ซูหยางกับพี่สาวทั้งเจ็ด
ข้อมูลเบื้องต้น
ผังและอายุพี่สาวทั้ง 7 ตอน ซูหยางเกิด
*** หากพบปักหาซื้อแล้วอ่านไม่ได้หรือเกิดปัญหาใดทีไม่ใช่ในส่วนของเนื้อหา กรุณาติดต่อแอดมินเด็กดีตามนี้ค่ะ
https://web.facebook.com/NiyayDekD
คำเตือน!
1. นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการความสมเหตุสมผล เพราะไรท์แต่งขึ้นจากจินตนาการ ความไม่มีเหตุผลและความเป็นไปไม่ได้ ไม่อิงจากประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น
2. กรุณาคอมเม้นด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบไรท์ยอมรับการติ-ชม ที่มีเหตุผลได้
3. นิยายเรื่องนี้อัพฟรีจนจบแต่มีระยะเวลาอ่านฟรีตามที่กำหนดในแต่ละตอน ไม่ฟรีตอนพิเศษ
4. นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งยังไม่ได้ตรวจคำผิด ยังไม่ได้รีไรท์ แจ้งก่อนเพื่อให้ทำใจและงดดราม่า
5. นิยายเรื่องนี้ 1 เล่มจบ
****โปรดอ่านคำเตือนให้เข้าใจก่อนการบริโภค
เริ่มอัพ 20/5/2567
บทนำ
กลางห้องหนังสือของคฤหาสน์ตระกูลซู ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าราวฟ้าประทานยืนเพ่งมองหน้าของบิดาที่อายุเลยเลขห้าไปหลายปีแล้ว แต่ยังคงความภูมิฐานไว้ จนกระทั่งหญิงสาวคราวลูกหลายต่อหลายรายมาเสนอตัวให้ถึงที่ น่าเสียดายแทนหญิงสาวเหล่านั้นที่เจ้าพ่อกาสิโนรายนี้รักมั่นต่อภรรยาผู้จากไปก่อนวัยอันควร ทำให้ตระกูลซูไร้นายหญิงนับตั้งแต่วันที่เธอจากไปนานกว่ายี่สิบปีแล้ว
“เฮ้อ! ฉันรู้ว่าแกไม่พอใจเรื่องป้า ๆ ของแก แต่นั่นคือพี่สาวของฉัน พวกหล่อนมีศักดิ์เป็นป้าของแก แล้วแกจะให้ฉันนิ่งเฉยได้ไง” นายท่านซูมองลูกชายคนเดียวพลางนึกถึงภรรยาคนเดียวของเขา
ทำไมนะเมียจ๋า ทำไมเมียจ๋าถึงคลอดลูกชายหัวดื้อคนนี้ออกมาแค่คนเดียวล่ะ ทำไมเมียจ๋าไม่คลอดหลาย ๆ คนหน่อย ผัวจะได้มีตัวเลือกในการฝากผีฝากไข้ ไม่ต้องมานั่งปรับความเข้าใจกับเจ้าลูกผีบ้าคนนี้อย่างไม่มีทางเลือกเช่นนี้
“เหอะ… ผมไม่ได้บอกให้พ่ออยู่เฉย หรือว่าไม่ให้ช่วยเหลือพวกป้า ๆ เลยสักคำนะ ผมแค่บอกว่า มันควรจะมีทางแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่ให้เงิน เงิน เงิน ถ้าให้กันง่าย ๆ อย่างนี้แล้ววันหน้าพ่อไม่มีเงินให้อีกเลย พวกป้า ๆ จะไม่ตายเลยเหรอ” ซูหยางมองบิดาบังเกิดเกล้าด้วยแววตาเอือมระอา
ตระกูลซูมีหน้ามีตาจากฝีมือนายท่านซูที่บุกเบิกธุรกิจกาสิโนทั้งในเขตปกครองพิเศษฝั่งเอเชียและฝั่งอเมริกา ความกล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ทำให้นายท่านซูขึ้นแท่นเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกในระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบปี จากนั้นกิจการอื่น ๆ ก็งอกเงยตามมาเมื่อกำไรจากกาสิโนทบทวีคูณ โดยเฉพาะการขยายสาขาของกาสิโนตระกูลซู และการถือกำเนิดโรงแรมห้าดาวในเครือซูคอร์ปอเรชั่น เรียกว่าธุรกิจขยายเป็นวงกว้าง
จนปัจจุบัน นายท่านซูมีกาสิโนกว่ายี่สิบแห่งทั่วโลก และโรงแรมในเครือก็มีถึงหนึ่งร้อยยี่สิบสาขา เหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของตระกูลซูในยุคนี้
