โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ผมข้ามโลกไปพร้อมกับระบบบัญชาการ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 พ.ค. 2568 เวลา 16.06 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2568 เวลา 15.44 น. • Bear Man
นอนเล่นเกมอยู่ดีๆก็ไปโผล่กลางสนามรบ สิงอยู่ในร่างผู้บัญชาการขี้ขลาดที่กำลังถูกรถถังและข้าศึกโอบล้อม ท่ามกลางดงกระสุนและความกลัว ระบบผู้บัญชาการก็ปรากฏขึ้นเพื่อช่วยเขาในการนำพาจักรวรรดิลุกขึ้นสู้ศัตรู

ข้อมูลเบื้องต้น

***อัพวันละ 2-3 ตอน พักวันอาทิตย์***

เรื่องย่อ

นอนเล่นเกมมือถือในห้องนอนของตัวเองอยู่ดีๆ ทันใดนั้นชายหนุ่มก็พบว่าตัวของเขามาโผล่อยู่ในโลกอีกใบที่ไม่รู้จัก

สิงอยู่ในร่างของ “แฟรงค์ ซี. เบอร์นาร์ด” ผู้บัญชาการหนุ่มจอมขี้ขลาดที่แม้แต่ลูกทีมและกองทัพของตัวเองก็ยังดูหมิ่นดูแคลน

ตามคำสั่งที่ทางศูนย์บัญชาการใหญ่สั่งให้มาคุมกองพันสู้รบต้านทานข้าศึกในแนวหน้า แฟรงค์ที่พึ่งมาและไม่รู้เรื่องอะไร ก็พบว่าสมรภูมินี้ดูเหมือนและไม่ต่างอะไรจากสมรภูมิรบในช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

โชคดีท่ามกลางความไม่รู้และการโจมตีของศัตรู อยู่ๆระบบผู้บัญชาการก็ปรากฏขึ้นช่วยแฟรงค์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ นำพาลูกทีมหนีรอดจากการปิดล้อมและโต้กลับ

เป็นบทตำนานอันยิ่งใหญ่บทใหม่ ในการนำพาจักรวรรดิที่เคยตกต่ำแห่งนี้ให้ลุกขึ้นสู้ทวงคืนแผ่นดินเดิม

พันโทผู้ขี้ขลาด

ณ เมืองเก่าประจำชายแดนแห่งหนึ่ง

ท่ามกลางซากอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เหมือนจะผ่านสงครามและเหตุการณ์ยิงถล่ม

บนอาคารครึ่งชั้นที่หลังคาเปิดออกด้วยกระสุนปืนใหญ่หรืออะไรสักอย่าง ชายหนุ่มผมทองใบหน้าเปื้อนฝุ่น สวมชุดทหารสีดำนั่งบนโซฟาขาด

ตอนนี้ เขากำลังถือเศษกระจกเงามองดูภาพสะท้อนตัวเองด้วยสีหน้าเหมือนคนที่ไม่คุ้นเคยหน้าตาตัวเองสักเท่าไหร่

และแน่นอน ว่าความจริงแล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเมื่อไม่กี่นาทีในความจำล่าสุด ชายหนุ่มมั่นใจว่าเขาเป็นนักศึกษาที่จบใหม่และพึ่งจะไปสมัครงานที่บริษัทเกมแห่งหนึ่ง เขากับเพื่อนๆ ในมหาลัยเดียวกันจึงไปเลี้ยงฉลองในฐานะที่พวกเขาได้งาน

ในยุคที่ทั้งเงินและงานมีการแข่งขันที่สูงและเข้มข้น การที่นักศึกษาจบใหม่สามารถเข้าบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ได้ มันจึงไม่ต่างอะไรจากใบเปิดทางในอนาคตของคนหลายๆ คนที่จบมา

การเที่ยวและฉลองกับรุ่นพี่ในบริษัทเป็นไปได้ด้วยดีตลอดทั้งคืนจนเผลอหลับ แต่พอรู้สึกตัวและลืมตาตื่น

เขาก็มาอยู่ในร่างของคนต่างชาติผมทองที่ไม่ใช่ร่างจริงๆ ของเขา มิหนำซ้ำ โดยรอบที่ควรจะเป็นเพื่อนๆ และรุ่นพี่ในบริษัทที่อาสาเป็นเจ้ามือต้อนรับ ตอนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยพลทหารชุดดำถือปืนเก่าๆ ที่ยืนและนั่งพยายามสังเกตการณ์อยู่ในห้องเก่าๆ แห่งนี้แทน แถมทหารหญิงที่ปลุกเขาให้ตื่นก็ยังบอกอีก ว่าเขาเป็นผู้บัญชาการและมียศสูงกว่าคนอื่นในนี้ ขอคำสั่งทางการทหารเพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินการในลำดับถัดไป

“คุณจะบอกว่าผมคือ พันโท แฟรงค์ซี. เบอร์นาร์ด ผู้บัญชาการกองพันที่ 113 อย่างนั้นเหรอ?”

“ใช้แล้วค่ะ พันโทสลบจากสงครามแนวหน้าและพึ่งตื่น”

“จากการวิเคราะห์ของแพทย์ทหาร สมองของคุณน่าจะได้รับการกระทบจนลืมอะไรไปบางอย่าง”

เสียงใสๆ เสียงหนึ่งกระทบเข้าประสาทหู ทำให้ชายหนุ่มที่ยังคงมึนงงกับภาพสะท้อนของตัวเองที่ไม่คุ้นตาอยู่ ต้องเงยหน้าขึ้นมองกับคู่สนทนา แต่อาจเพราะแสงจ้าที่ม่านตาปรับสภาพไม่ทัน ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าการมองของเขาในช่วงแรงค่อนข้างลำบาก แม้ว่าจะพยายามหรี่ตาลง ก็ยังต้องใช้เวลาไปสักพักกว่าจะมองเห็นจะปรับตัว

“หือ?”

