โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กระบวนการเขียนสคริปต์ของ ‘SE7EN’ และการไฟต์กับสตูดิโอเพื่อตอนจบสุดคลาสสิก | PHRASE TO PHRASE

CONT.

อัพเดต 01 พ.ย. 2566 เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2566 เวลา 10.09 น. • CONT.

*บทความนี้ (จำต้อง) เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Se7en

1

น้อยคนที่จะลืมตอนจบอันชวนช็อกของ Se7en (1995) ได้ลง เมื่อนักสืบมิลส์ (รับบทโดย แบรด พิตต์) กับนักสืบซอมเมอร์เซต (รับบทโดย มอร์แกน ฟรีแมน) สองตัวละครนำของเรื่อง ค้นพบว่ากล่องพัสดุที่ถูกนำมาส่งในช่วงท้ายนั้นบรรจุอะไรเอาไว้

เล่าเนื้อเรื่องเพื่อทบทวนความทรงจำกันสักเล็กน้อย Se7en เล่าเหตุการณ์ในช่วง 7 วันที่มิลส์และซอมเมอร์เซตต้องตามสืบคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่มีเป้าหมายคือการฆ่าคน 7 คน ซึ่งมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับบาปต้น 7 ประการในศาสนาคริสต์ อันประกอบด้วย Lust (ราคะ), Wrath (โมหะ), Envy (ริษยา), Pride (ยโส), Gluttony (ตะกละ), Greed (โลภะ) และ Sloth (เกียจคร้าน)

สองนักสืบวิ่งไล่ตามเบาะแสไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนไม่มีทีท่าจะจับฆาตกรได้เลย มิหนำซ้ำ เมื่อการฆาตกรรมต่อเนื่องดำเนินไปถึงศพที่ 5 กลับเป็นตัวฆาตกรอย่างจอห์น โด (รับบทโดย เควิน สเปซีย์) ที่เข้ามามอบตัวกับทางตำรวจเสียเอง แลกกับข้อเสนอที่ว่าตัวเขาจะยอมรับสารภาพ หากมิลส์และซอมเมอร์เซตยอมให้เขาเป็นคนพาไปยังสถานที่ซ่อนของสองศพสุดท้าย

มิลส์และซอมเมอร์เซตยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ทว่าเมื่อทั้งคู่พาตัวจอห์น โด ไปยังสถานที่ตามคำบอกเล่า กลับกลายเป็นว่าที่แห่งนั้นมีเพียงรถตู้ที่ถูกว่าจ้างให้นำส่งพัสดุกล่องหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม (7.00 P.M.) เท่านั้น และเมื่อซอมเมอร์เซตเปิดกล่องออกมาก็พบว่าภายในบรรจุศีรษะของภรรยามิลส์ (รับบทโดย กวินเนธ พัลโทรว์) ที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม (เป็นศพที่ 6)

เรื่องราวของ Se7en ปิดฉากด้วยการเฉลยว่าสองบาปสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือตัวฆาตกรอย่างจอห์น โด ที่เอ่ยปากว่าเขานั้นอิจฉา (Envy) มิลส์มากแค่ไหน ส่วนบาปอีกข้อก็คือตัวมิลส์เองที่กำลังเดือดดาลคลุ้มคลั่ง (Wrath) จนตัดสินใจยิงจอห์น โด ทิ้งในที่สุด (และทำให้ผู้ร้ายรายนี้กลายเป็นศพที่ 7) คดีฆาตกรรมต่อเนื่องรูดม่านปิดฉากลงด้วยความตายของผู้ร้าย ขณะเดียวกันก็เป็นชัยชนะของเขาด้วย

