เจาะลึกคุณโอห์ม ดิศรา แห่ง Yell Advertising กับเบื้องหลัง 3 บทบาทบนเวทีระดับโลก LIA ที่มีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้
เชื่อว่านี่น่าจะเป็นเส้นทางในฝันของชาวเอเจนซีหลายคน ที่อยากพางานที่ปลุกปั้นด้วยหงาดเหงื่อไปเฉิดฉายบนเวที Award Show ระดับโลก แต่ไม่ใช่สำหรับ “พี่โอห์ม ดิศรา อุดมเดช” CEO และ Founder หรือจะเรียกว่าหัวหน้าหมู่บ้านแห่ง Yell Advertising ก็คงไม่ผิดนัก
แทนที่จะอยู่บนเวทีท่ามกลางสปอตไลต์ ความสุขของพี่โอห์มกลับอยู่หลังเวที ในห้องกรรมการเล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยมวลของความคิดสร้างสรรค์ คอยดันผลงานที่เข้าตา ให้คนทั่วโลกได้รู้จัก นี่คือบทบาทที่พี่โอห์มภาคภูมิใจ และเดินหน้าทำมาอย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายปี
แต่ปีนี้พิเศษมากขึ้นกว่าเดิม เพราะพี่โอห์มขยับจากกรรมการ สู่อีก 2 บทบาทที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องตัดสินอีกต่อไป ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกของเมืองไทย ที่มีคนได้รับเลือกให้ดูแล 3 บทบาทบนเวทีระดับโลกอย่าง LIA หรือ London International Awards
นี่คือประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่มีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ADclusive ก็ไม่พลาดที่จะชวนพี่โอห์มมาพูดคุยถึงเบื้องหลัง ที่มาที่ไปนี้แบบเจาะลึก ถ้าพร้อมแล้ว ก็ตามไปท่องโลกโฆษณากันเลย~
การพลิกบทบาทครั้งสำคัญ เมื่อคนเอเจนซี ต้องมาอยู่ในห้องตัดสิน
เมื่อพูดถึงชื่อ “โอห์ม ดิศรา อุดมเดช” หลายคนคงรู้จักในมุมของ CEO และ Founder ของ Yell Advertising เอเจนซีแรกของไทยในรูปแบบ Network พร้อมสาขาอีกมากมายที่ต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์, จากาต้า, กัวลาลัมเปอร์ และล่าสุดกับปักกิ่ง
แต่ที่จริงแล้วพี่โอห์มยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่เค้าก็ภูมิใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือการเป็นกรรมการตัดสินผลงานโฆษณา และ Speaker ให้ความรู้
โดยพี่โอห์มเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ เริ่มแบบทุลักทุเลในช่วงโควิด ที่แม้รอบข้างจะล็อกดาวน์ แต่กลับมีโอกาสที่พุ่งชนเข้ามา นั่นก็คือการถูกเชิญให้เป็นกรรมการในเวที The Immortal Awards ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในบทบาทกรรมการของพี่โอห์ม
แม้จะเป็นงานที่จัดที่ประเทศอังกฤษ แต่เพราะสถานการณ์ไม่เป็นใจ ทำให้ต้องตัดสินผลงานผ่านหน้าจอแทน ซึ่งพี่โอห์มก็มองว่าเป็นการฝึกมือก่อนลงสนามจริง และหลังจากโควิดคลี่คลาย โอกาสจากหลาย ๆ ที่ก็พุ่งเข้ามาแบบไม่ขาดสาย ทั้ง One Show, Mad Star, Adman และอื่น ๆ อีกมากมายที่ถ้าจะให้ไล่ ก็คงไล่ไม่หมด
แต่ความน่าสนใจของเส้นทางนี้ คือการไปตัดสินแบบ On Site ครั้งแรกของพี่โอห์มก็คือ LIA หรือ London International Awards ที่เรากำลังจะพูดถึงนั่นเอง !
