Telephobia ภาวะกลัวการ ‘คุย’ และ ‘รับ’ โทรศัพท์ จากความคุ้นชินของการสนทนาผ่านเเชตที่กลายมาเป็นอุปสรรคในการสื่อสารของคน Gen Z
เราอยู่ในยุคที่การสื่อสารมีทางเลือกมากมายและง่ายขึ้นก็จริง แต่ดูเหมือนว่ายิ่งการสื่อสารทำได้หลายทางมากเท่าไร ทักษะที่เราจะกลับมาพูดคุยกันผ่านทางการ ‘โทรศัพท์’ แบบที่น่าจะง่ายและสามัญที่สุด อาจกลายเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลกับความยุ่งยากใจให้คนยุคใหม่ได้มากกว่า เมื่อความกลัวในการพูดคุยผ่านการโทรศัพท์ที่เรียกว่าภาวะ Telephobia หรือ Phone Anxiety กำลังเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้การสื่อสารของคน Gen Z หรือคนที่เกิดในช่วงปี 1997-2012 เป็นเรื่องยากขึ้น
Telephobia คือภาวะของความรู้สึกกลัว และวิตกกังวลที่จะพูดคุยผ่านการโทรศัพท์ และยังหมายรวมถึงความกังวลที่จะ ‘รับสาย’ จากคนที่โทรเข้ามาด้วย ซึ่งนอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สบายใจแล้ว บางครั้งความกังวลจากภาวะ Telephobia ยังสามารถส่งผลในเชิงกายภาพได้ เช่น เหงื่อออกมากผิดปกติ ควบคุมน้ำเสียงไม่ได้ กระวนกระวาย คิดอะไรไม่ออก ไปจนถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วและแรงขึ้นในเวลาที่ต้องโทรหา หรือรับสายจากใคร
Liz Baxter ผู้ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ วิทยาลัย Nottingham ในอังกฤษ ซึ่งทำงานกับเด็กนักเรียนในวัย 16-18 มองว่าเหตุผลที่ทำให้คนวัย Gen Z เกิดภาวะเหล่านี้อาจเป็นเพราะพวกเขาโตมากับการที่บริบทของการสื่อสารเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน แม้ว่าพวกเขาจะทำทุกอย่างผ่านโทรศัพท์เครื่องเดียวได้ก็จริง แต่กลับไม่ได้ใช้โทรศัพท์เพื่อการโทรหา หรือรับสายจากใครตามบริบทของโทรศัพท์ในยุคก่อน เพราะค่าเริ่มต้นของคนวัย Gen Z คือการที่พวกเขาใช้โทรศัทพ์สำหรับพิมพ์ แชต และส่งข้อความเสียงมากกว่า นั่นทำให้เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเริ่มสูญเสียทักษะในการพูดคุยผ่านการโทรไปโดยปริยาย
ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์นี้จะสอดคล้องกับผลสำรวจเมื่อปี 2024 จาก Uswitch แพลตฟอร์มด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของอังกฤษ ซึ่งได้ทำการสำรวจคนในวัย 18-34 จำนวน 2,000 คน พบว่ากว่า 70% ในจำนวนนั้น พวกเขาชอบวิธีพิมพ์ข้อความหรือแชตมากกว่าการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ และอีกกว่า 23% ก็ยอมรับว่าพวกเขาเเทบจะไม่เคยรับโทรศัพท์เลยเวลามีสายเรียกเข้า เพราะกลัวว่าจะเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ไม่รู้จะต้องตอบแบบไหน อีกทั้งไม่รู้ว่าจะ ‘ดีล’ กับบทสนทนาใดๆ ที่เกิดขึ้นจากคนปลายสายอย่างไร
ปัจจัยหนึ่งที่น่าจะมีส่วนทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความกังวลในการคุยโทรศัพท์อาจเป็นเพราะความคุ้นชินของการแชตที่อาศัยแค่การพิมพ์ รวมถึงการส่งข้อความเสียงซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ Asynchronous ที่พวกเขาสามารถเป็นผู้กำหนดได้ว่าพร้อมรีแอ็กกับเมื่อไร เป็นการสื่อสารที่ทั้งมีเวลาเหลือเฟือ และอนุญาตให้ได้คิดก่อนรีแอ็กกลับไป (และแน่นอนว่าบางครั้งก็ทำให้เกิดภาวะคิดมากเกินไป (Overthinking) ด้วย)ในขณะที่การคุยหรือรับโทรศัพท์คือการสนทนาแบบ ‘เรียลไทม์’ ที่ต้องการการรีเเอ็กกลับในทันทีที่มาพร้อมกับความคาดหวังคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง และความรู้สึกว่าถูกคาดหวังให้ตอบแชตนี้เองที่อาจทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า Out of Control สูญเสียการควบคุม ไม่รู้จะไปทางไหนดีก็เป็นได้
