Moral Hazard : แรงจูงใจให้เป็น 'เด็กเกเร' มากกว่า 'เด็กดี'!
กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
Moral Hazard
: แรงจูงใจให้เป็น ‘เด็กเกเร’ มากกว่า ‘เด็กดี’!
หนึ่งในคำถามเกี่ยวกับนโยบายประชานิยมคือ Moral Hazard หรือ “ความเสี่ยงด้านศีลธรรม”
ผู้รู้บางท่านแปลว่า “จริยวิบัติ”
ภาษาชาวบ้านน่าจะหมายถึงการที่รัฐบาลสร้างนิสัยพึ่งพารัฐบาลจนขาดวินัยและความพยายามที่จะช่วยเหลือตนเอง
ตัวอย่างล่าสุดมาจากคำเตือนของแบงก์ชาติ กรณี ‘ซื้อหนี้-ล้างประวัติเครดิตบูโร’
พร้อมเตือนความเสี่ยง Moral Hazard
แถลงการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า “ตามที่ได้มีการสอบถามในประเด็นการซื้อหนี้ประชาชนและล้างประวัติเครดิตบูโรนั้น ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนของรูปแบบประเภทหนี้ที่จะเข้าข่าย และรายละเอียดต่างๆ ก่อน ซึ่งที่ผ่านมา ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ธปท.คำนึงถึงหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. ต้องสนับสนุนวินัยทางการเงินที่ดี ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้เกิดปัญหา Moral Hazard กล่าวคือ ต้องมีกลไกส่งเสริมให้ลูกหนี้มีวินัยและมีความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเป็นหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต
2. สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในระยะข้างหน้า กล่าวคือ ความช่วยเหลือที่ให้ต้องไม่ไปลดทอนความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม
3. ต้องแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินในภาพรวม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรและงบประมาณของประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีความซับซ้อนจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการช่วยกันแก้ไขปัญหา การออกแบบมาตรการจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงสาเหตุของปัญหา หลักการของการทำมาตรการ และผลข้างเคียงอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลสูงสุดแก่ทั้งลูกหนี้และระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”
ดังนั้น คำว่า Moral Hazard อาจหมายถึงการ “สร้างแรงจูงใจที่ผิด”
หรือภาษาชาวบ้านอาจจะใช้ว่า “สร้างนิสัยมักง่าย”
ถามนักเศรษฐศาสตร์ก็มักจะยกตัวอย่างคนซื้อประกันภัยแล้วมักมีความระมัดระวังน้อยลงกว่าตอนที่ไม่มีความคุ้มครองจากประกันภัย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ หรือประกันอย่างอื่นใดๆ ก็ตาม
เรื่องรัฐบาลช่วยแก้หนี้ให้ประชาชน…ถ้าทำไม่ถูกวิธีและให้ “แรงจูงใจผิดๆ” ก็จะเกิดอาการ Moral Hazard ได้อย่างชัดเจนและฉับพลันทันที
พอรัฐบาลบอกว่าจะ “ซื้อหนี้เสียของประชาชนออกจากธนาคาร” และเอาชื่อออกจากเครดิตบูโรเพื่อ “เริ่มต้นทำมาหากินใหม่” ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากหลายคนว่า
“ผมจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นอย่างซื่อสัตย์มาตลอด ทำไมรัฐบาลไม่ให้แรงจูงใจผม อย่างนี้ผมเป็นเด็กดีทำไม ตั้งแต่พรุ่งนี้ผมจะหยุดจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น เป็นเด็กเกเรรัฐบาลเกรงใจมากกว่า”
ปัญหาคือไม่ใช่แค่ “เด็กดี” เท่านั้นที่อยากเป็น “เด็กเกเร”
แต่ “เด็กเกเร” เดิมก็จะเกิดอาการเริงร่า หาทางกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้จ่ายสร้างหนี้ต่อไป
เพราะเชื่อว่าอีกหน่อยรัฐบาลก็จะมาช่วยอีก
นี่คือตัวอย่างแจ่มชัดที่สุดของ Moral Hazard
เพราะมันคือการที่รัฐบาลพยายามจะหาเสียงกับประชาชนด้วยการแจกเงิน, ปลดนี้ หรือลดหนี้จนเกิดแรงจูงใจในการสร้างภาวะเสี่ยงภัยให้กับตนเองเพิ่มขึ้น
เพราะเริ่มจะมองเห็นว่าตนไม่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดที่เกิดจากภาวะเสี่ยงภัยนั้น
พูดอีกอย่างก็คือ Moral Hazard จะเกิดขึ้นเมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกทำให้เข้าใจว่าจะมีคนอื่นมาช่วยแบ่งปันต้นทุนที่เกิดจากภาวะเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้น
ถ้าคุณทำประกันอุบัติเหตุรถยนต์ไว้ ก็มีแนวโน้มที่จะขับรถด้วยความประมาทมากกว่าคุณไม่ได้ทำประกันเอาไว้
เพราะคุณเชื่อว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุบริษัทที่รับทำประกันจะต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถ
ทั้งๆ ที่ความเชื่ออย่างนั้นผิดความเป็นจริงไม่น้อย
เหตุเพราะต้นทุนทั้งหมดของการเกิดอุบัติเหตุไม่ได้เป็นเพียงแค่ค่าซ่อมรถเท่านั้น
แต่การที่รู้ว่าคุณไม่ต้องรับความเสี่ยงทั้งหมดคนเดียวทำให้คุณเกิดภาวะ “จริยวิบัติ” ขึ้นมาแล้ว
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการใช้นโยบาย “มักง่าย” นั้นสร้าง “นิสัยไม่ดี” กับประชาชน แต่ทำไมนักการเมืองจึงไม่เคยสำเหนียก?