สิ่งแรกที่ชายหนุ่มลืมตาเห็น คือสาวสวยต่างชาติตะวันตกในชุดเครื่องแบบทหารหญิงทรงกระโปรงสีดำคล้ายกองกำลังนาซีเก่าๆ

โดยรอบ นอกจากทหารหญิงที่กำลังพูดกับเขาแล้ว เมื่อลองกวาดสายตามองสำรวจกลุ่มทหารในห้อง ในที่นี้ นอกจากเขาและสาวสวยสวมหมวกปีกแล้ว ที่แห่งนี้ก็ยังมีผู้ชายอีกสิบคน ที่สวมเครื่องแบบทหารและหมวกเหล็กสีดำทรงกลมสไตล์รูปแบบเดียวกัน

นอกจากชายสามคนที่ถือปืนกลกึ่งอัตโนมัติขนาดความยาวหนึ่งศอก คนอื่นที่เหลือก็ล้วนแต่ถือไรเฟิลเก่าๆ ด้ามไม้ ซึ่งเป็นปืนรุ่นแรกๆของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเหมือนกันทั้งหมด คือเป็นปืนกระทบท้ายรังเพลิงที่ยิงได้ทีละนัด สามารถประดับมีดปลายแหลมตรงส่วนหัวเป็นอาวุธเสริมได้เมื่อถึงกรณีในศึกประเภทประชิดตัว

โดยที่ทหารหนึ่งในนั้น ก็ยังมีปืนปลายดาบเปื้อนคราบสีแดงเขรอะติดอยู่ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือเลือดของคนอย่างแน่นอน และเป็นไปได้มากว่าเขาพึ่งจะแทงคนตายมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมง

หากพูดถึงความแตกต่างของกลุ่มของผู้ชายต่างชาติเหล่านี้ ที่เขาดันฟังรู้เรื่องทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดภาษาอะไร หนึ่งในนั้นที่มีสัญลักษณ์รูปตัววีสีแดง (V) สองอันตรงต้นแขนเสื้อด้านขวา อยู่ๆ ปากของชายหนุ่มก็ร้องทักไปหาคนๆ นั้นเองราวกับรู้ดีว่าทหารที่มีสัญลักษณ์ตัววีคนดังกล่าวมียศอะไร

“จ่า?”

คำอุทานที่ไม่ได้ตั้งใจนี้ ก็ทำให้ชายคนนั้นที่ถือปืนกลมืออยู่หันมามองตามเสียงเรียกแล้วขานรับออกมา

“มีอะไรครับพันโท อย่าบอกนะว่าท่านต้องการที่จะสั่งให้หลบหนีอย่างคนขี้ขลาดอีก? ขอบอกเลยนะ..ว่าทีมของผมไม่มีทางทำตามคำสั่งนั้นแน่นอน การที่ต้องมาติดและคุ้มครองคุณในฐานะขุนนางเก่าตามคำสั่งเบื้องบน มันเป็นอะไรที่ผิดพลาดสำหรับพวกเราจริงๆ”

คำพูดแรกคล้ายจะบ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีสถานะและยศที่ต่ำกว่าชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่ แต่คำพูดช่วงท้ายกลับดูหมิ่นดูแคลนไม่ให้เกียรติออกไปในทางเชิงเยาะเย้ย ประกอบกับเสียงของทหารอีกสี่คนทางด้านหลังที่หัวเราะเบาๆ ออกมา มันก็ทำให้ชายหนุ่มยากจะเข้าใจได้อีกว่าการปฏิบัติแบบนี้มันหมายความว่ายังไง

“ทำไมฉันต้องออกคำสั่งหลบหนีด้วย?” ชายหนุ่มถามอย่างสับสน แต่เมื่อเห็นสายตาของทุกคนมองมาที่เขาด้วยคำถาม ชายหนุ่มที่ต้องการจะโต้แย้งก็ต้องหุบปาก

หนึ่งเพราะเขาพึ่งจะมาและเจอสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดและไม่เข้าใจนี้ได้ยังไม่ทันจะถึง 15 นาที ทำให้เขาไม่รู้ ว่าก่อนหน้านี้เจ้าของร่างที่เขาสิงอยู่ได้ออกคำสั่งหรือไปทำอะไรมาถึงทำให้ทุกๆไม่ชอบใจหรือเปล่า

“ขุนนาง?”

“หรือว่าเจ้าของร่างนี้จะเป็นขุนนางที่ผันตัวมาเป็นทหาร?

ชายหนุ่มสับสนกับตัวเองเล็กน้อย และหากจะบอกว่าเขาความจำเสื่อมจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้จะคิด ว่ามันเป็นเพียงคำแก้ตัวของเขาที่พยายามปัดเรื่องราวเก่าๆ ให้ตกหรือเปล่า

การมาเป็นไอ้ฝรั่งขี้นกผมสีทองยศพันโทมันไม่มีปัญหาอะไร

หากปัดและล้างหน้าเปื้อนฝุ่นและโคลนออก ก็นับว่าหน้าตาผ่านไม่ได้แย่เหมือนเขาในร่าก่อน

แต่การถูกบรรดาทหารผู้รอดชีวิตลากออกมาจากชายแดนแนวหน้าของสงครามพยายามหนีทัพ เขาก็เกรงว่ามันจะกลายเป็นจุดแตกหัก

แถมสิ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาในตอนนี้คือสถานการณ์ ข้อมูล และแผนที่ หามให้คนพวกนี้รู้เลยว่าผู้บัญชาการพันโทแฟรงค์คนก่อนของพวกเขาได้เสียชีวิต แล้วถูกใครอีกคนเข้ามาสิงร่างแทน

ก่อนจะรู้ ว่าเขามาอยู่ในประเทศอะไรหรือว่ามันเป็นการย้อนเวลามาอยู่ในช่วง ค.ศ. ไหนของสงครามโลก เขาก็ควรไม่แสดงพิรุธ เพราะไม่แล้วเขาอาจจะโดนคนฝั่งตัวเองยิงทิ้งในฐานะสายลับ ตกตายทันทีแบบหาทางกลับบ้านเก่าไม่ได้เลย

“…”