เพียงแต่เป็นความมั่งคั่งของนายท่านซูผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับเครือญาติฝ่ายไหนของเขาเลย นั่นเพราะนายท่านซูมาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่พ่อแม่แยกทางกัน
พี่สาวสามคนอยู่ในการเลี้ยงดูของมารดาซึ่งพอหย่ากับบิดาของนายท่านซูแล้วก็แต่งงานใหม่กับชายที่พอมีฐานะคนหนึ่ง และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ส่วนนายท่านซูเติบโตภายใต้การดูแลของบิดาที่ตกเป็นหนี้จากการช่วยค้ำประกันให้เพื่อนสนิท และนี่คือสาเหตุที่ทำให้มารดาขอหย่ากับบิดาของเขา เพราะไม่อยากร่วมแบกหนี้ก้อนโตไปด้วย
ความยากจนช่างน่ากลัว ประโยคนี้…นายท่านซูรู้ซึ้งแก่ใจดีที่สุด ดังนั้นจึงทำทุกวิถีทางที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านหรือการหาเงินมาช่วยใช้หนี้
เสียดายที่พ่อของนายท่านซูอ่อนแอจนยอมแพ้ให้กับความโหดร้ายของโลกใบนี้
หลังจากแบกรับภาระหนี้แค่สองปี พ่อของเขาก็ติดเหล้าอย่างหนักและจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับในเวลาไม่นาน มรดกชิ้นเดียวที่เหลือไว้ให้ลูกชายอย่างนายท่านซู คือเงินประกันชีวิตที่ชำระเบี้ยประกันครบก่อนจะเป็นหนี้ก้อนโตจากการค้ำประกัน
นายท่านซูไม่แน่ใจว่า นี่เป็นความตั้งใจของพ่อหรือไม่ ที่ต้องการให้เขาได้รับเงินประกันก้อนนี้มาตั้งตัว ด้วยการทำร้ายตัวเองจากการดื่มเหล้าอย่างหนักจนตายจากไป แต่เพราะเงินประกันที่ได้จากชีวิตของพ่อก้อนนี้ ทำให้ชีวิตของนายท่านซูเริ่มต้นขึ้น
…จนกลายเป็นนายท่านซู เจ้าพ่อกาสิโน มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่!
ทว่าเมื่อนายท่านซูลงหลักปักฐานจนมีชีวิตที่ดีขึ้นมากแล้ว คนแรกที่หวนกลับเข้ามาในชีวิตของเขา คือมารดาบังเกิดเกล้า ที่มาแสดงตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นแม่ ซึ่งนายท่านซูก็มอบเงินให้ตามสมควร และให้ในบางวาระเท่านั้น
ไม่ได้ให้ทุกอย่างและทุกเวลาที่หล่อนต้องการ
แต่สำหรับพี่สาวทั้งสามคน นายท่านซูมองว่าไม่ได้ทำผิดอะไร ประกอบกับในยามยากลำบาก พี่สาวทั้งสามเคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขาบ้าง จึงทำให้นายท่านซูไม่ปฏิเสธเมื่อพี่สาวมาทวงถามหาความช่วยเหลือคืนบ้าง
หากนั่นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ลูกชายคนเดียวอย่างซูหยาง เพราะซูหยางคิดว่า การที่นายท่านซูอย่างเขาช่วยเหลือพี่สาวทั้งสามคน ตามจำนวนเงินที่พวกเธอเรียกร้องทุกครั้งไปนั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
ลูกชายของเขายืนยันว่า นี่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
“แกอย่าพูดเหมือนไม่รู้ได้มั้ยว่า ตอนนี้…ต่อให้กิจการทุกอย่างเจ๊งหมด แกก็ยังมีเงินมหาศาลไว้ให้ใช้ไปอีกหลายสิบชาติน่ะ”
“มันไม่เกี่ยวกันเลยพ่อ ผมไม่ได้หวงสมบัติของพ่อ ผมไม่ได้ห่วงเลยว่าสมบัติของพ่อจะร่อยหรอจนไม่เหลืออะไรให้ผมอีก ผมแค่จะบอกพ่อเป็นครั้งที่ร้อยว่า การที่พ่อช่วยป้า ๆ ด้วยการให้แต่เงินของพ่อนั้นมันไม่มีวันจบปัญหาทั้งหมดได้เลย” ซูหยางกล่าวพลางจ้องนายท่านซูอย่างไม่พอใจ
