนเกิดเป็นคดีความต้องขึ้นโรงขึ้นศาลไม่เว้นวัน และเป็นพ่อของเขาที่ต้องส่งทนายไปประกันตัวป้า กับช่วยจ่ายชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดเสมอมา

ขณะตัวต้นเหตุอย่างลุงเขยลอยตัว แล้วก็แรดไปหาเมียน้อยคนใหม่มาบำรุงบำเรอตัณหาของตัวเองต่อไป บางครั้งหนักข้อถึงขนาดมีลูกด้วยกันแล้วฝ่ายหญิงก็มาฟ้องเอาค่าเลี้ยงดูลูก ลำบากให้ป้าใหญ่ต้องหาเงินมาจ่ายแทนสามีอีก

และมันพ้นบารมีพ่อเขาเสียที่ไหนกัน

พ่อของเขาไม่ได้ไปไข่ทิ้งไข่ขว้างเองเลย กลับต้องส่งเสียเงินทองเลี้ยงลูกใครไม่รู้

ลูกเองก็ไม่ใช่ หลานเองก็ไม่เชิง แต่ต้องเอากระดูกมาแขวนคอ

ส่วนป้ารองของเขา เป็นภรรยาผู้อ่อนแอที่สุด ผัวสั่งซ้ายก็ไปซ้าย ผัวสั่งขวาก็ไปขวา ไม่กล้าแม้จะพูดเสียงดังใส่ผัวตัวเอง อาจจะเพราะลุงเขยรองเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ทั้งจากฐานะครอบครัวเดิม บวกกับหน้าที่การงานดี เลยทำให้ลุงเขยรองเป็นคนบ้าอำนาจ ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง จนป้ารองเจ็บช้ำน้ำใจจากคำพูดของลุงเขยรองแทบจะรายวันรายคืน

ยิ่งผ่านมานานปี ลุงเขยรองก็ยิ่งหนักข้อขึ้น ถึงขั้นป้ารองเจ็บเนื้อเจ็บตัว และทุกครั้งก็จะวิ่งร้องห่มร้องไห้มาหาน้องชาย ซึ่งก็คือพ่อของเขาให้ช่วย

แม้พ่อของเขาจะเคยเสนอให้หย่าขาดกันไปเสีย ป้ารองก็ไม่ยอม ดึงดันแค่ขอเงินก้อนโตเพื่อเอาไปซื้อของราคาแพง ๆ ไปง้อไปปรนเปรอผัว

ซูหยางเองก็ไม่รู้จริง ๆ ว่า เพราะอะไรกัน ป้ารองถึงยอมทนทุกข์อยู่กับคนเช่นนั้นได้

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การมาเอาเงินก้อนใหญ่จากพ่อของเขาไปง้อผัวตัวเองทุกครั้ง ก็ใช่เรื่องที่ควรทำ ผัวป้ารองไม่ใช่ผัวพ่อเขาสักหน่อย แล้วทำไมพ่อเขาต้องจ่ายเงินให้ผัวคนอื่นอารมณ์ดีขึ้นด้วยเล่า

บทนำ

คนสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือป้าเล็ก

ปกติป้าใหญ่และป้ารองจะมาหาพ่อของเขาทีละคน และมาเพียงลำพัง แต่ป้าเล็กคนนี้จะมาพร้อมสามีผู้เป็นนักธุรกิจที่ชอบวาดฝันกลางอากาศเพื่อมาขอให้พ่อของเขาช่วยออกทุนทำธุรกิจ ทั้ง ๆ ที่ทำมากี่บริษัท จับมากี่ธุรกิจ ก็เจ๊งไม่เป็นท่าทุกที