“รีบหลบเข้าที่กำบัง”

“หน่วยราดตระเวนของพวกฟาร์ซีสกำลังเข้ามาในเมือง”

ไม่ปล่อยโอกาสอะไรให้ชายหนุ่มได้เข้าใจหรือพูดมากนัก หญิงสาวผมบรอลด์ก็ดันตัวของชายหนุ่มให้ชิดริมผนังของอาคาร ก่อนที่จะทำให้ชายหนุ่มพึ่งจะตระหนักและค้นพบ ว่าพวกเขากำลังอยู่ในอาคารสูงแห่งหนึ่งที่มีลักษณ์ยุคกลางยุโรป เพียงแต่อาคารและห้องทุกห้องอยู่ในสภาพพังเสียหายถูกทำลายทิ้งไว้แค่รูขนาดมหึมา ก็พยายามสอบถามว่าอะไรที่ทำให้ทุกคนดูตื่นตระหนกและรีบซ่อนตัว

“เกิดอะไรขึ้น?”

“….”

กลิ่น แสง สี เสียง และการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรอะไรบางอย่างที่กำลังแล่นเข้ามา มันก็ทำให้ชายหนุ่มตระหนักได้ว่านี้ไม่ใช่ความฝันอย่างที่เขาเคยคิด แต่ที่แห่งนี้เป็นสถานที่จริงที่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเมืองขนาดกลางที่ประสบสงคราม

ครื่นน..ตึกๆๆ

ในเวลานี้ เสียงคำรามของเครื่องจักรก็ดังขึ้นคล้ายว่ามันกำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ยิ่งการสั่นสะเทือนของผนังและพื้นชัดเจนเท่าไหร่ ชายหนุ่มก็ยิ่งประหลาดใจที่ความคิดหนึ่งในหัวเริ่มผุดขึ้นมาเอง ว่านี่คือเสียงของรถถังหนักเทียร์สองรุ่นอาร์เซเว่นนาย (R 79)

“หือ? ทำไมฉันถึงระบุเสียงและรุ่นของพาหนะได้ว่ะ?”

ชายหนุ่มประหลาดใจอย่างยิ่งยวด ก่อนที่เขาจะพยายามเขย่งเท้าส่องสายตาผ่านซอกหน้าต่างเล็กๆ บานเก่าที่ติดกับผนัง

กลางถนนเบื้องล่าง ทุกอาคารล้วนแต่พังเสียหาย เต็มไปด้วยก้อนอิฐกับซากพาหนะที่พังยับเยินไปด้วยรูกระสุนและประกายไฟ

สักพักเมื่อเริ่มมองเห็นแหล่งกำเนิดของการสั่นและเสียงคำราม ลมหายใจของเขาเริ่มถี่ขึ้น เมื่อพบว่าที่เบื้องล่างตรงถนนห่างออกไปจากตัวอาคารไม่กี่ร้อยเมตร ก็ปรากฏว่ามีทหารในชุดสีน้ำเงินกลุ่มใหญ่หลายสิบคนพร้อมรถบรรทุกกำลังพลหลายร้อย กำลังใช้เส้นทางหลักของเมืองแห่งนี้เป็นทางผ่าน แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจ คือนอกจากรถบรรทุกและรถถังที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกเก่าผ่านเกมใดๆ แล้ว เขาในฐานะนักศึกษาไอทีและมีข้อมูลเรื่องเกมและสงครามดี ชายหนุ่มก็มั่นใจว่าในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สอง มันก็ไม่มีประเทศไหนที่สวมชุดทหารเครื่องแบบสีดำหรือสีน้ำเงินอย่างที่คนเหล่านี้สวมใส่อยู่เลย

“เป็นไปไม่ได้?”

“นี่ไม่ใช่การย้อนเวลา”

“แต่มันคือต่างโลกอย่างนั้นเหรอ?

“…”

การมาของระบบ

“จ่าซิก มีเสียงปืนอยู่ห่างจากเราประมาณหนึ่งกิโลเมตร น่าจะเป็นกองกำลังเก็บกวาดลาดตระเวน”

บนอาคารเก่า ใช้เวลาไปสักพักใหญ่กว่าเสียงคำรามของรถถังและรถบรรทุกพลทหารจะจากไป แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังคงไม่สามารถไว้วางใจอะไรได้มาก เพราะเท่าที่ได้ยินเสียงสะท้อนจากด้านหลังของกลุ่มรถถังและรถบรรทุกที่พึ่งจะจากไป ก็น่าจะคงมีกองกำลังเก็บกวาดของกองทัพฟาร์ซีสหลงเหลือเพื่อค้นหากลุ่มเชลย

ทำในเวลานี้ พลสังเกตการณ์ในทีมจึงลองสอบถามขอความเห็น ก่อนที่จ่าซิกผู้ถือปืนกลมืออยู่จะพูดออกมาเชิงเยาะเย้ยว่า

“ทำไมนายถึงบอกฉันล่ะ ไปถามผู้บัญชาการไม่ได้เรื่องของนายโน้น”

อีกฝ่ายยังคงดูถูกด้วยคำพูดเหมือนเดิม จนทำให้ทหารที่อยู่ในนี้ เริ่มมีปฏิกิริยาที่แสดงออกมาอย่างไม่ลงรอยแบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือกลุ่มที่หัวเราะออกมาเชิงเห็นด้วยกับคำดูหมิ่นของจ่าซิก แต่กระนั้นก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายดูถูกผู้บังคับบัญชา

ถึงพันโทแฟรงค์จะเป็นผู้บัญชาการที่ไม่ได้เรื่อง ขี้ขลาด และจบจากโรงเรียนทหารในลำดับชุดท้ายในรุ่น แต่ผู้บัญชาการก็ยังคงเป็นผู้บัญชาการ มันไม่ใช่สิ่งที่ทหารผู้น้อยที่ยศต่ำกว่าจะมาพูดจาถากถางดูหมิ่นดูแคลนอย่างซึ่งๆ หน้าได้โดยตรง

“หุบปากซะจ่าซิก”

“แม้ว่าคุณและลูกทีมของคุณจะมาจากสังกัดทีมอื่น แต่แนวหน้าได้พังทลายไปแล้ว และตอนนี้พวกคุณก็มาอยู่ใต้ทีมเบอร์นาร์ดของเรา หากยังได้ยินคำดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาอีก เราจะใช้มาตรการกฏทหารลงโทษคุณ”

“พันโทเห็นด้วยหรือไม่ครับ?”