2

หัวที่อยู่ในกล่อง ชัยชนะของผู้ร้าย อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนจบสุดมืดหม่นของ Se7en คือปัจจัยสำคัญที่ส่งให้หนังกลายเป็นที่จดจำจนเข้าขั้นเป็นหนังคลาสสิกตลอดกาล ยกระดับหนังที่ทำท่าว่าจะเป็นหนังฆาตกรต่อเนื่องธรรมดาๆ อีกเรื่อง ให้กลายเป็นงานขึ้นหิ้ง จนทำให้แม้เวลาจะผ่านไปมากกว่าสองทศวรรษ แต่ก็ยังมีคนหวนกลับมาพูดถึงหนังอยู่เรื่อยๆ

ยิ่งหากย้อนกลับไปดูสิ่งละอันพันละน้อยที่หนังจงใจหยอดไว้ตามรายทางก่อนจะมาถึงตอนจบ ทั้งการให้จอห์น โด พูดไดอะล็อกซ้ำๆ ว่าตัวเขานั้นชื่นชมนักสืบมิลส์มากแค่ไหน หรือการให้จอห์น โด เข้ามอบตัวในสภาพที่ทั้งตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือด ซึ่งหากพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์อีกรอบ คนดูก็จะพบว่านั่นคือเลือดจากศพภรรยาของมิลส์นั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างของ Se7en ถูกร้อยเรียงไว้อย่างดีเพื่อนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของหนัง

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ แอนดรูว์ เควิน วอล์กเกอร์ (Andrew Kevin Walker) คนเขียนสคริปต์ของหนังเรื่องนี้มีไอเดียเกี่ยวกับตอนจบไว้ตั้งแต่ตอนที่ร่างเค้าโครงเรื่อง (Outline) แล้ว ทั้งเรื่องหัวที่อยู่ในกล่อง และการที่หนึ่งในตัวเอกได้กลายเป็นหนึ่งในบาปต้น 7 ประการเสียเอง

วอล์กเกอร์เขียนสคริปต์ดราฟต์แรกไปโดยที่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวจะมุ่งไปสู่อะไร นั่นทำให้แม้ตัวละครภรรยาของมิลส์จะดูเหมือนไม่มีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราวนัก แต่วอล์กเกอร์ก็เลือกจะดันตัวละครนี้ขึ้นมาให้มีความโดดเด่น จนเธอแทบจะเป็นแสงสว่างเพียงอย่างเดียวของหนัง เพราะยิ่งเธอมีความหมายกับคนดูมากเท่าไร การตัดสินใจในช่วงท้ายเรื่องก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนั้น การรู้บทสรุปของเรื่อง ยังทำให้วอล์กเกอร์สามารถหยอดคำใบ้และความหมายแฝงในซีนต่างๆ ลงไปได้อย่างแนบเนียน ทั้งไดอะล็อกของซอมเมอร์เซตที่ว่า “เรื่องนี้ไม่มีทางจบสวยแน่ๆ” หรือหมายเลขห้องพักเลขที่ 5A ของมิลส์ ที่บ่งบอกว่าเขากำลังจะกลายไปเป็นบาปหมายเลข 5 หรือโมหะ จากลำดับบนกระดานที่เขียนไว้ในสถานีตำรวจ

“กุญแจสำคัญคือคุณต้องรู้ว่าจะมุ่งไปสู่จุดไหน ถ้าไม่รู้ แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าแก่นของเรื่องคืออะไร” วอล์กเกอร์พูดถึงกระบวนการเขียนสคริปต์ของเขา

จุดเริ่มต้นของ Se7en มาจากช่วงเวลาที่วอล์กเกอร์ยังใช้ชีวิตอยู่นิวยอร์ก และทำงานในร้านขายแผ่นเสียงอย่างทาวเวอร์ เรคคอร์ดส์ บรรยากาศของนิวยอร์กในช่วงขวบปีนั้น (ปลายยุค 80s) ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ดีเท่าไร มันมีทั้งการแพร่ระบาดหนักของโคเคน และอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นแทบทุกหัวมุมถนน