ในฐานะที่เป็นคนเอเจนซี แต่ต้องมาตัดสินผลงานโฆษณา พี่โอห์มก็ได้แชร์มุมมองของการเปลี่ยนบทบาทในครั้งนี้ให้ฟังว่า
พี่โอห์ม : พี่มองว่ามันหมวกคนละใบ หมวกของการทำงาน เราแก้ปัญหาให้ลูกค้า แต่ถ้าในการตัดสิน เราจะมองในมุมว่างานนี้มันสร้างอะไรให้กับวงการบ้าง
“Award Show
มันเหมือน Fashion Show อย่างหนึ่ง”
LIA เวทีประกวดที่ Celebrate ให้กับความคิดสร้างสรรค์
บนโลกที่มีประเทศกว่า 193 ประเทศ และเมืองอีกไม่รู้กี่หมื่น กี่แสนเมือง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเวทีการตัดสินผลงานโฆษณา หรือ Award Show อยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน แต่หนึ่งในเวทีใหญ่ระดับโลกที่หลายคนให้ความสนใจ ก็คือ LIA หรือ London International Awards เวทีระดับตำนานที่จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1986
แต่ความน่าสนใจของเวทีนี้ ไม่ใช่ความเก่าแก่ แต่เป็นมุมมองในการตัดสินที่พี่โอห์มได้ไปสัมผัสมาจริง ๆ โดยพี่โอห์มแชร์ให้ฟังว่า LIA มีสโลแกนที่ยึดถืออย่าง Created for Creatives จึงทำให้ “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นคีย์เวิร์ดที่งานให้ความสำคัญ
นอกจากนั้นในมุมของ Juries หรือกรรมการเองนั้น ก็มีวิธีการตัดสินที่ “ละเอียด” เป็นพิเศษ โดยเป็นเวทีที่ไม่มีรอบ Pre-Judge หรือการตัดสินก่อน ทำให้ผลงานทุกชิ้นที่ถูกส่งเข้ามาจะผ่านตาของกรรมการทั้งหมด ไม่ว่า Category นั้นจะมีกี่ร้อยกี่พันผลงานก็ตาม
ความลับในห้องตัดสิน ของ Juries ตัวแทนประเทศไทย
การเป็นกรรมการไม่ได้ง่ายเหมือนการเลือกร้านอาหารตอนมื้อเที่ยง หรือหาหนังดูใน Netflix ยิ่งเป็นกรรมการในเวทีระดับโลก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณ เพราะผลงานที่ผ่านเข้ามานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิของแต่ละภูมิภาคทั้งสิ้น
โดยกรรมการทุกคนจะถูกเชิญไปที่ LA พร้อม ๆ กัน จากนั้นก็ทำการตัดสินอยู่ในภายห้องถึง 2 รอบ ก็คือ In and Out คัดผลงานออก และจัด Rank ให้กับผลงาน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้สมาธิและพลังสมองเป็นอย่างมาก
พี่โอห์ม : การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่เราดูงาน ยกมือโหวตแล้วจบ แต่สำคัญที่สุดคือเรื่องของความคิดเห็นที่เรา Input เข้าไป พี่เชื่อว่าการให้ความคิดเห็นของเราต่อคนอื่น ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าเราไปแล้วไม่มีบทบาทอะไรเลย ก็ไม่เกิดประโยชน์
แน่นอนว่าเกณฑ์ในการตัดสินผลงาน ก็แตกต่างกันไปตามแต่ละ Category โดยในปีนี้ พี่โอห์มได้ขยับไปตัดสินในหมวด Creativity In The Metaverse and Evolution ซึ่งเป็นผลมาจากภาพลักษณ์ของ Yell Advertising ในต่างประเทศที่โดดเด่นในเรื่องของ Creative Effectiveness ประกอบกับการเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่าง AI-Deate ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ของวงการเอเจนซี
อีกหนึ่งความท้าทายของการตัดสิน คือการทำงานร่วมกับกรรมการต่างสัญชาติ มาจากคนละประเทศ และเติบโตมากันคนละแบบ ดังนั้นแล้วการถกเถียงจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในห้องตัดสิน แต่มันไม่ใช่การเถียงเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการแชร์มุมมองของแต่ละประเทศ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบริบทของภูมิภาคนั้น ๆ ให้มากขึ้น