เป็นทหารยศนายสิบคนหนึ่งที่โต้ตอบสบถออกมา แล้วหันมาขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างพันโทแฟรงค์ที่ยืนมึนงงอยู่

สำหรับทางชายหนุ่มที่พยายามปรับตัวและยอมรับแล้วว่าเขาคือพันโทแฟรงค์ซี แต่เขาก็ยังคงเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่รู้สถานการณ์ของสงครามและกฏทหารของที่นี่มากนัก หากเป็นโลกเก่าก็ว่าไปอย่าง เพราะสามารถจดจำและอาศัยรายละเอียดของสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ 2 มาปรับใช้ได้

ทว่าพอคาดคะเนว่าที่แห่งนี้น่าจะไม่ใช่โลกใบเดิมที่เขาคุ้นเคย ดังนั้นเขาจึงเป็นทำได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่นายสิบคนนั้นบอกออกไป

เพราะอย่างน้อยเมื่อมองดูป้ายสังกัด ที่ปักอยู่แขนเสื้อด้านซ้ายเป็นรูปสุนัขหัวแดงใหญ่ นายสิบคนนี้ก็น่าจะเป็นลูกทีมของเขาที่รอดมาจากสงครามแนวหน้าเหมือนกับพลทหารคนอื่นๆ ยกเว้นสาวสวยเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ยังไม่รู้สังกัดและรู้เพียงว่าติดมากับกลุ่มของจ่าซิก ในเวลานี้ก็จัดได้ว่ามันเป็นการรวมทีมเฉพาะกาล ที่มีจำนวนคนอยู่น้อยนิดเพียงแค่ 12 คน

[ติ๊ง]

[ร่างโฮสต์ต้นแบบผ่านข้อกำหนด]

[ทำการเปิดระบบบัญชาการแก่ร่างต้น]

[ภารกิจเงื่อนไขที่ 1 : ทำให้หนึ่งในลูกทีมยังคงเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับบัญชา]

[โฮสต์ร่างต้นทำภารกิจบรรลุ…กำลังคำนวณค่าประสบการณ์และรางวัล]

[ติ๊ง]

[ยินดีด้วย]

[โฮสต์ได้รับฟังก์ชั่นการมองเห็นมุมกว้างเบิร์ดอาย]

ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนอึดอัด ทันใดนั้นแฟรงค์ที่ได้ยินเสียงสะท้อนบางอย่างในใจ เขาก็ค้นพบว่าอยู่ๆ มุมมองการมองเห็นของเขาที่ขนาบพื้นได้แปรเปลี่ยนอยู่ในมุมสูง เป็นการมองที่คล้ายการมองลงมาจากดาวเทียม ที่เห็นฉากทุกอย่างจากบนฟ้าสร้างความรู้สึกปวดหัวและมึนงง

“เกิดอะไรขึ้น”

“ทำไมมุมมองของฉันถึงไปอยู่ด้านบนได้?”

“หรือนี่คือระบบประหลาดที่เสียงนั้นพยาามบอก?”

“..”

แม้จะตื่นตระหนกในช่วงแรก แต่แฟรงค์ก็ปรับตัวได้ไม่ยาก หนึ่งเพราะเขามาจากโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้เรื่องแบบนี้มันคล้ายคลึงกับการมองลงมาจากด้านบนเหมือนเกมกลยุทธ์ที่อยู่ในธีมสงครามจัดขบวน

“หือ?”

“มุมมองเบิร์ดอายสามารถเคลื่อนไหวได้แบบอิสระจากด้านบนเหรอ?”

ขณะที่พยายามทำความคุ้นชินกับภาพมุมสูงที่ถ่ายทอดผ่านตาเข้าสู่สมอง แฟรงค์ก็ตระหนักว่ามุมมองจากที่สูงนี้สามารถซูมเข้าและออกในระยะใกล้ไกลได้ ไม่เพียงแค่เห็นภาพกว้างจากด้านบน กระทั่งแถวซอกตึกกับทุกมุมถนนในเมือง ก็สามารถมองดูได้แบบเรียลไทม์ แม้แต่อาคารที่เขาอยู่ก็ยังซูมเข้าและออกมองผ่านหน้าต่างได้แบบไม่มีอะไรบดบัง

“สีแดง!!! คะ…แค็กๆ”

แฟรงค์ที่พยายามทำความคุ้นชินกับระบบการมองก็สำลัก เมื่อเห็นว่าการปรับมุมมองของเขามีอิสระมาก มากจนสามารถย้ายขึ้นบนลงล่างได้จนเผลอไปเห็นเข้ากับรสนิยมกางเกงในสีแดงแป็ดของสุภาพสตรีเพียงหนึ่งเดียว อาจด้วยที่เครื่องแบบยุคเก่าของผู้หญิงเป็นกระโปรงทหารที่ไม่ยาวไม่สั้นจนเกิ้นเขิน ทำให้ยุคนี้ที่น่าจะยังไม่มีถุงน่องหรือกางเกงซับ การปกปิดเหล่านี้จึงยังคงมีการจำกัดบางอย่างที่ยังต้องรอการพัฒนา

[คำนวณภารกิจต่อไปเสร็จสิ้น]

[ตอนนี้โฮสต์สามารถดูเนื้อหาภารกิจและบทลงโทษถัดไปได้แล้ว]

[คำแนะนำ : โฮสต์สามารถทำได้เพียงแค่คิดในใจไม่ต้องพูดผ่านเสียง]