ตัวเขาเองไม่ได้พึ่งพาบิดาในการดำรงชีวิต ด้วยการเป็นศิลปินชื่อเสียงโด่งดังในสาขาประติมากรรม ผลงานปั้นของเขาถูกนำไปจัดแสดงนิทรรศการแล้วถึงสองครั้ง และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ถึงกับมีมหาเศรษฐีแย่งประมูลผลงานของเขาไปในราคาหลักล้านเหรียญสหรัฐฯ จนปัจจุบันศิลปินชื่อซูหยางมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้ว
และนั่นยังไม่รวมมรดกจำพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับราคาแพง ๆ กับที่ดินทำเลทองอีกหลายแห่งที่ได้รับมาจากแม่ของเขา ซูหยางจึงพูดได้เต็มปากว่า ต่อให้พ่อของเขาไม่ยกมรดกให้เขาเลย ซูหยางผู้นี้ก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาและสองแขนตัวเอง
“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง”
“บางทีพ่ออาจจะต้องหาผัวใหม่ให้ป้า หรือไม่ก็ส่งคนไปจัดการลุงเขยไร้ความสามารถพวกนั้นซะ เรื่องมันจะได้จบ” เหตุที่ซูหยางกล้าพูดเช่นนี้ เพราะปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดจากเหล่าป้า ๆ ของเขา
…โอเค มันอาจเกิดจากป้า ๆ ของเขาก็ได้ แต่ต้นเหตุตัวจริงคือเหล่าลุงเขยต่างหาก
เริ่มจากป้าใหญ่ผู้จู้จี้จุกจิกและโหดเหี้ยมจากการที่ลุงเขยคือชายเจ้าชู้ตัวพ่อ ทำให้ป้าใหญ่ตามไล่ตบตีบรรดาเมียน้อยของลุงเขยจนเกิดเป็นคดีความต้องขึ้นโรงขึ้นศาลไม่เว้นวัน และเป็นพ่อของเขาที่ต้องส่งทนายไปประกันตัวป้า กับช่วยจ่ายชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดเสมอมา
ขณะตัวต้นเหตุอย่างลุงเขยลอยตัว แล้วก็แรดไปหาเมียน้อยคนใหม่มาบำรุงบำเรอตัณหาของตัวเองต่อไป บางครั้งหนักข้อถึงขนาดมีลูกด้วยกันแล้วฝ่ายหญิงก็มาฟ้องเอาค่าเลี้ยงดูลูก ลำบากให้ป้าใหญ่ต้องหาเงินมาจ่ายแทนสามีอีก
และมันพ้นบารมีพ่อเขาเสียที่ไหนกัน
พ่อของเขาไม่ได้ไปไข่ทิ้งไข่ขว้างเองเลย กลับต้องส่งเสียเงินทองเลี้ยงลูกใครไม่รู้
ลูกเองก็ไม่ใช่ หลานเองก็ไม่เชิง แต่ต้องเอากระดูกมาแขวนคอ
ส่วนป้ารองของเขา เป็นภรรยาผู้อ่อนแอที่สุด ผัวสั่งซ้ายก็ไปซ้าย ผัวสั่งขวาก็ไปขวา ไม่กล้าแม้จะพูดเสียงดังใส่ผัวตัวเอง อาจจะเพราะลุงเขยรองเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ทั้งจากฐานะครอบครัวเดิม บวกกับหน้าที่การงานดี เลยทำให้ลุงเขยรองเป็นคนบ้าอำนาจ ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง จนป้ารองเจ็บช้ำน้ำใจจากคำพูดของลุงเขยรองแทบจะรายวันรายคืน
ยิ่งผ่านมานานปี ลุงเขยรองก็ยิ่งหนักข้อขึ้น ถึงขั้นป้ารองเจ็บเนื้อเจ็บตัว และทุกครั้งก็จะวิ่งร้องห่มร้องไห้มาหาน้องชาย ซึ่งก็คือพ่อของเขาให้ช่วย
แม้พ่อของเขาจะเคยเสนอให้หย่าขาดกันไปเสีย ป้ารองก็ไม่ยอม ดึงดันแค่ขอเงินก้อนโตเพื่อเอาไปซื้อของราคาแพง ๆ ไปง้อไปปรนเปรอผัว
ซูหยางเองก็ไม่รู้จริง ๆ ว่า เพราะอะไรกัน ป้ารองถึงยอมทนทุกข์อยู่กับคนเช่นนั้นได้
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การมาเอาเงินก้อนใหญ่จากพ่อของเขาไปง้อผัวตัวเองทุกครั้ง ก็ใช่เรื่องที่ควรทำ ผัวป้ารองไม่ใช่ผัวพ่อเขาสักหน่อย แล้วทำไมพ่อเขาต้องจ่ายเงินให้ผัวคนอื่นอารมณ์ดีขึ้นด้วยเล่า
บทนำ
คนสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือป้าเล็ก