เรียกว่าหนี้เก่ายังไม่ใช้คืนก็สรรหาธุรกิจใหม่มานำเสนออีกแล้ว

และทั้งคู่ยังเป็นพวกผัวร้องเมียรับ พูดจาส่งเสริมความคิดกันเอง จนทุกคนฟังแล้วเอือมระอา แต่พี่สาวรายนี้ พ่อของเขาก็ยังพอจะมีดีอยู่บ้าง เพราะถ้าธุรกิจไหน พ่อของเขาเห็นแววเจ๊งแน่และเจ๊งจำนวนมากด้วย พ่อจะปฏิเสธทันที ทว่าอันไหนดูจะเจ๊งน้อยหน่อย พ่อก็จะให้เงินทุนไปพอเป็นพิธี แล้วสั่งทีมงานไปช่วยดูแลเบื้องหลังเพื่อให้ธุรกิจนั้นยืดเวลาค่อย ๆ เจ๊งไปอีกสักหน่อย ผัวเมียคู่นี้จะได้ไม่กลับมาหาพ่อของเขาถี่เกิน แน่นอนว่า… สุดท้ายก็เจ๊งอยู่ดี

คนสุดท้ายและท้ายสุดจริง ๆ คือแม่ของพ่อ หรือก็คือย่าของซูหยางนั่นเอง

คนนี้เป็นกระดูกชิ้นโตที่สุด เฉพาะตัวย่าเองยังไม่เท่าไหร่ แต่คนที่ย่าเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตลอดมาคือลูกชายที่เกิดจากสามีใหม่ น้องชายต่างพ่อของพ่อเขานั่นเอง

อาคนนี้นิสัยไม่เอาถ่าน แถมยังไม่ใช่ลูกผู้ชาย อาศัยเกาะชายกระโปรงแม่กินไปวัน ๆ แต่กลับวางก้าม ชอบอวดอ้างว่าเป็นน้องชายของพ่อและถือสิทธิ์ว่าเป็นอาเล็กของเขา ทำให้ซูหยางไม่ชอบอาเล็กคนนี้ที่อายุห่างกันไม่ถึงสิบปีถึงขนาดเกือบวางมวยกันหลายครั้ง

แต่สุดท้ายเรื่องก็จะจบที่…ย่าปรี่มาโวยวายใส่พ่อของเขาเสมอไป

วงศ์วานว่านเครือที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะว่ารักใคร่ปรองดองกัน ก็เหมือนจะใช่… ปรองดองกันมาปอกลอกพ่อเขาน่ะนะ จะบอกว่าทะเลาะกันเสมอ ก็คล้ายจะถูก… ทะเลาะว่าใครได้เงินไปจากพ่อเขามากน้อยกว่ากัน คิดแค่เพียงใครคนไหนได้ไปมากกว่าตน ดังนั้นตนจะต้องได้มากกว่านั้นอีก

อันที่จริง ชีวิตของพ่อจะไม่ยุ่งยากเท่านี้ หากพ่อเป็นแค่ตาแก่แซ่ซู ไม่ใช่นายท่านซูเจ้าพ่อกาสิโนผู้ยิ่งใหญ่ บางครั้งซูหยางก็คิดว่า ถ้าพ่อเป็นชายแก่ธรรมดา สามป้ากับสามลุงเขย หรือแม้กระทั่งย่าของเขาจะยังเข้ามาเป็นมรสุมไม่ตรงฤดูกาลแบบนี้อีกหรือไม่

ทว่าซูหยางรู้ดีว่า พูดไปพ่อก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้

ด้วยคำว่า พี่สาว คำว่า แม่ มันค้ำคอ ซูหยางรู้ว่าถ้าฝ่ายนั้นไม่ได้ทำอะไรเกินเลย ไม่มีทางที่พ่อของเขาจะเป็นฝ่ายตัดรอนก่อน

เอ๊ะ! หรือบางทีพ่อจะกำลังรอให้เขาจัดการพวกลุงเขยให้อยู่นะ

“จะว่าไป อาเล็กของแกมาพูดเรื่องที่ดินบนเกาะนั่นกับแกหรือยัง”

“อือ มาพูดแล้ว แต่ผมปฏิเสธไป”

“ฉันก็คิดอยู่แล้วว่าแกต้องปฏิเสธ”