เสียงตอบสนองประหลาดผุดขึ้นมาอย่างเงียบๆ อีกครั้ง และเพียงแฟรงค์ปรับมุมมองกลับมาร่างต้นเป็นมุมมองของมนุษย์ตามเดิม เขาก็พบว่าตอนนี้มันมีข้อความชุดหนึ่งแสดงอยู่ทางด้านหน้าคล้ายกับเควสของเกม

******************

ภารกิจบทถัดไป : บรรจุลูกทีมใหม่เข้าในสังกัดเฉพาะกาล

ระดับรางวัล : คำนวณตามค่าประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติ

สถานะสมาชิกใต้สังกัดปัจจุบัน : 5 / 5

บทลงโทษเมื่อทำไม่สำเร็จ : เสียชีวิต

******************

“มันเหมือนเกมกลยุทธ์ทางทหารที่ฉันเคยเล่นเลยแฮะ”

“งั้นก็หมายความว่าฉันต้องแสร้งทำเป็นพันโทแฟรงค์ ซี. เบอร์นาร์ด ผู้บัญชาการของทีมเฉพาะกาลกลุ่มนี้และหาสมาชิกใหม่เพื่อสำเร็จเควสสินะ”

ยังไม่ใช่เวลามาฝันหวานถึงรางวัลหรือไปสงสัยอะไรในที่มาของระบบ เพราะเมื่อมองลงไปถึงบทลงโทษ มันก็มีความเป็นไปได้มากว่าเขาน่าจะมีโอกาสตายอยู่ในโลกนี้จริงๆ

แถมเท่าที่ดู หากไม่นับรวมตัวเองที่เป็นผู้บัญชาการ ทีมปัจจุบันของเขาก็มีแค่สิบตรีกับพลทหารผ่านศึกอีกสาม รวมๆ แล้วก็มีแค่ 5 คนเท่านั้น ตราบที่เขาสามารถสร้างความเชื่อใจและหาสมาชิกใหม่เข้าร่วมทีมได้ ระบบนี้ก็อาจจะทำให้เขามีแต้มต่อในการเอาชีวิตรอดจากสงครามที่ไม่รู้จัก

“จ่าซิก”

“ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชานายโดยตรง แต่ตอนนี้และที่นี่ฉันมียศใหญ่สุด ถึงจะเห็นด้วยว่าคุณควรโดนลงโทษ แต่ศัตรูก็เพิ่งผ่านไป ดังนั้นการลงโทษจึงไม่สามารถทำตามปกติได้”

“เอางี้!!…พวกคุณและลูกทีมแยกย้ายสำรวจหาทางออกเป็นการไถ่โทษก็แล้วกัน ถ้าพบก็ค่อยแจ้งข่าวกลับมา แล้วคำหมิ่นผู้บังคับบัญชาฉันจะทำเป็นลืมๆ ไป”

ในความเป็นจริง แฟรงค์ต้องการซื้อเวลาให้ตัวเองเพื่อทำความเข้าใจกับระบบบัญชาการก่อน แถมตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่ามีอันตรายอะไรอีกบ้างที่รออยู่ในระหว่างทาง ดังนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตมาเดิมพัน เขาจึงไม่อยากให้มีความสูญเสียเกิดขึ้นโดยไม่ใช่เหตุ จะดีกว่าหากเอาพวกเขาทำประโยชน์ไถความผิดแล้วเอาคนเหล่านี้เข้ามารวมทีม

“รับทราบ”

“งั้นเราจะสำรวจทางท่อระบาย หากพบทางออกแล้วผมจะแจ้งกลับมาทันที” จ่าซิกก็เอ่ยคำพูดราบเรียบไม่มีอารมณ์อื่น

นายสิบลังเลที่จะพูด แต่ในที่สุดเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่แฟรงค์สั่ง จากนั้นทุกคนก็พากันแยกย้าย บ้างตามหาเสบียงและบ้างพยายามเก็บและค้นหากระสุนจากศพ เพื่อรอให้หน่วยสำรวจของจ่าซิกกลับมาตามที่ตกลงกัน

“ศัตรูคือพวกฟาร์ซีส?”

ในระหว่างที่แยกย้ายและผ่านการสนทนาสั้นๆ กับทีมของตัวเอง แฟรงค์ก็เริ่มรู้ว่าศัตรูที่เผชิญอยู่คือพวก “ฟาร์ซีส”

ซึ่งทำให้เขามั่นใจยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก ว่าที่นี่คือต่างโลกจริงๆ ไม่ใช่การย้อนเวลา เพราะเท่าที่เขาจำอะไรมาหลายๆ อย่างจากประสบการณ์ธีมเกมสงคราม คือในช่วงสงครามโลกทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มันไม่มีรัฐอิสระและประเทศฟาร์ซีสในประวัติศาสตร์สงครามโลกอย่างที่เขารู้จัก

“จากที่ดู ทีมเดิมรวมฉันที่รอดมามีอยู่ 5 คน ขณะที่สังกัดของจ่าซิกคนนั้นมีอยู่ 6”

“พอรวมกับทหารหญิงอีกหนึ่งก็ปรากฏว่าเรามีอยู่แค่ 12 คน น่าเสียดายที่ฟังก์ชั่นการปรับมุมมองเบิร์ดอาย มันตรวจและติดตามหากระสุนกับรายละเอียดปลีกย่อยไม่ได้”

“ไม่งั้นเรื่องการหาเสบียงและกระสุน ก็คงไม่ต้องเสี่ยงขอให้ทุกคนแยกย้ายออกไปสำรวจ”

ในห้องครึ่งชั้นอาคารหินเก่า ขณะที่พยายามทำความคุ้นเคยกับความสามารถของระบบและมุมมอง แฟรงค์ก็ถอนหายใจหลังจากขบคิด เดิมทีเขาต้องการยืนยันสถานะกระสุนของพวกเขาทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีฟังก์ชั่นพวกนั้นอยู่