ปกติป้าใหญ่และป้ารองจะมาหาพ่อของเขาทีละคน และมาเพียงลำพัง แต่ป้าเล็กคนนี้จะมาพร้อมสามีผู้เป็นนักธุรกิจที่ชอบวาดฝันกลางอากาศเพื่อมาขอให้พ่อของเขาช่วยออกทุนทำธุรกิจ ทั้ง ๆ ที่ทำมากี่บริษัท จับมากี่ธุรกิจ ก็เจ๊งไม่เป็นท่าทุกที
เรียกว่าหนี้เก่ายังไม่ใช้คืนก็สรรหาธุรกิจใหม่มานำเสนออีกแล้ว
และทั้งคู่ยังเป็นพวกผัวร้องเมียรับ พูดจาส่งเสริมความคิดกันเอง จนทุกคนฟังแล้วเอือมระอา แต่พี่สาวรายนี้ พ่อของเขาก็ยังพอจะมีดีอยู่บ้าง เพราะถ้าธุรกิจไหน พ่อของเขาเห็นแววเจ๊งแน่และเจ๊งจำนวนมากด้วย พ่อจะปฏิเสธทันที ทว่าอันไหนดูจะเจ๊งน้อยหน่อย พ่อก็จะให้เงินทุนไปพอเป็นพิธี แล้วสั่งทีมงานไปช่วยดูแลเบื้องหลังเพื่อให้ธุรกิจนั้นยืดเวลาค่อย ๆ เจ๊งไปอีกสักหน่อย ผัวเมียคู่นี้จะได้ไม่กลับมาหาพ่อของเขาถี่เกิน แน่นอนว่า… สุดท้ายก็เจ๊งอยู่ดี
คนสุดท้ายและท้ายสุดจริง ๆ คือแม่ของพ่อ หรือก็คือย่าของซูหยางนั่นเอง
คนนี้เป็นกระดูกชิ้นโตที่สุด เฉพาะตัวย่าเองยังไม่เท่าไหร่ แต่คนที่ย่าเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตลอดมาคือลูกชายที่เกิดจากสามีใหม่ น้องชายต่างพ่อของพ่อเขานั่นเอง
อาคนนี้นิสัยไม่เอาถ่าน แถมยังไม่ใช่ลูกผู้ชาย อาศัยเกาะชายกระโปรงแม่กินไปวัน ๆ แต่กลับวางก้าม ชอบอวดอ้างว่าเป็นน้องชายของพ่อและถือสิทธิ์ว่าเป็นอาเล็กของเขา ทำให้ซูหยางไม่ชอบอาเล็กคนนี้ที่อายุห่างกันไม่ถึงสิบปีถึงขนาดเกือบวางมวยกันหลายครั้ง
แต่สุดท้ายเรื่องก็จะจบที่…ย่าปรี่มาโวยวายใส่พ่อของเขาเสมอไป
วงศ์วานว่านเครือที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะว่ารักใคร่ปรองดองกัน ก็เหมือนจะใช่… ปรองดองกันมาปอกลอกพ่อเขาน่ะนะ จะบอกว่าทะเลาะกันเสมอ ก็คล้ายจะถูก… ทะเลาะว่าใครได้เงินไปจากพ่อเขามากน้อยกว่ากัน คิดแค่เพียงใครคนไหนได้ไปมากกว่าตน ดังนั้นตนจะต้องได้มากกว่านั้นอีก
อันที่จริง ชีวิตของพ่อจะไม่ยุ่งยากเท่านี้ หากพ่อเป็นแค่ตาแก่แซ่ซู ไม่ใช่นายท่านซูเจ้าพ่อกาสิโนผู้ยิ่งใหญ่ บางครั้งซูหยางก็คิดว่า ถ้าพ่อเป็นชายแก่ธรรมดา สามป้ากับสามลุงเขย หรือแม้กระทั่งย่าของเขาจะยังเข้ามาเป็นมรสุมไม่ตรงฤดูกาลแบบนี้อีกหรือไม่
ทว่าซูหยางรู้ดีว่า พูดไปพ่อก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้
ด้วยคำว่า พี่สาว คำว่า แม่ มันค้ำคอ ซูหยางรู้ว่าถ้าฝ่ายนั้นไม่ได้ทำอะไรเกินเลย ไม่มีทางที่พ่อของเขาจะเป็นฝ่ายตัดรอนก่อน
เอ๊ะ! หรือบางทีพ่อจะกำลังรอให้เขาจัดการพวกลุงเขยให้อยู่นะ
“จะว่าไป อาเล็กของแกมาพูดเรื่องที่ดินบนเกาะนั่นกับแกหรือยัง”
“อือ มาพูดแล้ว แต่ผมปฏิเสธไป”
“ฉันก็คิดอยู่แล้วว่าแกต้องปฏิเสธ”
อาเล็กของเขาก็คือลูกชายที่เกิดกับสามีใหม่ของย่า เคยมาขอพบเขาเพื่อพูดเรื่องที่ต้องการจะได้เกาะที่พ่อมอบให้แม่ซึ่งตอนนี้เป็นมรดกที่พ่อมอบให้ในชื่อของเขาแล้วว่า อาเล็กคนนั้นอยากจะนำเกาะมาทำท่าเทียบเรือโดยจะร่วมหุ้นกับนักธุรกิจคนหนึ่ง
…ที่แค่ได้ยินชื่อผู้ลงทุน ซูหยางก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แค่ทำท่าเทียบเรือขนสินค้าธรรมดาแน่นอน แต่เป็นท่าเทียบเรือขนของผิดกฎหมายซะมากกว่า ซูหยางจึงปฏิเสธทันที