อาเล็กของเขาก็คือลูกชายที่เกิดกับสามีใหม่ของย่า เคยมาขอพบเขาเพื่อพูดเรื่องที่ต้องการจะได้เกาะที่พ่อมอบให้แม่ซึ่งตอนนี้เป็นมรดกที่พ่อมอบให้ในชื่อของเขาแล้วว่า อาเล็กคนนั้นอยากจะนำเกาะมาทำท่าเทียบเรือโดยจะร่วมหุ้นกับนักธุรกิจคนหนึ่ง

…ที่แค่ได้ยินชื่อผู้ลงทุน ซูหยางก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แค่ทำท่าเทียบเรือขนสินค้าธรรมดาแน่นอน แต่เป็นท่าเทียบเรือขนของผิดกฎหมายซะมากกว่า ซูหยางจึงปฏิเสธทันที

แน่นอนว่าย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับอาเล็กมากทีเดียว

“นั่นเป็นเกาะที่พ่อกับแม่ซื้อไว้พลอดรักกันเลยนะ จะให้ใครซี้ซั้วไปใช้งานได้อย่างไรเล่า …เผื่อพ่ออยากจะพาแม่ใหม่ในอนาคตไปรื้อฟื้นบรรยากาศที่เคยมีกับแม่ผม …จะได้เป็นสามคนชูชื่นในเกาะส่วนตัวไง”

“ชื่นบนหน้าแกสิไอ้ลูกเวร หาเหาใส่หัวฉันไม่พอ ยังจะให้ผีแม่แกมาแหกอกฉันอีกเหรอะ”

“อ้าว นึกว่าพ่ออยากจะเจอแม่เสียอีก เห็นบ่นตลอดว่า ตั้งแต่แม่ตายไป ไม่เคยมาเข้าฝันเลยนี่”

“มาจริงก็ดีสิ จะจับมาถามเลยว่า ทำไมไม่อยู่คลอดลูกให้อีกสักคน ฉันจะได้มีตัวเลือกหน่อย ไม่ต้องจมปลักอยู่กับชนวนปวดหัวอย่างแก”

“ว้า แย่จัง …แต่แม่คงรู้แหละ แม่เลยไม่มาหาพ่อเลยไง”

บางทีนายท่านซูก็คิดว่า เขาควรจะซื้อโรงงานผลิตยาแก้ปวดมาเป็นกิจการในครอบครองบ้างแล้ว เพราะคุยกับไอ้ลูกเวรนี่ทีไรต้องใช้ยาเป็นกำมือ

ไม่รู้ตั้งแต่มันเกิดจนถึงตอนนี้ เขาจ่ายเงินไปกับยาแก้ปวดหัวมากเท่าไหร่แล้ว เผลอ ๆ น่าจะซื้อได้มากกว่าสองโรงงานแล้วมั้ง

“จะยังไงก็แล้วแต่ ห้ามอนุญาตเรื่องเกาะนั่นกับอาเล็กของแกเด็ดขาด”

“แหม ทีงี้จะมาเด็ดขาด ตอนย่ามากล่อมพ่อหนนั้นน่ะ พ่อโบ้ยมาหาผมทำไมล่ะ หัดปฏิเสธเองเลยดิ๊”

“มีสักเรื่องมั้ยที่แกจะไม่กวนตีนฉัน ห้ะ?”

“โอเค งั้นเรื่องนี้เรื่องแรกเลยแล้วกัน ผมจะไม่ให้ใครไปทำลายรังรักของพ่อกับแม่แน่นอน สัญญาด้วยเกียรติลูกชายนายท่านซู ถ้ากระผมผิดคำพูด ท่านสามารถไล่นายท่านซูออกจากการเป็นบิดาของกระผมได้เลย”

นายท่านซูมองลูกชายตัวเองแล้วได้แต่สงสัยว่า เขาเลี้ยงมันมา…มีอะไรผิดพลาดตรงไหนกันหรือ เหตุใดมันถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้

“ไม่ต้องด่าด้วยสายตา …เฮ้ออออออออ ผมเผ่นก่อนดีกว่า ขี้เกียจอยู่เจอรายอื่น รับรองถ้ารู้ว่าป้าเล็กได้เงินจากพ่อไปเท่าไหร่ ไม่เกินสองชั่วโมงนับจากนี้ ป้าใหญ่กับย่า …ตามมาโวยแน่”