ด้วยสิ่งนี้ แฟรงค์จึงต้องหันความสนใจไปที่การมองและสำรวจอาคารหลังอื่นๆ แน่นอนว่าความสามารถนี้ มันมองเห็นได้แค่รายละเอียดคร่าวๆ จากภายนอกผ่านประตู หน้าต่างและซอกช่องลมเท่านั้น หากเขาไม่อยู่ในอาคารหลังนั้นๆ ด้วยตัวเอง การปรับมุมมองสำรวจภายในนี้ก็แทบจะสังเกตอาคารหลังอื่นไม่ได้เลย

ดังนั้น ข้อสรุปคือเขาทำได้แค่การซูมเข้าและออกในบ้านหรืออาคารที่เขาอยู่ เป็นข้อจำกัดของฟังก์ชั่นระบบ ที่หากว่าเขาไม่ได้อยู่ในนั้น ก็แทบจะมองอะไรในอาคารหลังอื่นไม่ได้เลยนอกจากภาพมุมสูงจากทางด้านบนหลังคา

“จากระยะ ฉันมองเห็นไกลออกไปได้แค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น”

“สรุปคือ รอบๆ 5-6 ตารางกิโลเมตรคืออาณาจักรการมองที่ใช้ฉันเป็นตัวศูนย์กลางอ้างอิง”

แฟรงค์อยากเห็นสถานการณ์ของฝั่งทหารพันธมิตรที่ต่อสู้ในเขตและพื้นที่อื่นๆ แต่เขาก็พบว่ามุมมองจากด้านบนถูกจำกัด มองเห็นครอบคลุมแค่รอบๆ ซากเมืองขนาดเล็ก ไม่สามารถเลื่อนดูหรือซูมไปยังโซนอื่นของเมืองได้หากไม่มีเขาอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง

และหากเขาต้องการดูที่อื่น เขาก็จำเป็นต้องย้ายที่ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

“ดูเหมือนว่าฉันจะโลภเกินไปแล้วแฮะ”

“…”

มีศัตรูในอาคาร

“ดูเหมือนว่าฉันจะโลภเกินไปแล้วแฮะ”

“แค่ระยะการมองหน้าและหลังทำได้ 3 กิโลเมตรรอบตัว มันก็นับว่าโกงที่สุดแล้ว หากว่าฉันทำทุกอย่างได้อิสระจริง มันก็คงจะ….หือ??”

“…”

ขณะแฟรงค์เปลี่ยนปรับมุมมองของตัวเองกลับมาที่ตัวอาคารชั้นสามที่เขาอยู่ พึงพอใจกับความสามารถการมองลงมาจากด้านบน ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็พันตื่นตระหนก เพราะเมื่อปรับมุมมองเข้ามาดูอาคารเก่าที่พวกเขาอยู่แล้ว เขาก็พบว่ามันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากชั้นล่างสุด

มันไม่ใช่ชั้นแรกแต่คือชั้นใต้ดิน

ที่แรกแฟรงค์ก็คิดว่าน่าจะเป็นทีมของจ่าซิกที่กลับมาจากการสำรวจ แต่ด้วยที่เขามีระบบการปรับมุมมองและเห็นทุกอย่างในตัวอาคารที่เขาอยู่ได้ ทำให้เขารู้ว่ากลุ่มที่กำลังเดินออกขึ้นมาคือศัตรูไม่ใช่กลุ่มของจ่าซิกที่ออกไปสำรวจ

“บ้าเอ๊ย”

“ฉันสะเพร่ามากเกินไป”

“ถึงจะมองเห็นจากด้านบนได้ แต่ฉันก็สูญเสียการได้ยินและมุมมองที่ร่างหลักอยู่ ทำให้ไม่รู้ว่ามันมีทางลับเชื่อกันซ่อนอยู่ใต้ดิน”

มันเหมือนกับการถอดจิตออกไปข้างนอก เห็นทุกอย่างทางด้านบนได้แต่ก็ต้องขาดการเชื่อมต่อกับร่างหลัก แฟรงค์ที่พบข้อบกพร่องก็ตกใจแต่ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก ก่อนที่เขาจะไปสะกิดลูกทีม 3 คนที่เหลือให้เตรียมตัวถือปืนพร้อมปะทะ ว่าตอนนี้กำลังมีทหารฟาร์ซีส 2 คนเดินขึ้นมาตรงทางเดิน

“ซู่ววว”

แฟรงค์กวักมือลงพื้นอย่างช้าๆ เพื่อขอให้ทุกคนเงียบเสียง

ตอนนี้หากไม่นับทีมของจ่าซิกที่ยังไม่กลับมา ในทีมปัจจุบันจึงมีแค่เขา ทหารหญิง สิบตรีและพลทหารแม่นปืนอีก 3 รวมเป็น 6

ทางด้านนอกจากมุมมอง เห็นได้ชัดว่าศัตรูทั้งสองไม่ตื่นตัว คนหนึ่งมองและค้นลิ้นชักคล้ายพยายามหาของมีค่าหรืออะไรสักอย่าง ในขณะที่อีกคนหนึ่งเดินไปเรื่อยๆ โดยที่ยังมีขนมปังก้อนโตคาบอยู่ในปาก

ทั้งคู่ตอบโต้ด้วยภาษาบางอย่างที่แฟรงค์ไม่เข้าใจ ถึงจะประหม่าแต่ก็มั่นใจคาดเดาได้ ว่าหากศัตรูมาถึงห้องของพวกเขาที่อยู่ท้ายสุดของอาคารแล้วพบว่ามันล็อก จะต้องมีใครสักคนแอบซ่อนตัวจากพวกเขาอย่างแน่นอน

“นักแม่นปืนสองคน คนหนึ่งกำลังค้นหาของ และอีกคนกำลังเดินมาทางนี้”

แฟรงค์รีบกลับมามองด้วยตาเปล่า ลดเสียงของเขาให้ต่ำลงแล้วพูด จนทำเอาคนทั้งกลุ่มที่ได้ยินข้อมูลนี้ จะปรากฏสีหน้าสับสนและความไม่เชื่อในสิ่งที่แฟรงค์กล่าว

ทุกคนในนี้ไม่ได้ตาบอด และเห็นได้ชัดว่าผู้พันของพวกเขานั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ไปไหนหรือทำอะไร แต่ข้อมูลที่ครบถ้วนแบบนี้สามารถออกมาจากปากของเขาได้ คนหลายคนที่ได้ยินจึงลังเลว่าควรจะเชื่อดีหรือไม่ไม่ควรรับฟัง

ยิ่งไปกว่านั้น พันโทของพวกเขาเพิ่งจะทำตัวขี้ขลาดเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ถ้าคิดเกี่ยวกับจากมุมมองของทุกคนในห้องแล้ว มันก็ยากที่พวกเขาจะเชื่อใจตัวผู้บัญชาการ ที่พึ่งจะร้องไห้หาแม่ของตัวเอง

“แกร๊ก!!”

