โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

โลกร้อน เป็นหนี่งในสาเหตุ ให้สตาร์บัคไทยขึ้นราคา ทั้งกาแฟ น้ำตาล จะแพงขึ้นไปอีก

Environman

เผยแพร่ 08 ม.ค. 2567 เวลา 00.00 น.

โลกร้อน หนึ่งในสาเหตุที่สตาร์บัค (Starbucks) ประเทศไทยขึ้นราคา ท่ามกลางสภาพอากาศที่ผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้กาแฟและน้ำตาลมีผลผลิตน้อยจนราคาวัตถุสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าต้นทุนจะสูงขึ้นไปอีกจนกว่าเอลนีโญจะลดลง

สตาร์บัค ร้านกาแฟที่ใคร ๆ ก็รู้จักได้ประกาศขึ้นราคาทุกเมนูเพิ่ม 5 บาทด้วยสาเหตุต้นทุนที่แพงขึ้น หลายคนอาจมองเป็นเรื่องตลกขำขัน แต่ลึกลงไปแล้ว เรื่องนี้เป็นผลกระทบต่อเนื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และไม่ใช่กาแฟเท่าที่จะแพงขึ้น แต่อาหารและขนมหวานก็จะแพงขึ้นด้วยเช่นกัน

“สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลกระทบต่ออาหาร ปีที่แล้วเป็นอะโวคาโด ตอนนี้เปลี่ยนเป็นน้ำตาล” Gernot Wagner นักเศรษฐศาสตร์ภูมิอากาศ จากคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเตือนว่า แม้บริษัทขนาดใหญ่จะมีแรงจูงใจหลายประการในการเพิ่มราคา แต่ภัยคุกคามเบื้องหลังนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างปฏิเสธไม่ได้

ปัญหาเหล่านี้เกิดจากปริมาณผลผลิตที่ได้ไม่ตรงเป้า สำหรับสตาร์บัคที่มีสาขากว่า 36,000 แห่งทั่วโลกได้ซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรกว่า 400,000 รายใน 30 ประเทศ แต่ความแห้งแล้ง หรือฝนตกหนักไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ได้ทำลายต้นกาแฟ โกโก้ ไปจนถึงองุ่นลงอย่างมาก

ตามรายงานของ Inter-American Development Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการในแถบละตินอเมริกาและแคริเบียนได้ระบุไว้ว่า กาแฟจะเติบโตได้อย่างเหมาะสมนั้นต้องการอุณหภูมิ แสงสว่าง และความชื้นที่เฉพาะเจาะจน แต่พวกเขาเตือนว่า ภายในปี 2050 ‘อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะลดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟถึง 50%’

เช่นเดียวกับในรายงานประจำปีล่าสุดของสตาร์บัค (ปี 2023) ชี้ว่า ‘ต้นทุนของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่มีคุณภาพสูงนั้น สูงขึ้น และความพร้อมของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่มีคุณภาพสูงก็ลดลง’ สาเหตุนั้นมาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ปริมาณน้ำที่ลดลง และโรคพืชที่ร้ายแรง

ทั้งหมดล้วนส่งผลให้เมล็ดกาแฟมีราคาแพงกว่าที่สตาร์บัคเคยซื้อ รายงานยังเตือนอีกว่า ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะทำให้ปัจจัยเหล่านี้เลวร้ายขึ้น’ แม้ในตอนนี้สตาร์บัคกำลังพยายามพัฒนาสายพันธุ์กาแฟของตัวเองที่สามารถทนต่อสภาพอากาศได้มากขึ้น และเริ่มแจกเมล็ดไปแล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผล ดังนั้นเราน่าจะได้เห็นการขึ้นราคาต่อไปเรื่อย ๆ

ไม่เพียงแค่กาแฟเท่านั้นที่น่ากังวล แต่ยังรวมถึงน้ำตาลที่นำไปใช้ทำขนม นม เนย ให้มีรสชาติหวานก็ราคาพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน The Guardian รายงานว่า ราคาของผลผลิตทางการเกษตรชนิดนี้พุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 หลังประเทศไทย และอินเดียเจอกับปัญหาภัยแล้งสุดขีด ทำให้ได้ผลผลิตต่ำกว่าที่คาด

ซึ่งไทยและอินเดียต่างเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดรองจากบราซิล ดังนั้นหากราคาน้ำตาลขึ้น ก็คาดการณ์ได้เลยว่า ช็อคโกแลต คุกกี้ ขนมหวาน และอื่น ๆ จะเพิ่มขึ้นไปตาม

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราคาน้ำตาลจะสูงขึ้นมาก และจะยังคงสูงต่อไปจนกว่าเราจะเห็นปรากฏการณ์เอลนีโญลดลง” Joseph Glauber นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ กล่าว พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้จะเป็นปัญหากับทุกคน ไม่ว่าจะครอบครัวนั้นจะรวยหรือจน ทุกคนจะรู้สึกได้ว่าต้องจ่ายค่าอาหารแพงขึ้น

การศึกษาขนาดใหญ่ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลกจะทำให้หลายประเทศมีผลผลิตทางการเกษตรน้อยลง ตัวอย่างเช่นปริมาณข้าวโพดทั่วโลกอาจลดลง 24% ภายในปี 2030

“แม้โดยพื้นฐานแล้วพืชอาหารของเราจะได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในช่วง 10,000 ปีผ่านมาซึ่งเป็นสภาพอากาศที่ค่อนข้างคงที่ แต่มันกำลังจะจากเราไป” Wagner บอก “เราจะกำลังจะออกจากช่วงอุณหภูมิของ Goldilocks (ในบริบทนี้หมายความว่า ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป) และนั่นจะสร้างแรงกดดันต่อความพร้อมและราคาของอาหาร”

ที่มา

https://edition.cnn.com/…/starbucks-coffee…/index.html

https://www.nytimes.com/…/business/starbucks-prices.html

https://www.theguardian.com/…/starbucks-arabica-coffee…

https://www.theguardian.com/…/climate-crisis-drought…

Photo : formatoriginal/Envato

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...