แน่นอนว่าย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับอาเล็กมากทีเดียว
“นั่นเป็นเกาะที่พ่อกับแม่ซื้อไว้พลอดรักกันเลยนะ จะให้ใครซี้ซั้วไปใช้งานได้อย่างไรเล่า …เผื่อพ่ออยากจะพาแม่ใหม่ในอนาคตไปรื้อฟื้นบรรยากาศที่เคยมีกับแม่ผม …จะได้เป็นสามคนชูชื่นในเกาะส่วนตัวไง”
“ชื่นบนหน้าแกสิไอ้ลูกเวร หาเหาใส่หัวฉันไม่พอ ยังจะให้ผีแม่แกมาแหกอกฉันอีกเหรอะ”
“อ้าว นึกว่าพ่ออยากจะเจอแม่เสียอีก เห็นบ่นตลอดว่า ตั้งแต่แม่ตายไป ไม่เคยมาเข้าฝันเลยนี่”
“มาจริงก็ดีสิ จะจับมาถามเลยว่า ทำไมไม่อยู่คลอดลูกให้อีกสักคน ฉันจะได้มีตัวเลือกหน่อย ไม่ต้องจมปลักอยู่กับชนวนปวดหัวอย่างแก”
“ว้า แย่จัง …แต่แม่คงรู้แหละ แม่เลยไม่มาหาพ่อเลยไง”
บางทีนายท่านซูก็คิดว่า เขาควรจะซื้อโรงงานผลิตยาแก้ปวดมาเป็นกิจการในครอบครองบ้างแล้ว เพราะคุยกับไอ้ลูกเวรนี่ทีไรต้องใช้ยาเป็นกำมือ
ไม่รู้ตั้งแต่มันเกิดจนถึงตอนนี้ เขาจ่ายเงินไปกับยาแก้ปวดหัวมากเท่าไหร่แล้ว เผลอ ๆ น่าจะซื้อได้มากกว่าสองโรงงานแล้วมั้ง
“จะยังไงก็แล้วแต่ ห้ามอนุญาตเรื่องเกาะนั่นกับอาเล็กของแกเด็ดขาด”
“แหม ทีงี้จะมาเด็ดขาด ตอนย่ามากล่อมพ่อหนนั้นน่ะ พ่อโบ้ยมาหาผมทำไมล่ะ หัดปฏิเสธเองเลยดิ๊”
“มีสักเรื่องมั้ยที่แกจะไม่กวนตีนฉัน ห้ะ?”
“โอเค งั้นเรื่องนี้เรื่องแรกเลยแล้วกัน ผมจะไม่ให้ใครไปทำลายรังรักของพ่อกับแม่แน่นอน สัญญาด้วยเกียรติลูกชายนายท่านซู ถ้ากระผมผิดคำพูด ท่านสามารถไล่นายท่านซูออกจากการเป็นบิดาของกระผมได้เลย”
นายท่านซูมองลูกชายตัวเองแล้วได้แต่สงสัยว่า เขาเลี้ยงมันมา…มีอะไรผิดพลาดตรงไหนกันหรือ เหตุใดมันถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้
“ไม่ต้องด่าด้วยสายตา …เฮ้ออออออออ ผมเผ่นก่อนดีกว่า ขี้เกียจอยู่เจอรายอื่น รับรองถ้ารู้ว่าป้าเล็กได้เงินจากพ่อไปเท่าไหร่ ไม่เกินสองชั่วโมงนับจากนี้ ป้าใหญ่กับย่า …ตามมาโวยแน่”
“เออ อย่าเจอกันให้ฉันปวดกบาลเพิ่มเลย รีบไปเถอะ”
“เจอกันอีกทีอาทิตย์หน้าเลยนะพ่อ ผมต้องไปร่วมงานประมูลที่แอลเอแน่ะ แล้วก็ว่าจะเที่ยวต่อสักหลาย ๆ วันด้วย”
“ซูหยาง…ดูแลตัวเองด้วย”
“รู้แล้วน่า… พ่อก็เหมือนกัน ดูแลตัวเองด้วย อย่ามัวแต่ดูแลคนอื่นล่ะ ที่สำคัญช่วยเหลือสมบัติไว้ให้ผมด้วยนะ อย่าให้สามป้ากับย่าไปจนไม่เหลือให้ลูกชายสุดที่รักคนนี้ล่ะ”
นายท่านซูมองตามแผ่นหลังของลูกชายที่เพิ่งออกจากประตูไปด้วยความรู้สึกวูบโหวงในใจบอกไม่ถูก เหมือนกับเขากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไป
พระเจ้า… ขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนเดียวคนนี้ของเขาเลย
ซูหยางเดินลงบันไดคฤหาสน์มาแล้วก็ต้องฉากตัวหลบหลังเสาใหญ่เมื่อเห็นรถยนต์คันหรูแล่นมาจอดหน้าประตู
และไม่นานนัก หญิงวัยกลางคนในชุดสีแดงเพลิงที่บ่งบอกบุคลิกมั่นใจในตนเองอย่างยิ่งก็ก้าวลงจากรถยนต์แล้วเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่รอให้ใครออกมาต้อนรับก่อนเลย
“น้องชายฉันอยู่ไหน”
“นายท่านอยู่ในห้องหนังสือครับ คุณนายใหญ่กรุณารอสักครู่ กระผมจะไปเรียนนายท่านให้ทราบ”
“ไม่ต้อง ฉันมาพบน้องชายของฉัน เดี๋ยวฉันขึ้นไปหาเขาเอง”
“คุณนายใหญ่ คุณนายใหญ่”