คำตอบคือเพราะนักการเมืองเองอย่างน้อยก็จำนวนหนึ่งก็มี “นิสัยมักง่าย” เช่นกัน
เพราะการทำให้ประชาชน (อย่างน้อยจำนวนหนึ่ง) รู้สึก “เป็นหนี้บุญคุณ” กับตนเพราะมีนโยบายลด, แลก, แจก, แถมนั้นก็จะเกิด “ความนิยมชมชอบ” ทางด้านการเมือง
ซึ่งจะมีผลด้านบวกสำหรับพวกเขาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เพราะวิธีการสื่อสารกับประชาชนนั้น ผู้บริหารประเทศมักจะพูดทำนองว่าประชาชนได้ “ของฟรี” เพราะความใจกว้างของนักการเมือง
ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคือการใช้ภาษีของประชาชนมาสร้างความนิยมชมชอบพวกเขา
มีคำกล่าวว่ารัฐบาลควรจะสอนประชาชนจะรู้จัก “หาปลา” มากกว่าการ “แจกปลา” ให้กิน
เพราะกินเสร็จก็หมด แต่ถ้าชาวบ้านหาปลาเองเป็นก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลมาแจกจ่ายอีก
แต่นักการเมืองจำนวนไม่น้อยกลัวว่าถ้าประชาชนเข้มแข็งและช่วยตัวเองได้โดยไม่หวังพึ่งรัฐบาล พวกเขาจะไม่สามารถสร้างกลุ่มคนที่มีความรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษกับพวกเขาหรือพรรคการเมืองของพวกเขา
จึงเป็นที่มาของนโยบายประชานิยมเพื่อสร้างให้ชาวบ้าน “เสพติด” สิ่งที่รัฐบาลจะมาแจกจ่ายให้
และเป็นประเด็นที่การเมืองกับธนาคารกลางจะต้องยืนอยู่คนละจุดเสมอมา
ซึ่งเป็น “ความขัดแย้งในบทบาท” หรือ role conflict ที่จำเป็นหากจะให้เกิดดุลถ่วงอันเหมาะควรต่อการปกครองที่จะไม่ปล่อยให้การเมืองสร้างความ “ไร้ระเบียบ” ที่อาจจะนำไปสู่หายนะทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคม
และนี่คือเหตุผลหลักที่ธนาคารกลางต้องมีความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง
มิใช่เพราะแบงก์ชาติเป็น “รัฐอิสระ”
แต่เป็นเพราะสังคมต้องมีกลไกคานอำนาจทางการเมืองที่มักจะมองผลประโยชน์ระยะสั้นเฉพาะหน้าในแง่การเมือง
ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลก (ในประเทศที่มีระบบแบบมืออาชีพ) มีกฎหมายรับรอง “ความเป็นอิสระ” เพื่อปกปักรักษาเสถียรภาพทางการเงินและประเมินภาวะเศรษฐกิจตามหลักวิชาการ
เพื่อประชาชนจะได้รับรู้แนวทางทั้งจากฝั่งรัฐบาลและจากธนาคารกลางที่ต้องมีความน่าเชื่อถือในฐานะเป็นกลไกสังคมที่กำกับดูแลธนาคาพาณิชย์, อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
คำเตือนเรื่อง Moral Hazard จากแบงก์ชาติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพการบริหารประเทศที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในระดับประเทศและนานาชาติที่ผันผวนปรวนแปรอย่างหนักในขณะนี้
อันตรายของทุกประเทศจะเพิ่มระดับขึ้นทันทีเมื่อนักการเมืองประกาศตนเป็น “อัศวินม้าขาว” มาแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ทุกเรื่อง…เพื่อแลกกับความยินยอมพร้อมใจของประชาชนที่จะมอบอำนาจทางการเมืองให้กับนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วทุกนโยบายที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์ของชาวบ้านบางกลุ่มนั้นย่อมมีต้นทุนเสมอ
เพราะในท้ายที่สุดสัจธรรมแห่งโลกมนุษย์นั้นคือ “ไม่มีอะไรฟรี!”
แต่บ่อยครั้ง กว่าความจริงนั้นจะปรากฏชัดแจ้งก็สายเกินไปเสียแล้ว!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Moral Hazard : แรงจูงใจให้เป็น ‘เด็กเกเร’ มากกว่า ‘เด็กดี’!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com