ด้วยความอึดอัดกับงานประจำที่ทำ รวมถึงสภาพแวดล้อมอันเสื่อมโทรมของเมือง ทำให้วอล์กเกอร์ตั้งใจว่าเขาจะลองเขียนสคริปต์หนังขึ้นมาสักเรื่อง เพื่อพาตัวเองออกไปจากชีวิตที่เป็นอยู่ให้ได้

สภาพแวดล้อมอันเสื่อมโทรมและอาชญากรรมที่พบเห็นได้ทุกหนแห่ง ทำให้วอล์กเกอร์ได้ไอเดียเรื่องบาปต้น 7 ประการขึ้นมา เขาตั้งคำถามเล่นๆ ว่า จะเป็นอย่างไรถ้าหากมีใครสักคนพบเห็นการกระทำบาปเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และมีความคิดเลยเถิดไปว่าอยากลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ด้วยวิธีการที่สุดโต่งมากๆ

วิธีการทำงานของวอล์กเกอร์เป็นวิธีการที่มือเขียนบททั่วไปมักทำกัน คือร่างเค้าโครงเรื่องลงบนกระดาษก่อน โดยตีเส้นแบ่งหน้ากระดาษออกเป็นแนวตั้งสามแถว แบ่งพล็อตออกเป็นสามส่วนตามหลักโครงสร้างแบบสามองก์ (Three Act Structure) แล้วเขียนระบุลงไปคร่าวๆ ว่าแต่ละองก์ประกอบไปด้วยซีนอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด

แต่วอล์กเกอร์อาจจะต่างจากคนอื่นตรงที่ว่า เขามักจะคิดตอนจบให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยลงมือเขียนเอาต์ไลน์ เพราะตอนจบนั่นเองที่จะเป็นตัวบ่งบอกว่าซีนแบบไหนที่จำเป็นกับเรื่องราว และซีนแบบไหนที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

“คุณต้องรู้ตอนจบของตัวเองก่อนถึงจะรู้ว่าคุณกำลังเขียนอะไรอยู่ แม้ว่าเขียนไปแล้วตอนจบของคุณอาจจะเปลี่ยนก็เถอะ แต่ผมว่าคุณจะรู้ได้เองว่าทิศทางไหนที่เหมาะสมกับเรื่องราว และทิศทางนั้นแหละจะเป็นตอนจบของคุณ”

3

แม้ตอนจบสุดมืดหม่นจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Se7en แต่กว่าที่ตอนจบแบบดังกล่าวจะได้ไปอยู่ในหนังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเพราะความมืดหม่นของมันนั่นเองที่ทำให้สตูดิโอเป็นกังวล จนวอล์กเกอร์ถูกขอให้เปลี่ยนตอนจบเสียใหม่เพื่อลดโทนความมืดหม่นลงมา

ด้วยความที่ตอนนั้นวอล์กเกอร์ยังเป็นหน้าใหม่ในวงการ เขาจึงยินยอมทำตามคำขอของสตูดิโอ กลับไปเขียนสคริปต์ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อปรับแก้ตอนจบ (เพราะรายละเอียดมากมายที่วอล์กเกอร์จงใจทิ้งไว้ทำให้ถ้ารื้อตอนจบก็ต้องรื้อทั้งสคริปต์) โดยมีทั้งไอเดียที่เขาคิดเองและไอเดียจากบรรดาผู้บริหารสตูดิโอ เช่น เปลี่ยนให้จอห์น โด จับภรรยาของมิลส์ไปขังไว้อีกที่ แล้วทั้งมิลส์และซอมเมอร์เซตไปช่วยไว้ได้ทันเวลา หรือเปลี่ยนจากหัวคนที่อยู่ในกล่องให้เป็นหัวสุนัข

ดูเหมือนว่ายิ่งเขียนก็ยิ่งออกทะเล ยิ่งแก้ก็ยิ่งพาหนังออกห่างจากความตั้งใจเดิมของเขาไปเรื่อยๆ วอล์กเกอร์อดทนเขียนสคริปต์ไปถึง 13 ดราฟต์ และเริ่มทำใจรับสภาพว่านี่คงไม่ใช่ผลงานที่เขาภาคภูมิใจเท่าไร