“เออ อย่าเจอกันให้ฉันปวดกบาลเพิ่มเลย รีบไปเถอะ”

“เจอกันอีกทีอาทิตย์หน้าเลยนะพ่อ ผมต้องไปร่วมงานประมูลที่แอลเอแน่ะ แล้วก็ว่าจะเที่ยวต่อสักหลาย ๆ วันด้วย”

“ซูหยาง…ดูแลตัวเองด้วย”

“รู้แล้วน่า… พ่อก็เหมือนกัน ดูแลตัวเองด้วย อย่ามัวแต่ดูแลคนอื่นล่ะ ที่สำคัญช่วยเหลือสมบัติไว้ให้ผมด้วยนะ อย่าให้สามป้ากับย่าไปจนไม่เหลือให้ลูกชายสุดที่รักคนนี้ล่ะ”

นายท่านซูมองตามแผ่นหลังของลูกชายที่เพิ่งออกจากประตูไปด้วยความรู้สึกวูบโหวงในใจบอกไม่ถูก เหมือนกับเขากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไป

พระเจ้า… ขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนเดียวคนนี้ของเขาเลย

ซูหยางเดินลงบันไดคฤหาสน์มาแล้วก็ต้องฉากตัวหลบหลังเสาใหญ่เมื่อเห็นรถยนต์คันหรูแล่นมาจอดหน้าประตู

และไม่นานนัก หญิงวัยกลางคนในชุดสีแดงเพลิงที่บ่งบอกบุคลิกมั่นใจในตนเองอย่างยิ่งก็ก้าวลงจากรถยนต์แล้วเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่รอให้ใครออกมาต้อนรับก่อนเลย

“น้องชายฉันอยู่ไหน”

“นายท่านอยู่ในห้องหนังสือครับ คุณนายใหญ่กรุณารอสักครู่ กระผมจะไปเรียนนายท่านให้ทราบ”

“ไม่ต้อง ฉันมาพบน้องชายของฉัน เดี๋ยวฉันขึ้นไปหาเขาเอง”

“คุณนายใหญ่ คุณนายใหญ่”

ซูหยางมองป้าใหญ่ที่ไม่ฟังคำเรียกของพ่อบ้าน ด้วยการเดินลิ่ว ๆ ขึ้นไปชั้นบนอย่างคนไร้มารยาทแล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่

ที่เขาคิดว่าชินแล้วกับเรื่องแบบนี้ เอาเข้าจริง เขาก็ยังรับไม่ได้

เมื่อซูหยางได้ยินเสียงเปิดปิดประตู ก็รู้ว่าป้าใหญ่บุกถึงห้องหนังสือของพ่อแล้ว ดังนั้นเส้นทางก็สะดวกพอให้ซูหยางเร่งฝีเท้าไปยังรถสปอร์ตคันหรู โชคดีที่เขาเตรียมสัมภาระในการเดินทางไกลเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พอสตาร์ทรถก็ขับพุ่งออกไปได้เลย

ขับรถออกมาไม่นาน ซูหยางก็รู้ถึงความผิดปกติของรถที่แล่นด้วยความเร็วไม่เกินกฎหมายกำหนด ด้วยเขาไม่สามารถจะชะลอมันลงได้

…เหมือนเบรกรถจะไม่ทำงาน

ซูหยางพยายามบังคับรถให้ช้าลงแต่ไร้ผล รถยังคงวิ่งด้วยความเร็วคงที่ ก่อนซูหยางจะเบิกตาออกกว้าง แล้วรีบหักพวงมาลัยหลบรถคันใหญ่ที่จอดอยู่เบื้องหน้า

โครม!