ซูหยางมองป้าใหญ่ที่ไม่ฟังคำเรียกของพ่อบ้าน ด้วยการเดินลิ่ว ๆ ขึ้นไปชั้นบนอย่างคนไร้มารยาทแล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่
ที่เขาคิดว่าชินแล้วกับเรื่องแบบนี้ เอาเข้าจริง เขาก็ยังรับไม่ได้
เมื่อซูหยางได้ยินเสียงเปิดปิดประตู ก็รู้ว่าป้าใหญ่บุกถึงห้องหนังสือของพ่อแล้ว ดังนั้นเส้นทางก็สะดวกพอให้ซูหยางเร่งฝีเท้าไปยังรถสปอร์ตคันหรู โชคดีที่เขาเตรียมสัมภาระในการเดินทางไกลเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พอสตาร์ทรถก็ขับพุ่งออกไปได้เลย
ขับรถออกมาไม่นาน ซูหยางก็รู้ถึงความผิดปกติของรถที่แล่นด้วยความเร็วไม่เกินกฎหมายกำหนด ด้วยเขาไม่สามารถจะชะลอมันลงได้
…เหมือนเบรกรถจะไม่ทำงาน
ซูหยางพยายามบังคับรถให้ช้าลงแต่ไร้ผล รถยังคงวิ่งด้วยความเร็วคงที่ ก่อนซูหยางจะเบิกตาออกกว้าง แล้วรีบหักพวงมาลัยหลบรถคันใหญ่ที่จอดอยู่เบื้องหน้า
โครม!
พ่อ… ผมดูแลตัวเองอย่างที่สัญญากับพ่อไม่ได้แล้วครับ
ซูหยางนึกขอโทษพ่อ… ก่อนสติจะมืดดับ
บทที่ 1
ซูหยางค่อย ๆ ลืมตาเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดเล็ก ๆ ที่ก้น คล้ายถูกมือผู้ใหญ่ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มอยากบอกคนที่กำลังพยายามช่วยชีวิตเขาเหลือเกินว่า…รอดตายจากรถคว่ำ แต่กำลังจะตายเพราะโดนตีก้นแล้ว
เจ็บฉิบหายเลยโว้ยยยยยยยยยยย
แต่เหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นใจ ด้วยลืมตาแล้วก็เห็นเพียงความพร่าเลือน แถมมือไม้ที่พยายามขยับเขยื้อนก็ไม่ได้ดังใจ ปากที่คิดจะเปล่งเสียงพูดก็เหมือนไม่อยู่ในการควบคุม
นี่เขาบาดเจ็บสาหัสเลยหรือ หรือนี่เขารอดชีวิตแล้ว
“แปลกจริง ลืมตาแล้วกลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะเดียวเลย”
“เจ้าตีเบาเกินไปหรือไม่เล่า ตีให้แรงขึ้นอีกหน่อยสิ”
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
“แอร๊ยยยยยยยยย”
“แรงเกินไปแล้ว แรงเกินไปแล้ว เจ้าตีหลานชายของข้าแรงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”
หมอตำแยมองค้อนหญิงชราด้วยความขุ่นเคือง นางอยากจะตีทารกน้อยแรงขนาดนี้ที่ไหนกันเล่า เห็นชัด ๆ ว่าเป็นเจ้าออกปากสั่งข้าเอง
ซูหยางที่เจ็บก้นจนหลุดร้องออกมาไม่อยากเชื่อว่า ตนจะเป็นเจ้าของเสียงร้องน่าอายนั่น
แต่ก่อนจะทันได้ทำความเข้าใจกับอะไร ๆ ร่างของเขาก็คล้ายถูกยกย้ายไปมาหลายรอบก่อนสุดท้ายจะถูกวางลงนอนนิ่งบนพื้นราบแข็ง ๆ
“ลูกแม่” เสียงเอ่ยเบา ๆ พร้อมใบหน้าใครบางคนเคลื่อนเข้ามาใกล้
จากเสียงที่ได้ยิน ซูหยางมั่นใจว่าเป็นผู้หญิง จนกระทั่งภาพเลือนรางกลายเป็นดวงตาของใครคนหนึ่งที่อยู่ใกล้จนเกือบจะแนบชิดกับใบหน้าของเขาแล้ว
“แอ๊” ซูหยางส่งเสียง เขาอยากสัมผัสใบหน้านั้น แต่ดูเหมือนมือของเขาจะถูกมัดเอาไว้ ทำให้ซูหยางสับสนมาก
นี่เขาขับรถคว่ำแล้วกลายเป็นมนุษย์มดหรือยังไง แล้วทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ดวงตากลมโตจัง
“ลูกพ่อ”
“แอร๊ยยยยยยยย”
ทันทีที่ซูหยางได้ยินเสียงคุ้นก็รีบส่งเสียงตอบ ด้วยคิดว่านายท่านซูพ่อของเขามาช่วยแน่แล้ว แต่กลายเป็นเสียงที่ได้ยินต่อจากนั้น…
…ดูเหมือนพ่อของเขากำลังถูกทำร้าย
เพียะ!