“หน้าที่ของกรรมการแต่ละภูมิภาค
คือการอธิบายอินไซต์ที่มันลงลึกให้คนอื่นเข้าใจ”
ผลงานที่พี่โอห์มขอป้ายยาให้ชาว AD ADDICT
ได้พูดคุยกับกรรมการตัวจริงเสียงจริงแบบนี้ เราก็พลาดไม่ได้ กับการให้พี่โอห์มเลือกผลงานที่ประทับใจมาแชร์ให้เรารู้จัก โดยมีทั้งหมด 2 แคมเปญที่ชนะใน Category Creativity In The Metaverse and Evolution ดังต่อไปนี้
1. The First Digital Nation : Grand LIA (Creativity In The Metaverse)
- Brand : The Government of Tuvalu
- Agency : The Monkeys
“นำเทคโนโลยีมาใช้งานได้อย่างสร้างสรรค์
จนเกิดแรงกระเพื่อมไปยังระดับนโยบายของรัฐ”
2. DiversiTree : Gold (Evolution, Brand Action)
- Brand : Claritin
- Agency : Energy BBDO
“การแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค
โดยใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวเล่าเรื่อง”
LIAisons Coaches เมื่อการโค้ช ไม่ใช่แค่การโค้ช
ไม่ใช่เพียงแค่เป็นกรรมการในห้องตัดสินเท่านั้น แต่ในปีนี้ พี่โอห์มยังได้ขยับไปทำหน้าที่ “โค้ช” ในโปรแกรม Creative LIAisons อีกด้วย
ต้องขอเล่าก่อนว่า LIA นอกจากเป็น Award Show แล้ว ยังเป็นเวทีที่พร้อมสนับสนุนให้ครีเอทีฟรุ่นใหม่ได้เติบโตในวงการ จึงมีการจัดโปรแกรม Creative LIAisons ที่ให้เหล่า Young Creative ที่มีไฟ ได้ไปพูดคุยรับคำแนะนำจาก Mentor ทั่วโลกแบบตัวต่อตัว !
พี่โอห์มเอง ก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน Mentor ของปีนี้ ซึ่งหน้าที่ก็คือการให้คำแนะนำกับเหล่า Young Creative ที่เลือกมาปรึกษากับพี่โอห์ม
พี่โอห์ม : ส่วนมากคนที่จะมาชวนคุยกับพี่ คือคนที่อยากจะเป็นเจ้าของเอเจนซี หรือคนที่เป็น Strategic Planner ที่อยากเข้าใจมุมมองครีเอทีฟมากขึ้น เพราะ Yell Stand For Effectively Creative
หลังจากที่เลือก Mentor ที่ตัวเองอยากคุยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนของการนัดเวลา Zoom คุยกัน โดย Young Creative จะเตรียมคำถามที่ตัวเองอยากรู้มาถามแบบเจาะลึก ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวกับ คำแนะนำในการทำงาน ไปจนถึงเรื่องการเติบโตในวิชาชีพ
โดยแม้จะเป็นบทบาทที่เรียกว่าโค้ช แต่พี่โอห์มไม่ได้มองว่ามันคือการโค้ชแต่แรก ซึ่งพี่โอห์มแต่เล่าถึงเทคนิคที่ใช้ในการให้คำแนะนำว่า
พี่โอห์ม : พี่เชื่อว่าทุกคนมีส่วนที่พิเศษอยู่แล้วในมุมของการทำงาน สำคัญที่สุดของโค้ช คือไม่ใช่ตั้งใจไปโค้ชแต่แรก แต่ต้องฟังเค้าก่อนว่าอุปสรรค และปัญหาที่เค้ากำลังเจออะไร อย่าไป Judge เค้าว่าทำไมไม่ทำแบบนี้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเค้า แต่เราสามารถแนะนำได้ว่า จากมุมมองหรือประสบการณ์ของเรา เราคิดว่าแบบนี้เป็นยังไงบ้าง
“สำคัญที่สุดของโค้ช
คือไม่ใช่ตั้งใจไปโค้ชแต่แรก”
ยืนพูดบนเวทีระดับโลก ในบทบาท Onsite Speakers
ความลับที่หลายคนยังไม่รู้ คือพี่โอห์มคุ้นชินกับการเป็น Speaker มากกว่าเป็นกรรมการตัดสินเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือเคยพูดต่อหน้าคนครึ่งแสนมาแล้ว แถมยังเป็นเวทีแรกในชีวิตอีกด้วย
“Speech แรกของพี่ คนดูไป 6 หมื่น !”