พ่อ… ผมดูแลตัวเองอย่างที่สัญญากับพ่อไม่ได้แล้วครับ

ซูหยางนึกขอโทษพ่อ… ก่อนสติจะมืดดับ

บทที่ 1

ซูหยางค่อย ๆ ลืมตาเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดเล็ก ๆ ที่ก้น คล้ายถูกมือผู้ใหญ่ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มอยากบอกคนที่กำลังพยายามช่วยชีวิตเขาเหลือเกินว่า…รอดตายจากรถคว่ำ แต่กำลังจะตายเพราะโดนตีก้นแล้ว

เจ็บฉิบหายเลยโว้ยยยยยยยยยยย

แต่เหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นใจ ด้วยลืมตาแล้วก็เห็นเพียงความพร่าเลือน แถมมือไม้ที่พยายามขยับเขยื้อนก็ไม่ได้ดังใจ ปากที่คิดจะเปล่งเสียงพูดก็เหมือนไม่อยู่ในการควบคุม

นี่เขาบาดเจ็บสาหัสเลยหรือ หรือนี่เขารอดชีวิตแล้ว

“แปลกจริง ลืมตาแล้วกลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะเดียวเลย”

“เจ้าตีเบาเกินไปหรือไม่เล่า ตีให้แรงขึ้นอีกหน่อยสิ”

เพียะ! เพียะ! เพียะ!

“แอร๊ยยยยยยยยย”

“แรงเกินไปแล้ว แรงเกินไปแล้ว เจ้าตีหลานชายของข้าแรงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”

หมอตำแยมองค้อนหญิงชราด้วยความขุ่นเคือง นางอยากจะตีทารกน้อยแรงขนาดนี้ที่ไหนกันเล่า เห็นชัด ๆ ว่าเป็นเจ้าออกปากสั่งข้าเอง

ซูหยางที่เจ็บก้นจนหลุดร้องออกมาไม่อยากเชื่อว่า ตนจะเป็นเจ้าของเสียงร้องน่าอายนั่น

แต่ก่อนจะทันได้ทำความเข้าใจกับอะไร ๆ ร่างของเขาก็คล้ายถูกยกย้ายไปมาหลายรอบก่อนสุดท้ายจะถูกวางลงนอนนิ่งบนพื้นราบแข็ง ๆ

“ลูกแม่” เสียงเอ่ยเบา ๆ พร้อมใบหน้าใครบางคนเคลื่อนเข้ามาใกล้

จากเสียงที่ได้ยิน ซูหยางมั่นใจว่าเป็นผู้หญิง จนกระทั่งภาพเลือนรางกลายเป็นดวงตาของใครคนหนึ่งที่อยู่ใกล้จนเกือบจะแนบชิดกับใบหน้าของเขาแล้ว

“แอ๊” ซูหยางส่งเสียง เขาอยากสัมผัสใบหน้านั้น แต่ดูเหมือนมือของเขาจะถูกมัดเอาไว้ ทำให้ซูหยางสับสนมาก

นี่เขาขับรถคว่ำแล้วกลายเป็นมนุษย์มดหรือยังไง แล้วทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ดวงตากลมโตจัง

“ลูกพ่อ”

“แอร๊ยยยยยยยย”

ทันทีที่ซูหยางได้ยินเสียงคุ้นก็รีบส่งเสียงตอบ ด้วยคิดว่านายท่านซูพ่อของเขามาช่วยแน่แล้ว แต่กลายเป็นเสียงที่ได้ยินต่อจากนั้น…

…ดูเหมือนพ่อของเขากำลังถูกทำร้าย

เพียะ!

“เจ้าคนไม่ได้เรื่อง จะส่งเสียงดังทำไมห่ะ? ไม่เห็นหรือว่าหลานชายข้าตกใจหมดแล้ว”

“ท่านแม่ ข้ารู้แล้ว ข้าไม่ส่งเสียงดังแล้ว ขอ ขอข้าดูหน้าลูกชายหน่อยเถิด”

เสียงที่ใกล้เข้ามาไม่ได้ทำให้ซูหยางสนใจ สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้คือพ่อของเขาเรียกใครบางคนว่าแม่

เสียงน่ะ…เสียงพ่อเขาแน่ แต่คนที่ถูกเรียกว่าแม่น่ะ หมายถึงย่าของเขาน่ะเหรอ

ย่าของเขาเนี่ยะนะ กลัวเขาตกใจ

ย่าของเขาอะนะ ที่เสียงแก่ขนาดนี้

ท่ามกลางความสับสนในใจ ซูหยางเหมือนถูกอุ้มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกได้ถึงตอหนวดแข็ง ๆ ที่ทิ่มแทงลงบนแก้มของเขาชัดเจน

อี๋ พ่อทำอะไรของพ่อเนี่ยะ มาหอมแก้มผมทำไม แหวะ!