“เจ้าคนไม่ได้เรื่อง จะส่งเสียงดังทำไมห่ะ? ไม่เห็นหรือว่าหลานชายข้าตกใจหมดแล้ว”
“ท่านแม่ ข้ารู้แล้ว ข้าไม่ส่งเสียงดังแล้ว ขอ ขอข้าดูหน้าลูกชายหน่อยเถิด”
เสียงที่ใกล้เข้ามาไม่ได้ทำให้ซูหยางสนใจ สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้คือพ่อของเขาเรียกใครบางคนว่าแม่
เสียงน่ะ…เสียงพ่อเขาแน่ แต่คนที่ถูกเรียกว่าแม่น่ะ หมายถึงย่าของเขาน่ะเหรอ
ย่าของเขาเนี่ยะนะ กลัวเขาตกใจ
ย่าของเขาอะนะ ที่เสียงแก่ขนาดนี้
ท่ามกลางความสับสนในใจ ซูหยางเหมือนถูกอุ้มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกได้ถึงตอหนวดแข็ง ๆ ที่ทิ่มแทงลงบนแก้มของเขาชัดเจน
อี๋ พ่อทำอะไรของพ่อเนี่ยะ มาหอมแก้มผมทำไม แหวะ!
“ไหน ๆ หลานปู่ หลานชายของปู่”
“ท่านพ่อ อย่าเพิ่งสิ ข้าเพิ่งได้อุ้มลูกเองนะ”
“ข้าก็จะอุ้มหลานชายของข้าเหมือนกัน เจ้าน่ะไม่ไปดูแลเมียเจ้าบ้างหรือไง”
“ได้ ๆ งั้นลูกชายข้าต้องฝากท่านแล้ว” ซูเสียนกั๋วส่งลูกชายในอ้อมแขนให้บิดาของตน แล้วเดินไปหาภรรยาที่เพิ่งพ้นจากความเจ็บปวด “เมียจ๋า เจ้าเก่งจริง ๆ คลอดลูกชายให้ครอบครัวของเราแล้ว”
ถังเจียวไม่เอ่ยคำใด นางเพียงส่งยิ้มให้สามีที่ดีใจออกนอกหน้า ที่จริงตอนนี้ไม่ใช่แค่ซูเสียนกั๋วเท่านั้นที่ดีใจออกนอกหน้า ทุกคนในครอบครัวซูต่างตกอยู่ในความดีใจทั่วกัน
นั่นเพราะครอบครัวนี้ถูกขนานนามว่า ‘ซูไม่เอาไหน’ เสมอมา
แน่นอนว่า ซูคือแซ่ของพวกเขา ส่วนคำว่าไม่เอาไหนเกิดจากครอบครัวนี้มีหลานสาวมาแล้วถึงเจ็ดคน
หัวหน้าครอบครัวสกุลซูยามนี้ ชื่อผู้เฒ่าซูไช่ เขากับภรรยาคือกวนซื่อมีลูกชายด้วยกันถึงสี่คน ทว่าลูกชายคนโตซูเสียนไท่ถูกนับว่าตายจาก ลูกชายคนรองซูเสียนตงแต่งกับสะใภ้คนรองนามไห่หลัน ไม่นานก็คลอดหลานสาวคนโตของบ้านออกมา เช่นเดียวกับลูกชายคนที่สาม ซูเสียนจิ้งแต่งกับสะใภ้นามจินเยว่แล้วคลอดหลานสาวคนที่สองให้บ้านซู
ต่อมา ทั้งบ้านรองและบ้านสามต่างพยายามกันอย่างหนัก แต่เหมือนสวรรค์จะไม่เห็นใจ
สะใภ้รองและสะใภ้สามผลัดกันคลอดลูกสาวออกมาคนแล้วคนเล่า จนตาเฒ่าซูไช่มีหลานสาวมากถึงเจ็ดคนแต่ไม่มีหลานชายแม้สักคนเดียว นั่นทำให้ครอบครัวซูถูกเรียกขานว่าซูไม่เอาไหนเพราะไม่อาจให้กำเนิดทายาทชายรุ่นต่อมาได้เลยสักคนทั้งที่กวนซื่อคลอดบุตรชายได้ถึงสี่คน
แต่แล้วสวรรค์ก็คล้ายจะเห็นใจ เมื่อถังเจียว สะใภ้สี่ที่แต่งเข้ามาหลายปีแล้วตั้งครรภ์ขึ้นในที่สุด แต่กระนั้นชาวบ้านก็ยังคาดเดากันว่า ในท้องของถังเจียวก็น่าจะเป็นหลานสาวคนที่แปดของตาเฒ่าไช่ เช่นสะใภ้ทั้งสองรายที่คลอดแต่ลูกสาวออกมา