โดยเวทีแรกในบทบาท Speaker เกิดขึ้นในช่วงโควิด เช่นเดียวกันกับการเป็นกรรมการ แต่นี่คืองาน Shanghai International Advertising Festival ซึ่งเป็นการบรรยายในรูปแบบ Virtual ซึ่งมีคนดูสด ๆ ถึง 6 หมื่นคนเลยทีเดียว และหลังจากได้ภูมิคุ้มกันสูงลิ่วกับเวทีแรก พี่โอห์มก็เดินสายพูดให้ความรู้มาโดยตลอด
เช่นเดียวกับในเวที LIA ที่เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากโปรแกรม Creative LIAisons หลังจากที่ให้เหล่า Young Creative ที่ได้รับการคัดเลือก บินมาร่วมกิจกรรมในเวที LIA หนึ่งในความพิเศษ คือพวกเขาจะได้ฟังเรื่องราวดี ๆ ที่ถ่ายทอดโดย Mentor ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น Onsite Speakers
โดยพี่โอห์มได้รับเลือกให้ขึ้นไปเล่าเรื่อง AI-Deate Lab เครื่องมือ Generative AI จาก Yell Advertising ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา Workload ของชาวเอเจนซี ซึ่งทันทีที่เล่าจบ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ฟัง
พี่โอห์ม : พอเราเรื่องของเราจบ ในตอนปาร์ตี้ ก็มีครีเอทีฟจากหลาย ๆ เอเจนซีเค้าเดินมาขอบคุณ เค้าบอกว่า “ชอบมากเลยนะ เรื่อง AI Deate ที่ยูพูด” เพราะพ่อเค้าก็ทำงานโฆษณาและไม่ได้กลับบ้าน คนในวงการของเราเอง ก็ควรที่จะมีชีวิตหลังเลิกงานที่ดีเหมือนกัน
“ประเด็นสำคัญของการเป็น Speaker
ไม่ได้อยู่ที่ว่าภาษาเราดีแค่ไหน
แต่มันอยู่ที่ว่าเรื่องที่เราพูด
ให้ประโยชน์กับคนฟังมากแค่ไหน”
ท้าทาย Podcast Speaker บทบาทที่ “ยาก” ที่สุดในงานนี้
ปิดท้ายด้วยบทบาทที่ 3 อย่าง Podcast Speaker ที่พี่โอห์มถึงกับเอ่ยปากออกมาตั้งแต่แรกว่า ยากและหินที่สุด เท่าที่เคยได้รับมา แต่ก่อนจะไปหาคำตอบว่าทำไมมันถึงยาก เรามารู้จักหน้าที่ของบทบาทนี้กันก่อนดีกว่า
LIA นอกจากโปรแกรมดี ๆ ที่ซัปพอร์ตครีเอทีฟรุ่นเยาว์อย่าง Creative LIAisons แล้ว ยังมีช่อง Podcast ที่ให้ความรู้แก่คนในวงการโฆษณาและการตลาด ภายใต้ชื่อ Created for Creatives อีกด้วย
โดยในปีนี้พี่โอห์มได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งใน Podcast Speaker ร่วมกับคุณ Wesley Ter Haar Founder ของ Media Monks ในหัวข้อ The Metaverse and Evolution
ซึ่งสาเหตุที่มันยากเป็นพิเศษเป็นเพราะ Podcast ต้องการถ่ายทอดความรู้ ด้วยการใช้เสียง “ เสียง” เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีรูปภาพ หรือสไลด์ประกอบ แถมยังต้องพูดในภาษาอังกฤษ ที่ไม่ใช่ภาษาหลักอีกด้วย นอกจากนั้นคำถามในการพูดคุยก็เข้มข้น เจาะลึกเหมือนกับคำถามรอบชิงในการประกวดนางงามเลยทีเดียว ซึ่งตัวอย่างคำถามก็เช่น