แต่ความบังเอิญก็คือ เมื่อสตูดิโอติดต่อให้ เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) มารับหน้าที่กำกับหนัง พวกเขาไม่ได้ส่งสคริปต์ดราฟต์ที่แก้ไขล่าสุดไปให้ ดันพลาดส่งสคริปต์ดราฟต์แรกไปแทน

และกลายเป็นว่าดราฟต์ที่มีตอนจบแบบดั้งเดิมกลับโดนใจฟินเชอร์มากกว่า

“ฟินเชอร์สนใจกำกับนะ” วอล์กเกอร์เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าว “แต่พอเขาพูดถึงเรื่องหัวที่อยู่ในกล่องขึ้นมา พวกสตูดิโอก็รีบบอกว่า ‘โอ้ ไม่นะ คุณได้สคริปต์ไปผิดดราฟต์แล้ว’ จากนั้นพวกเขาก็ส่งดราฟต์ที่ผ่านการแก้ไขแล้วไปให้ใหม่ ดราฟต์ที่มีตอนจบอีกแบบ แต่ฟินเชอร์ตอบว่า ไม่ล่ะ ผมไม่อยากทำอันนั้น”

ไม่เพียงแค่ฟินเชอร์ แต่เหล่านักแสดงทั้งพิตต์และฟรีแมนก็สนับสนุนตอนจบแบบดั้งเดิมของวอล์กเกอร์ด้วย พิตต์นั้นถึงขั้นยื่นเงื่อนไขว่าจะรับเล่นหนังเรื่องนี้ก็ต่อเมื่อมีการระบุเงื่อนไขลงไปในสัญญาเลยว่าหัวจะต้องอยู่ในกล่อง นอกจากนั้นแล้วตัวละครนักสืบมิลส์ที่เขาเล่นจะต้องยิงฆาตกรในตอนจบด้วยอารมณ์ล้วนๆ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใดที่จะทำให้เขากลายเป็นพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรม

ถึงอย่างนั้น เหล่าผู้บริหารสตูดิโอก็ยังไม่ยอมง่ายๆ พวกเขาพยายามโน้มน้าวฟินเชอร์ให้เปลี่ยนตอนจบ จนฟินเชอร์ต้องเข้าไปพูดคุยเกลี้ยกล่อมอย่างจริงจัง

“ผมบอกพวกเขาว่า อีกสัก 50-60 ปีจากวันนี้ ซึ่งพวกเราคงจะตายกันไปนานแล้ว จะมีคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งในงานปาร์ตี้ค็อกเทลพูดคุยกันเรื่องหนังที่พวกเขาเพิ่งได้ดูมาเมื่อคืน ไอ้หนังเรื่องที่มีหัวอยู่ในกล่อง ผมบอกว่านี่แหละคือหนังเรื่องนั้น ทุกคนที่ผมได้คุยล้วนจดจำหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังที่มีหัวอยู่ในกล่อง ดังนั้นคุณจะเอาหัวในกล่องออกไปจากไอ้หนังที่ได้ชื่อว่ามีหัวอยู่ในกล่องไม่ได้”

การโน้มน้าวของฟินเชอร์ได้ผล สตูดิโอยินยอมให้เขาเก็บตอนจบแบบดั้งเดิมที่วอล์กเกอร์เขียนเอาไว้

และเรื่องราวที่เหลือถัดจากนั้นก็คือประวัติศาสตร์

4

“มันไม่ใช่ว่าผมรังเกียจตอนจบแบบแฮปปี้หรอกนะ แต่ตอนจบแบบมืดหม่นของ Se7en นั่นแหละคือสิ่งสำคัญ การเปลี่ยนตอนจบให้เป็นอย่างอื่นก็เหมือนการถอดหัวใจสำคัญของหนังออกไป” วอล์กเกอร์ว่า