“ไหน ๆ หลานปู่ หลานชายของปู่”

“ท่านพ่อ อย่าเพิ่งสิ ข้าเพิ่งได้อุ้มลูกเองนะ”

“ข้าก็จะอุ้มหลานชายของข้าเหมือนกัน เจ้าน่ะไม่ไปดูแลเมียเจ้าบ้างหรือไง”

“ได้ ๆ งั้นลูกชายข้าต้องฝากท่านแล้ว” ซูเสียนกั๋วส่งลูกชายในอ้อมแขนให้บิดาของตน แล้วเดินไปหาภรรยาที่เพิ่งพ้นจากความเจ็บปวด “เมียจ๋า เจ้าเก่งจริง ๆ คลอดลูกชายให้ครอบครัวของเราแล้ว”

ถังเจียวไม่เอ่ยคำใด นางเพียงส่งยิ้มให้สามีที่ดีใจออกนอกหน้า ที่จริงตอนนี้ไม่ใช่แค่ซูเสียนกั๋วเท่านั้นที่ดีใจออกนอกหน้า ทุกคนในครอบครัวซูต่างตกอยู่ในความดีใจทั่วกัน

นั่นเพราะครอบครัวนี้ถูกขนานนามว่า ‘ซูไม่เอาไหน’ เสมอมา

แน่นอนว่า ซูคือแซ่ของพวกเขา ส่วนคำว่าไม่เอาไหนเกิดจากครอบครัวนี้มีหลานสาวมาแล้วถึงเจ็ดคน

หัวหน้าครอบครัวสกุลซูยามนี้ ชื่อผู้เฒ่าซูไช่ เขากับภรรยาคือกวนซื่อมีลูกชายด้วยกันถึงสี่คน ทว่าลูกชายคนโตซูเสียนไท่ถูกนับว่าตายจาก ลูกชายคนรองซูเสียนตงแต่งกับสะใภ้คนรองนามไห่หลัน ไม่นานก็คลอดหลานสาวคนโตของบ้านออกมา เช่นเดียวกับลูกชายคนที่สาม ซูเสียนจิ้งแต่งกับสะใภ้นามจินเยว่แล้วคลอดหลานสาวคนที่สองให้บ้านซู

ต่อมา ทั้งบ้านรองและบ้านสามต่างพยายามกันอย่างหนัก แต่เหมือนสวรรค์จะไม่เห็นใจ

สะใภ้รองและสะใภ้สามผลัดกันคลอดลูกสาวออกมาคนแล้วคนเล่า จนตาเฒ่าซูไช่มีหลานสาวมากถึงเจ็ดคนแต่ไม่มีหลานชายแม้สักคนเดียว นั่นทำให้ครอบครัวซูถูกเรียกขานว่าซูไม่เอาไหนเพราะไม่อาจให้กำเนิดทายาทชายรุ่นต่อมาได้เลยสักคนทั้งที่กวนซื่อคลอดบุตรชายได้ถึงสี่คน

แต่แล้วสวรรค์ก็คล้ายจะเห็นใจ เมื่อถังเจียว สะใภ้สี่ที่แต่งเข้ามาหลายปีแล้วตั้งครรภ์ขึ้นในที่สุด แต่กระนั้นชาวบ้านก็ยังคาดเดากันว่า ในท้องของถังเจียวก็น่าจะเป็นหลานสาวคนที่แปดของตาเฒ่าไช่ เช่นสะใภ้ทั้งสองรายที่คลอดแต่ลูกสาวออกมา