อีกทั้งการสื่อสารผ่านการแชต หรือส่งข้อความเสียงนั้นยังมี ‘กำแพง’ และ ‘ระยะห่าง’ ของการสื่อสารที่อาจทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเหมือนอยู่ในเซฟโซนได้มากกว่า นอกจากนั้นแล้วมันยังเป็นการสื่อสารที่ไม่ต้องออกท่าทาง แถมไม่ต้องคอยกังวลเรื่องน้ำเสียงมากเท่ากับการคุยโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ตัวต่อตัวอีกด้วย
ผลสำรวจยังเผยอีกว่า 56% ของคน Gen Z รู้สึกว่าการที่ใครสักคนโทรหามักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก และการรับโทรศัทพ์ก็ทำให้กังวลเพราะมันมักจะมาพร้อมกับข่าวร้ายอยู่เสมอ พร้อมกับอีก 68% ที่กลัวว่าการรับสาย โดยเฉพาะเบอร์เเปลกๆ จะทำให้ต้องเจอกับพวกมิจฉาชีพ คอลเซ็นเตอร์ หรือสแกมเมอร์หลอกลวง ก่อกวนต่างๆ นานา และนั่นยิ่งสร้างความรู้สึกเครียด กลัวการรับสายหนักขึ้นไปอีก
ปรากฏการณ์ Telephobia นี้เองถึงกับทำให้วิทยาลัย Nottingham ในอังกฤษ ต้องเปิดคอร์สพิเศษขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างทักษะการสื่อสารและความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่สามารถพูดคุย โต้ตอบผ่านการโทรได้แบบไร้ความกังวล ซึ่ง Liz Baxter ผู้ให้ปรึกษาด้านอาชีพ วิทยาลัย Nottingham มองว่าจริงๆ แล้วคน Gen Z ไม่ได้ด้อยทักษะด้านการสื่อสารเลย พวกเขามีทักษะการสื่อสารที่แข็งแรงด้วยซ้ำ ดูได้จากเวลาที่พิมพ์แชตหาเพื่อน หรืออย่างเวลาเเชตกันเวลาเล่นเกมออนไลน์ หากแต่เป็นเพราะการสนทนาผ่านการคุยโทรศัพท์กับคนเป็นๆ แบบเรียลไทม์ต่างหากที่ทำให้พวกเขาเกิดความกลัวที่จะผิดพลาด กลัวว่าพูดอะไรออกไปแล้วจะถูกต้องหรือเปล่า จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจตรงกันไหม ต่างๆ เหล่านี้เองที่เป็นอุปสรรคของพวกเขา
“เซสชั่นของเราน่าจะช่วยให้คน Gen Z พัฒนาสกิลในการสื่อสารมากขึ้น ไม่เพียงแค่การโทรคุย แต่ยังช่วยให้พวกเขากล้าคุยกับเพื่อนๆ ในคลาสแบบต่อหน้า ตัวต่อตัว มากกว่าจะเลือกแค่วิธีการแชตหรือฝากข้อความเสียง รวมถึงมันอาจช่วยฝึกสกิลการคุยแบบเป็นทางการผ่านโทรศัพท์ให้เป็นเรื่องที่ไม่โหดร้ายกับพวกเขาเกินไปนัก อย่างเช่นการสัมภาษณ์งานผ่านทางโทรศัพท์ที่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นขั้นตอนสำคัญที่หลายองค์กรจำเป็นต้องใช้อยู่ รวมถึงการสื่อสารเรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องการอาศัยการพูดคุยแบบเรียลไทม์จริงๆ และต้องเป็นการสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำด้วย ซึ่งเซสชั่นการเรียนรู้เหล่านี้เองจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวการคุยโทรศัพท์อีกต่อไป”
อ้างอิง
https://www.newsweek.com/gen-z-problem-telephobia-2032493
https://www.instagram.com/p/DHqaR3sTAsL/?img_index=1
https://mirrorthailand.com/self/mind/101740
https://mirrorthailand.com/self/relationship/101665
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Telephobia ภาวะกลัวการ ‘คุย’ และ ‘รับ’ โทรศัพท์ จากความคุ้นชินของการสนทนาผ่านเเชตที่กลายมาเป็นอุปสรรคในการสื่อสารของคน Gen Z
- Silent Treatment อาการผลักไสไล่ส่ง และลงโทษด้วยความเงียบงันที่อาจกลายเป็นความรุนแรงทางความรู้สึกและความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว
- คนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร 3 วิธีปรับมุมมองการใช้ชีวิต เลิกยึดติดกับความผิดพลาด ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยา ‘Growth Mindset’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com