แม้กระทั่งหมอตำแยเองยังเดาว่า ท้องนี้เป็นทารกหญิงเช่นทุกคราวที่มาทำคลอดให้
เมื่อเกิดมาพร้อมความเป็นชาย คนในครอบครัวซูจึงเหมือนได้ปลดเปลื้องภาระที่แบกรับกันเอาไว้มานาน ในที่สุดทายาทสกุลซูรุ่นที่สามก็มีผู้ชายแล้ว หลานชายคนนี้จึงนับว่าเกิดมาสร้างความดีใจให้กับคนทั้งครอบครัวซูเป็นอย่างมาก
ตาเฒ่าซูกับกวนซื่อที่รอคอยหลานชายมาเนิ่นนาน ยามนี้แทบจะโขกศีรษะพันครั้งเพื่อขอบคุณสวรรค์แล้ว
ยิ่งไม่ต้องถามถึงซูเสียนตงบุตรชายคนรองที่ตอนนี้นับเป็นพี่ชายคนโตของบ้านซู ตัวเขากดดันมานานเพราะไม่มีลูกชาย ทว่าเขากับภรรยารักใคร่กันดี เขาไม่เคยต้องการจะมีหญิงอื่นเพียงเพื่อจะมีบุตรชาย การเกิดมาของหลานชายคนนี้จึงเหมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดมานานของบ้านซู ถึงกับตอนได้ยินว่าน้องสะใภ้สี่คลอดออกมาเป็นลูกชาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาโอบกอดภรรยาไว้แน่นเพียงใด ทั้งดีใจและโล่งใจ…
ที่ในที่สุด สกุลซูก็มีทายาทชายเสียที
“ท่านพ่อ หลานชายของเราคนนี้ ท่านคิดชื่อไว้แล้วหรือยัง”
“อืม ให้ชื่อซูหยาง เขาคือหยางท่ามกลางหยิน ดังนั้นเขาจะเป็นหยางที่แข็งแกร่ง ในอนาคตจะได้ดูแลปกป้องหยินที่อยู่รอบกายเขา”
ซูไฉ่มอบชื่อให้หลานชายที่รอมานานแสนนานในทันที นานจนนึกว่าชีวิตนี้… ปู่อย่างเขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานชายคนแรกเสียแล้ว
ซูหยางในร่างทารกถูกผลัดเปลี่ยนมือ อุ้มวนไปเรื่อย ๆ แต่เจ้าตัวน้อยก็ไม่ร้องไห้หรือแสดงอาการโยเยแต่อย่างใด เขาอยู่นิ่ง ๆ กับความพยายามเหลือบมองทุกสิ่งรอบกาย มองคนที่ผลัดกันเข้ามาอุ้ม รวมถึงฟังเสียงพูดคุยรอบข้าง
จนที่สุดก็สรุปได้ว่า ตัวเขาซูหยางผู้เป็นบุตรชายคนเดียวของนายท่านซูได้ตายแล้ว และกลับมาเกิดเป็นทารกน้อยในครอบครัวนี้ เพียงแต่เหมือนจะลืมกินน้ำแกงลืมเลือน เขาถึงยังจดจำทุกอย่างในชาติก่อนได้เช่นนี้
ซูหยางคิดถึงพ่อของเขาอย่างนายท่านซูที่ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
ตาแก่หัวดื้อคนนั้นคงไม่เศร้าโศกเสียใจมากเกินไปหรอกใช่ไหม ไม่มีเขาป้วนเปี้ยนอยู่ข้าง ๆ แล้ว พ่อคงไม่ถูกพวกป้า ๆ หรือย่าใจร้ายมารุมปอกลอกจนไม่เหลืออะไรใช่ไหม
หวังว่าพ่อจะไม่โง่ยกเงินให้ทุกคนจนตัวเองเหลือแค่ผ้าเตี่ยวปิดจุ๊ดจู๋จนต้องจบอนาคตด้วยการออกไปนั่งขอทานเลี้ยงชีพอยู่ใจกลางเมืองหรอกนะ
ยิ่งนึกไปถึงสภาพอเนจอนาถของบิดา ซูหยางก็ยิ่งรู้สึกสลดใจ โดยเฉพาะเกิดความเสียใจที่ชีวิตนั้นเขาไม่เคยเอ่ยบอกรักบิดาเลยสักครั้งเดียว