“ประตูนี้ล็อกเหรอ?”

ในเวลานี้ ศัตรูมาถึงหน้าประตูแล้ว และอีกฝ่ายที่พบทันทีว่าประตูห้องปิดอยู่ ฉากที่เห็นทหารพยายามฟาดลูกบิดด้วยท้ายปืน มันจึงทำให้แฟรงค์เต็มไปด้วยความรู้สึกกังวล

เขารู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ควรมีอาวุธอยู่ในมือ แต่ก็เห็นแค่ปืนสั้นรุ่นเก่ากึ่งอัตโนมัติ 5 นัดเท่านั้นที่ติดอยู่ในข้างเข็มขัด

ไม่มีใครสังเกตเห็นแฟรงค์ชักปืนของเขาออกมา ท้ายที่สุด ความสนใจของทุกคนก็เริ่มเบี่ยงเบนไปที่ประตู ที่มาพร้อมกับคำพูดสบถภาษาฟาร์ซีสที่พยายามตะโกนออกมาจากอีกฝั่ง

หลังจากทุบไม่กี่ครั้ง ศัตรูที่อยู่นอกประตูก็หยุดลง พร้อมกับพ่นภาษาที่ไม่อาจเข้าใจได้ จนพลทหารซึ่งซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้องจะกระซิบไปทางทหารหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มว่า

“คุณอลิเซีย”

“อีกฝ่ายเป็นพวกฟาร์ซีสจริงๆ และตอนนี้พวกเขากำลังบอกให้พวกเรายอมจำนนเปิดประตูครับ” ดูเหมือนจะมีพลทหารคนหนึ่งรู้ภาษาของอีกฝ่าย

“…”

“ทำไมจ่าซิกกับทีมของเขาที่ออกไปสำรวจ ถึงไม่แจ้งข่าวกลับมาว่ามีศัตรูอยู่ใกล้ๆ?”

“พวกเขาคงไม่ถูกศัตรูจับได้หมดแล้วหรอกนะ”

“…”

“….”

คำถามนี้ ทำให้ใบหน้าของทุกคนโดยเฉพาะทหารหญิงดูไม่ดีนัก แฟรงค์ที่พึ่งจะรู้ว่าทหารหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มมีชื่อว่าอลิเซีย ก็เริ่มคาดคะเนได้ว่าเธอน่าจะอยู่หน่วยสื่อสารอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นเธอมักจะพกกระเป๋าสะพายและหยิบเครื่องส่งสัญญาณวิทยุขึ้นมาดูอยู่บ่อยๆ ก็เป็นไปได้มากที่ผู้หญิงคนนี้จะเป็นพลสื่อสารที่ต้องอยู่ใกล้กับทหารยศบัญชาการ

แน่นอน ว่าถึงจะไม่ได้คำตอบออกมาจากปากอลิเซีย ว่าทำไมกลุ่มจ่าซิกถึงไม่ติดต่อกลับมา แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทหารใหม่แต่เป็นทหารที่มีประสบการณ์เฉียดตายรอดมาจากแนวหน้า ดังนั้นพวกเขาจึงคาดคะเนได้ ว่าจ่าซิกและคนกลุ่มนั้นคงได้ทอดทิ้งพวกเขาไปแล้ว แถมยังน่าโมโหเข้าไปอีก ที่คนพวกนั้นเอาพวกเขามาใช้เป็นเหยื่อล่อดึงดูดศัตรู แล้วสร้างเส้นทางหลบหนีที่มีโอกาสรอดชีวิตเป็นเส้นทางปลอดภัยให้กับตัวของพวกเขาเอง

“พลทหารถอยออกมาให้พ้นเขตประตู ฉันจะฆ่าเขา!” สิบตรีพูดขึ้นและโบกมือให้พลทหารทั้งสามนายถอยหลัง แต่แฟรงค์ที่เห็นศัตรูในอาคารทั้งหมดก็รู้แล้ว ว่าตอนนี้ฝั่งศัตรูเริ่มที่จะเรียกสหายคนอื่นๆ มาดักรอยิงโต้ตอบอยู่ข้างนอกเหมือนกัน หากสิบตรีโผล่หน้าออกไป ศัตรูทั้งหมดที่หลบซ่อนอยู่ในอาคารใกล้ๆ ก็คงจะรู้ทันทีว่าที่เมืองร้างฝั่งนี้ยังคงมีกลุ่มทหารรอดชีวิตซ่อนตัวอยู่

นี่คือสถานการณ์ที่ยากจะยิงแบบประจันหน้า ทำให้ก่อนที่นายสิบคนนั้นจะได้ยกปืนลั่นไก แฟรงค์ก็ก้าวขาไปข้างหน้าใช้มือกุมคอปืนกลของสิบตรีแล้วกระซิบบางอย่าง เพื่อไม่ให้เขาดึงดูดหรือยั่วยุศัตรูจนนำความฉิบหายมามากกว่าเดิม

“ห้ามยิง”

การเตือนของแฟรงค์ทำให้สิบตรีเงยหน้ามองอย่างสับสน ซึ่งแฟรงค์ก็อธิบายไม่ปล่อยให้นายสิบและคนอื่นๆ สงสัยนานออกมาว่า