แม้กระทั่งหมอตำแยเองยังเดาว่า ท้องนี้เป็นทารกหญิงเช่นทุกคราวที่มาทำคลอดให้

เมื่อเกิดมาพร้อมความเป็นชาย คนในครอบครัวซูจึงเหมือนได้ปลดเปลื้องภาระที่แบกรับกันเอาไว้มานาน ในที่สุดทายาทสกุลซูรุ่นที่สามก็มีผู้ชายแล้ว หลานชายคนนี้จึงนับว่าเกิดมาสร้างความดีใจให้กับคนทั้งครอบครัวซูเป็นอย่างมาก

ตาเฒ่าซูกับกวนซื่อที่รอคอยหลานชายมาเนิ่นนาน ยามนี้แทบจะโขกศีรษะพันครั้งเพื่อขอบคุณสวรรค์แล้ว

ยิ่งไม่ต้องถามถึงซูเสียนตงบุตรชายคนรองที่ตอนนี้นับเป็นพี่ชายคนโตของบ้านซู ตัวเขากดดันมานานเพราะไม่มีลูกชาย ทว่าเขากับภรรยารักใคร่กันดี เขาไม่เคยต้องการจะมีหญิงอื่นเพียงเพื่อจะมีบุตรชาย การเกิดมาของหลานชายคนนี้จึงเหมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดมานานของบ้านซู ถึงกับตอนได้ยินว่าน้องสะใภ้สี่คลอดออกมาเป็นลูกชาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาโอบกอดภรรยาไว้แน่นเพียงใด ทั้งดีใจและโล่งใจ…

ที่ในที่สุด สกุลซูก็มีทายาทชายเสียที

“ท่านพ่อ หลานชายของเราคนนี้ ท่านคิดชื่อไว้แล้วหรือยัง”

“อืม ให้ชื่อซูหยาง เขาคือหยางท่ามกลางหยิน ดังนั้นเขาจะเป็นหยางที่แข็งแกร่ง ในอนาคตจะได้ดูแลปกป้องหยินที่อยู่รอบกายเขา”

ซูไฉ่มอบชื่อให้หลานชายที่รอมานานแสนนานในทันที นานจนนึกว่าชีวิตนี้… ปู่อย่างเขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานชายคนแรกเสียแล้ว

ซูหยางในร่างทารกถูกผลัดเปลี่ยนมือ อุ้มวนไปเรื่อย ๆ แต่เจ้าตัวน้อยก็ไม่ร้องไห้หรือแสดงอาการโยเยแต่อย่างใด เขาอยู่นิ่ง ๆ กับความพยายามเหลือบมองทุกสิ่งรอบกาย มองคนที่ผลัดกันเข้ามาอุ้ม รวมถึงฟังเสียงพูดคุยรอบข้าง

จนที่สุดก็สรุปได้ว่า ตัวเขาซูหยางผู้เป็นบุตรชายคนเดียวของนายท่านซูได้ตายแล้ว และกลับมาเกิดเป็นทารกน้อยในครอบครัวนี้ เพียงแต่เหมือนจะลืมกินน้ำแกงลืมเลือน เขาถึงยังจดจำทุกอย่างในชาติก่อนได้เช่นนี้

ซูหยางคิดถึงพ่อของเขาอย่างนายท่านซูที่ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

ตาแก่หัวดื้อคนนั้นคงไม่เศร้าโศกเสียใจมากเกินไปหรอกใช่ไหม ไม่มีเขาป้วนเปี้ยนอยู่ข้าง ๆ แล้ว พ่อคงไม่ถูกพวกป้า ๆ หรือย่าใจร้ายมารุมปอกลอกจนไม่เหลืออะไรใช่ไหม

หวังว่าพ่อจะไม่โง่ยกเงินให้ทุกคนจนตัวเองเหลือแค่ผ้าเตี่ยวปิดจุ๊ดจู๋จนต้องจบอนาคตด้วยการออกไปนั่งขอทานเลี้ยงชีพอยู่ใจกลางเมืองหรอกนะ

ยิ่งนึกไปถึงสภาพอเนจอนาถของบิดา ซูหยางก็ยิ่งรู้สึกสลดใจ โดยเฉพาะเกิดความเสียใจที่ชีวิตนั้นเขาไม่เคยเอ่ยบอกรักบิดาเลยสักครั้งเดียว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...