การได้ร่วมงานกับฟินเชอร์ไม่ใช่แค่ทำให้วอล์กเกอร์ได้ตอนจบแบบที่ต้องการกลับคืนมา แต่ยังทำให้ในการทำงานหลังจากนั้นเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น หากเขียนสคริปต์ไปแล้วไม่ตรงกับความต้องการของผู้กำกับหรือสตูดิโอ วอล์กเกอร์เลือกที่จะเดินออกจากโปรเจกต์มากกว่าอดทนแก้สคริปต์ไปเรื่อยๆ เพราะการต้องเห็นงานของตัวเองกลายสภาพไปเป็นอย่างอื่นคือสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนาอีกต่อไป

หลังจากนั้น วอล์กเกอร์ร่วมงานกับฟินเชอร์อีกหลายครั้ง ทั้งช่วยแก้สคริปต์ The Game (1997) และ Fight Club (1999) รวมถึงเขียนสคริปต์ให้กับโครงการหนังอีกหลายเรื่องของฟินเชอร์ที่ไม่ได้ถูกสร้าง ทั้งหนังภาคต่อ The Girl with the Dragon Tattoo และหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือเรื่อง 20,000 Leagues Under the Sea ทั้งคู่ยังคงทำงานด้วยกันอยู่เรื่อยๆ รวมถึงหนังเรื่องล่าสุดของฟินเชอร์อย่าง The Killer (2023) ก็เป็นวอล์กเกอร์นี่เองที่เป็นคนเขียนสคริปต์ให้

“เป็นเรื่องยากนะที่จะหาเพื่อนร่วมงานแบบฟินเชอร์” วอล์กเกอร์พูดถึงผู้กำกับคู่ใจของเขา “ทุกวันนี้ผมว่ามันยากมากที่จะแก้สคริปต์ให้ผู้กำกับที่มองเห็นหนังไม่ตรงกันกับผม ช่วงหลังๆ ผมจึงเลือกที่จะถอนตัวออกจากหนัง หรือแม้แต่ยอมโดนไล่ออกไปเลย ถ้าเกิดว่าเห็นไม่ตรงกับผู้กำกับจริงๆ”

หมายเหตุ: นอกจากเขียนบท Se7en วอล์กเกอร์ยังมีบทรับเชิญในหนังด้วย โดยเขาเล่นเป็นศพแรกที่โผล่มาในหนัง (ศพแรกที่ไม่เกี่ยวข้องกับบาป 7 ประการ)

อ้างอิง

the-talks.com/interview/andrew-kevin-walker/
hollywoodreporter.com/movies/movie-news/se7en-screenwriter-how-a-mixup-david-fincher-led-gutsy-ending-963957/
nofilmschool.com/2016/06/watch-dissecting-se7en-screenwriter-andrew-kevin-walker
uproxx.com/movies/seven-screenwriter-andrew-kevin-walker-looks-back-at-whats-inside-the-box-20-years-later/
psu.edu/news/alumni/story/qa-alumnus-screenwriter-andrew-kevin-walker/
bakadesuyo.com/2015/07/how-to-improve-your-writing/
yahoo.com/entertainment/seven-20-years-on-go-behind-the-scenes-of-that-129105333947.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAAK2GSVFZad6L2PHtoOqsd2s9YivujtoRE4lRaj1Jy6sSIGbLPTfiTV0krxtrgyKk07dE3znNM4EEN-h0Ky8Ob7u7VkmPAZiYGw8ltWHL2KgXMkvyR_HIdOCusY30IEz_wDoRKOZ8APCDsi99f3TLEacnBEUdJlTPS8xob72dmFbq
en.m.wikipedia.org/wiki/Seven_(1995_film)
en.wikipedia.org/wiki/Andrew_Kevin_Walker

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...