“การยิงจะดึงดูดศัตรู ให้พวกคุณใช้ดาบปลายปืนแทนการยิง! ฉันเชื่อว่ารอบๆ อาคารและตึกใกล้เคียงต้องมีพวกฟาร์ซีสคอื่นๆ อยู่อีก ตอนนี้ที่ชั้นสองมีสองคนยืนอยู่ที่ด้านนอก พวกเขาพึ่งจะออกมาจากทางลับใต้ดิน”

“ทหารฟาร์ซีสที่พูดอยู่ซ้าย และอีกคนซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ตั้งอยู่ในท่าถือปืนพร้อมที่จะยิงกราด ให้อลิเชียที่เป็นผู้หญิงเปิดประตูช้าๆ ทำท่ากลัวคล้ายยอมแพ้”

“พยายามหาทางลากศัตรูเข้ามาในห้องแล้วให้ทุกคนที่ซ่อนอยู่ตรงมุมแทงศัตรูจากด้านข้างเมื่อพวกเขาเข้ามา”

แฟรงค์บอกถึงแผนการของเขาอย่างกระฉับกระเฉง ทำเอาเหล่าทหารในห้องค่อนข้างตกใจ เพราะต้องรู้มาก่อน ว่าพวกเขาล้วนแต่อยู่ในทีมสังกัดของพันโทแฟรงค์มาสักระยะและเห็นอะไรหลายๆ เกี่ยวกับเขามามากพอสมควร การที่พบว่าในเวลานี้ ผู้บัญชาการสั่งและวางแผนได้อย่างแยบยล รวมทั้งคาดคะเนว่าน่าจะมีศัตรูคนอื่นอยู่รอบๆ

บอกตรงๆ ว่าสิ่งนี้มันทำให้ทุกคนช็อกมากๆ

แต่ถึงแม้พวกเขาจะยังคงตั้งคำถาม ว่าควรทำตามแผนของพันโทคนนี้ดีหรือเปล่า ศัตรูที่อยู่ด้านนอกก็ไม่มีเวลาให้พวกเขาได้คิดนาน ส่งเสียงร้องออกมาอีกว่าหากชักช้าพวกเขาจะใช้มาตรการโหดยิงกราดเข้าไป

ด้วยเหตุนี้และแผนมันก็ดีเหมาะกับสถานการณ์ที่พวกเขาเจออยู่ หลังจากไม่กี่วินาที นายสิบจึงปืนขึ้นไปบนคานรอตะครุบทหารฟาร์ซีสคนหลัง และพลทหารอีกสามคนก็ไปหลบอยู่ตรงมุมอับประตูรอแทงทหารคนแรกด้วยดาบปลายปืน

อลิเซียที่ยืนมือกุมลูกบิด ก็หันหน้ากลับหลังมองแฟรงค์ที่หลบอยู่หลังโซฟาเล็กน้อย

พูดตามตรง ทางแฟรงค์ที่หลบอยู่หลังโซฟาก็รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มันไม่ใช่เกมที่ตายฟื้นแล้วเกิดใหม่ได้ ทำให้ฝ่ามือของเขาเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาจนแทบจะประคองปืนพกรุ่นเก่าไว้ไม่อยู่

อลิเซียปรับชุดทหารและกระโปรงของเธอเล็กน้อย

ขณะที่เธอยกมือกุมลูกบิด เธอก็ค่อยๆ ออกแรงเปิดบานประตูเชิญศัตรูให้เข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

ในเวลานี้ แฟรงค์ที่อยู่หลังโซฟาไม่สามารถมองเห็นศัตรูจากมุมมองขนานพื้นได้ แต่เขาที่เปลี่ยนมุมมองเป็นที่สูง ก็เริ่มสังเกตเห็นได้ว่าทันทีที่ประตูถูกเปิด ดวงตาของศัตรูที่รออยู่ก็เบิกกว้างออกแนวตะลึงไม่ได้คิดที่จะยิงหรือลั่นไก

ท้ายที่สุด อลิเซียนั้นก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ แม้ว่าเธอจะเปื้อนฝุ่นและเขม่าควันจากสงคราม แต่ความสวยของเธอก็ทำให้ทหารฟาร์ซีสทั้งสองหยุดนิ่งและตกอยู่ในมนต์เสน่ห์ได้ไม่ยากเลย

โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆ ทำให้สิบตรีที่อยู่คานประตูกระโดดลงมาใช้มีดปลายปืนปักลงไปที่กลางศีรษะคนด้านหลัง แม้ว่าทหารฟาร์ซีสที่ได้สติว่าตกหลุมพรางพยายามยกปืนขึ้นมายิงโต้ตอบแล้ว แต่พลทหารทั้งสามที่ดักรออยู่มุมอับก็ไม่มีทางให้อีกฝ่ายทำร้ายทหารหญิงได้ คนแรกรีบเข้ามาคว้าแย่งปืนดันขึ้นฟ้า และอีกสองคนก็รีบกระโจนใช้มีดปลายปืนทิ่มเข้าไปที่หลัง กดทับร่างให้ล้มแล้วใช้มือปิดปากเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายร้องหรือส่งเสียงใดๆ

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแฟรงค์ที่ลุกขึ้นพยายามจะเข้ามาช่วยก็แทบจะไม่ต้องลงมือเลย

นับว่าเป็นการเห็นฉากฆ่ากันตายเป็นครั้งแรกด้วยตา แต่มันกลับไม่ได้ทำให้แฟรงค์รู้สึกพะอืดพะอม

“ทุกอย่างคือการเอาชีวิตแลกมาสินะ”

เเฟรงค์ขมวดคิ้ว เมื่อเห็นพลทหารทั้งสามทับร่างศัตรูและพยายามแทงอีกฝ่ายไม่หยุด หากไม่นับคนหลังที่ตายคาที่เพราะถูกมีดของสิบตรีทำลายสมองโดยตรง เขาก็แทบจะไม่เชื่อจริงๆ ว่าไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ พวกเขาพึ่งจะอยู่ใกล้ปากเหวที่ความตายแขวนอยู่ต้นคอ

“…”

“…”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...