“มีความคิดเห็นอย่างไร ในเรื่องของการที่ฮอลลีวูด
เอา AI มาใช้งาน และมีผลกระทบกับสหภาพนักแสดง”
แต่แม้จะเจอกับคำถามยากและโหดแค่ไหน พี่โอห์มก็ผ่านมาได้อย่างยอดเยี่ยมสุด ๆ ไปเลย
ประสบการณ์อันมีค่า ที่ต่อให้มีเงินร้อยล้าน ก็ซื้อไม่ได้
แม้จะไม่ใช่เวลาที่นานเป็นเดือน แต่ไม่กี่วันในเวที LIA กับ 3 บทบาทอันสำคัญ ก็ทำให้พี่โอห์มได้รับประสบการณ์อันมีค่ากลับมาแบบเต็มกระบุง แถมยังเป็นสิ่งที่มีเงินมากแค่ไหน ก็หาซื้อไม่ได้อีกด้วย
พี่โอห์ม : จุดสำคัญของคนที่ได้โอกาสไปตัดสินงานโฆษณาในต่างประเทศ หนึ่งก็คือการแลกเปลี่ยนความรู้กันในห้อง สองก็คือการที่เราได้ใช้ชีวิตหลังการตัดสิน แชร์ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโฆษณากับเพื่อน ๆ ใน หลายประเทศ หลายทวีป หลายเอเจนซี ทำให้เราได้มุมมองที่น่าสนใจ และกว้างขึ้นในการทำงาน
การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้องเล็ก ๆ เหล่านั้น ช่วยให้พี่โอห์มได้มุมมองถึงอุตสาหกรรมโฆษณาจากหลากหลายประเทศ เห็นถึงเทรนด์ที่กำลังมาแรงในอนาคต พร้อมทั้งนำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้ในการบริหารเอเจนซีในอนาคตอีกด้วย
"การตัดสินงานโฆษณา
มันทำให้ความคิดของเราเปิดกว้างขึ้น”
ส่วนใครที่อยากส่งผลงานมาท้าชิงในเวที LIA พี่โอห์มก็มีทริกดี ๆ มาฝากด้วย โดยอย่างแรกคือต้องหมั่นดูงานคนอื่นอยู่เสมอ จากนั้นเลือก Category ที่เหมาะสมกับตัวเอง พยายามเล่าเรื่อง และนำเสนอตัวตนให้โดดเด่น ที่สำคัญคือต้องเล่าให้เป็นสากลโดยคนทั่วโลกมาดูแล้วต้องเก็ต ไม่ใช่แค่ตลกกันเองในกลุ่ม
“การส่งงานเข้า Award Show
มันเหมือนการเก็งข้อสอบเข้ามหาลัยฯ”
ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเวลาไม่ถึงชั่วโมงที่เราได้พูดคุยกับพี่โอห์ม จะเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นจนหยุดไม่ได้แม้แต่นาที เพราะมันได้มัดรวมเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาของพี่โอห์มไว้ในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ จนเหมือนเราได้นั่งไทม์แมนชีน ย้อนเวลาไปดูหลังห้องตัดสินในเวที LIA ยังไงยังงั้น !
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Yell Advertising ถึงได้เติบโต ขยายสาขาไปต่างประเทศมากมายขนาดนี้ เชื่อว่าในอนาคตพี่โอห์มต้องเปลี่ยนบทบาทจากคนให้รางวัล เป็น “คนรับรางวัล” แทนแล้วอย่างแน่นอน ! ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันนะ~